สหรัฐฯเคลื่อนเครื่องบินขับไล่ล้ำสมัยมากกว่า 50 ลำ เข้าหาตะวันออกกลางในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ถือเป็นการสำแดงแสนยานุภาพทางทหารครั้งใหญ่ ประจวบเหมาะกับช่วงเวลาอันสำคัญของการเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ตามรายงานของเว็บไซต์ข่าวตุรกีทูเดย์เมื่อวันอังคาร(17ก.พ.) อ้างอิงแหล่งข้อมูลติดตามการบินและเจ้าหน้าที่อเมริการายหนึ่ง
การเคลื่อนย้ายแสนยานุภาพทางอากาศครั้งใหญ่นี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯรายหนึ่งให้คำยืนยันกับเว็บไซต์ข่าว Axios ในนั้นรวมไปถึงบรรดาเครื่องบินทรงอานุภาพที่สุดในคลังแสงของอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินขับไล่ล่องหน F-35A Lightning II, เครื่องบินขับไล่ครองอากาศ F-22 Raptor, F-16 Fighting Falcons, F-15E Strike Eagles และเครื่องบินเตือนภัยและควบคุมทางอากาศ E-3 Sentry การประจำการดังกล่าวเป็นตัวแทนของการยกระดับยุทธการกดดันทางทหาร ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้งัดข้อเตหะราน ไปพร้อมๆกับการเจรจา
โอลิเวอร์ อเล็กซานเดอร์ นักวิเคราะห์และพวกนักสังเกตการณ์ข่าวกรองจากแหล่งข่าวเปิดอื่นๆ ตรวจพบความเคลื่อนไหวครั้งนี้ โดยใช้ข้อมูลติดตามเที่ยวบินที่เปิดให้สาธารณะเข้าถึง ในนั้นรวมถึงระบบส่งข้อมูลดิจิทัลแบบเรียลไทม์ระหว่างเครื่องบินและสถานีภาคพื้นดิน( ACARS transmissions) ซึ่งพบเครื่องบิน F-35s บางลำแวะพัก ณ ฐานทัพอากาศลาเจส บนหมู่เกาะอะโซเรส จุดพักร่วมข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก สำหรับอากาศยานของกองทัพสหรัฐฯ ที่มุ่งหน้าสู่ยุโรปและตะวันออกกลาง
ยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเหตุผลของการโยกย้ายอากาศยานเหล่านี้ แม้ความเคลื่อนไหวลักษณะดังกล่าวมักเกี่ยวข้องกับการป้องปรามระดับภูมิภาคและสำแดงแสนยานุภาพนอกพื้นที่
ขณะเดียวกันความเคลื่อนไหวครั้งนี้ยังเป็นการเสริมความน่าเกรงขามแก่กองกำลังทางทะเลของสหรัฐฯที่ประจำการในตะวันออกกลางอยู่ก่อนแล้ว ในนั้นรวมถึงกองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตี ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ซึ่งบรรทุกเครื่องบินเกือบ 80 ลำ และล่องอยู่ห่างจากชายฝั่งอิหร่านราวๆ 700 กิโลเมตร นอกจากนี้แล้วกองเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 2 ก็ถูกส่งไปยังตะวันออกกลางเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ การจัดวางกำลังดังกล่าว ทำให้ฝูงขับไล่ F-35s and F-18 อยู่ภายในพิสัยโจมตีระยะไกลเล่นงานเป้าหมายต่างๆในอิหร่าน
การเสริมกำลังทางอากาศมีขึ้นในขณะที่ ทรัมป์ กำลังชั่งใจว่าจะเข้าร่วมกับอิสราเอลในปฏิบัติการทางทหารโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางนิวเคลียร์ของอิหร่านหรือไม่ โดย แคโรไลน์ ลีวิตต์ เลขานุการฝ่ายสื่อสารมวลชนของทำเนียบขาว บอกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่า ประธานาธิบดีจะตัดสินใจ "ภายใน 2 สัปดาห์"
ลีวิตต์ กล่าวว่าข้อตกลงทางการทูตใดๆจำเป็นต้องรับประกันว่าอิหร่านจะไม่สามารถเสริมสมรถนะยูเรเนียมและสร้างอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมเน้นย้ำว่าในขณะที่ ทรัมป์ "ต้องการใช้หนทางด้านการทูตอยู่เสมอ" แต่เขาก็ไม่กลัวต่อการใช้กำลัง ถ้ามีความจำเป็น
ความเคลื่อนไหวเสริมกำลังทหารของสหรัฐฯ มีขึ้นในฉากหลังของการเรจารอบ 2 ที่มีโอมานเป็นคนกลาง ในเจนีวา โดย อับบาส อารากชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน บอกว่าทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องเกี่ยวกับ "การกำหนดหลักการนำร่อง" สำหรับข้อตกลงอย่างครอบลุม เขาให้คำจำกัดความการเจรจารอบล่าสุดว่า "เป็นไปอย่างสร้างสรรค์กว่าหนแรก" พร้อมให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์แห่งรัฐของอิหร่าน ว่าครั้งที่ 2 ฝ่ายคลอดเนื้อหาข้อตกลงฉบับร่างขึ้นมาแล้ว "จะมีการแลกเปลี่ยนร่างเอกสารกัน และกำหนดวันเวลาสำหรับการประชุมรอบ 3 ต่อไป"
รัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน ยืนยันว่าทั้ง 2 ฝ่ายความคืบหน้าเป็นอย่างดี แต่พูดจาด้วยความระมัดระวังว่ายังมีงานให้ทำอีกมากกว่าที่ทุกอย่างจะลุล่วง ส่วน อาราชี เอง ยอมรับว่าการลดช่องว่างในจุดยืนระหว่างทั้ง 2 ชาติ จำเป็นต้องใช้เวลา
เส้นทางด้านการทูตต้องเผชิญอุปสรรคสำคัญ อิหร่านยืนกรานว่าการเจรจาต้องจำกัดอยู่เฉพาะประเด็นนิวเคลียร์ แต่ที่ผ่านมา วอชิงตัน พยายามผลักดันให้นับรวมโครงการขีปนาวุธของเตหะรานและกรณีที่อิหร่านให้การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธทั้งหลายทั้วภูมิภาคอยู่ในการเเจรจาด้วย โฆษกกระทรวงการต่างประเทศเตหะรานบอกว่าการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรใดๆต้องเป็นส่วนประกอบสำคัญในข้อตกลงใดๆ สะท้อนว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ได้กลายมาเป็นแก่กลางการคำนวณของเตหะราน
(ที่มา:ตุรกีทูเดย์)


