อเมริกาลั่นพร้อมทดสอบนิวเคลียร์อานุภาพทำลายล้างต่ำแบบที่วอชิงตันกล่าวหาว่าจีนและรัสเซียลักลอบทำอยู่ โดยอ้าง “หลักฐานใหม่” ขึ้นมาเพื่อยืนกรานว่าปักกิ่งซุ่มทดสอบนุกเมื่อปี 2020 ถึงแม้ขัดแย้งกับข้อมูลขององค์กรอื่นๆ ทางด้านแดนมังกรซัดกลับว่า เป็นแค่ข้ออ้างของวอชิงตัน เพื่อหลบเลี่ยงความรับผิดชอบในการปลดอาวุธนิวเคลียร์
คริสโตเฟอร์ ยอว์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯฝ่ายการควบคุมและไม่แพร่กระจายอาวุธ กล่าวเมื่อวันอังคาร (17 ก.พ.) ในงานประชุมของสถาบันฮัดสัน ซึ่งเป็นกลุ่มคลังสมองในวอชิงตัน ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พูดจริงเรื่องที่ว่า อเมริกาจะกลับมาทดสอบนิวเคลียร์อีกครั้ง บนพื้นฐานที่เท่าเทียมกับรัสเซียและจีน
ยอว์ไม่ได้ระบุเวลาชัดเจนว่าสหรัฐฯจะทำการทดลองเมื่อใด โดยบอกว่า ทรัมป์จะเป็นผู้ตัดสินใจ ก่อนสำทับว่า อเมริกาจะไม่ยอมเสียเปรียบ
ก่อนหน้านี้ ตอนที่ข้อตกลง “นิวสตาร์ท” ที่เป็นสัญญาจำกัดอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างอเมริกากับรัสเซียฉบับสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ กำลังหมดอายุลงเมื่อต้นเดือนนี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ผู้หนึ่งได้กล่าวหาระหว่างการประชุมสหประชาชาติที่นครเจนีวา, สวิตเซอร์แลนด์ ว่า จีนได้ทดสอบนิวเคลียร์อานุภาพทำลายล้างต่ำในปี 2020 และกำลังเตรียมระเบิดนิวเคลียร์ซึ่งมีอานุภาพทำลายล้างสูงขึ้นอีกด้วย
นอกจากนี้เมื่อปี 2024 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ก็กล่าวหารัสเซียทดสอบนิวเคลียร์อานุภาพทำลายล้างต่ำเช่นเดียวกัน
ในวันอังคาร ยอว์ย้ำการกล่าวหาจีนโดยอ้างว่า มีรายละเอียดใหม่จากสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวระยะไกลในคาซัคสถาน ซึ่งตรวจพบว่าเกิดการระเบิดความรุนแรงระดับ 2.75 ในบริเวณที่อยู่ห่างจากสถานทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ในเมืองลอปนูร์ มณฑลซินเจียง ทางตะวันตกของจีนราว 720 กม. เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2020
ยอว์ อดีตนักวิเคราะห์ข่าวกรองและเจ้าหน้าที่กลาโหมที่จบปริญญาเอกด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์ เสริมว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมนับจากนั้น ทำให้สรุปได้ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ ไม่ใช่การระเบิดเหมืองหรือแผ่นดินไหว และกล่าวหาว่าจีนพยายามปิดบังด้วยวิธีการที่เรียกว่า decoupling ที่ใช้อุปกรณ์ทำการจุดระเบิดภายในโพรงใต้ดินขนาดใหญ่ เพื่อลดแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านชั้นหินรอบๆ
อย่างไรก็ตาม ในรายงานเมื่อเร็วๆ นี้ของศูนย์เพื่อยุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศศึกษา (CSIS) หน่วยงานคลังสมองชื่อดังอีกแห่งหนึ่ง ระบุว่า ไม่พบหลักฐานที่จะทำให้สามารถสรุปได้ว่า เกิดการระเบิดแบบระเบิดนิวเคลียร์ในวันดังกล่าว โดยที่ภาพถ่ายจากดาวเทียมก็ไม่พบกิจกรรมผิดปกติที่ลอปนูร์
นอกจากนั้น โรเบิร์ต ฟลอยด์ เลขาธิการบริหารขององค์การสนธิสัญญาว่าด้วยการห้ามทดสอบนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์ (ซีทีบีทีโอ) ได้ยืนยันเช่นกันว่า ไม่พบเหตุการณ์ที่สอดคล้องกับลักษณะการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์
ฟลอยด์แจงว่า สถานีตรวจวัดแผ่นดินไหว พีเอส23 ในคาซัคสถานที่ดำเนินการโดยซีทีบีทีโอ ตรวจพบการสั่นไหวของพื้นดินขนาดเล็กมากสองครั้งห่างกัน 12 วินาทีเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2020 แต่ไม่สามารถสรุปได้ว่าสอดคล้องกับลักษณะต่างๆ ของการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ ถึงแม้เขายอมรับว่า องค์กรของเขาสามารถตรวจสอบได้ ต่อเมื่อเกิดการระเบิดที่มีอานุภาพเทียบเท่าระเบิดทีเอ็นทีขนาด 500 ตัน โดยที่แรงระเบิดดังกล่าวถือเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยเมื่อเทียบกับระเบิดนิวเคลียร์ที่อเมริกาใช้ถล่มเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิราบเป็นหน้ากลองในปี 1945
อย่างไรก็ดี คำยืนยันของฟลอยด์ ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรเลีย ทำให้ยอว์ตอบโต้ด้วยความดูหมิ่นดูแคลนว่า ฟลอยด์ควรต้องทบทวนการจัดลำดับความสำคัญเสียใหม่ได้แล้ว แทนที่จะมาเรียกร้องให้บังคับใช้สนธิสัญญาซีทีบีทีมีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ ในเมื่อเจ้าหน้าที่ในองค์กรยังไม่สามารถตรวจพบการทดสอบระเบิดอานุภาพทำลายล้างต่ำ ที่อาจเป็นข้อมูลสำหรับประเทศอื่นๆ ที่มีอาวุธนิวเคลียร์ได้
ทั้งนี้ ซีทีบีทีซึ่งเป็นสนธิสัญญาของยูเอ็นที่แบนระเบิดนิวเคลียร์ทั้งหมด ปัจจุบันยังไม่มีผลบังคับใช้ โดยมีเพียงสองประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์คือ ฝรั่งเศสและอังกฤษ ให้สัตยาบันรับรอง ขณะที่อดีตประธานาธิบดีบิลล์ คลินตัน ลงนามรับรองสนธิสัญญานี้ แต่วุฒิสภาที่ควบคุมโดยพรรครีพับลิกันกลับไม่ยอมให้สัตยาบันรับรองในปี 1999
จีนลงนามแต่ไม่ได้ให้สัตยาบันรับรองซีทีบีทีเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ดี ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งสองประเทศต้องยึดมั่นสนธิสัญญานี้
ทางด้านหลิว เผิงอี๋ว์ โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำวอชิงตัน ตอบโต้ว่า ข้อกล่าวหาของอเมริกาเป็นการบิดเบือนทางการเมืองเพื่อหวังแสวงหาอำนาจครอบงำทางนิวเคลียร์ และหลบเลี่ยงความรับผิดชอบในการปลดอาวุธนิวเคลียร์
หลิวยังเรียกร้องให้อเมริกายืนยันความมุ่งมั่นของ 5 ชาติที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ในการยุติการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ และดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อปกป้องกลไกการปลดอาวุธนิวเคลียร์และการไม่แพร่กระจายอาวุธระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ในเวลานี้ทรัมป์กำลังเรียกร้องกดดันให้จีนเข้าร่วมการเจรจาสนธิสัญญาใหม่ที่จะใช้แทนนิวสตาร์ท ทว่า ปักกิ่งปฏิเสธโดยอ้างว่า คลังแสงนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ของตนมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับคลังแสงของอเมริกาและรัสเซีย ซึ่งเป็นสองมหาอำนาจนิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดของโลก
เพนตากอนอ้างว่า ปัจจุบัน จีนมีหัวรบที่พร้อมใช้งานกว่า 600 ลูก และกำลังขยายกองกำลังนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ รวมทั้งยังคาดว่า จีนจะมีหัวรบเพิ่มเป็นกว่า 1,000 ลูกในปี 2030 สำหรับสหรัฐฯกับรัสเซียนั้น ประมาณการกันว่าปัจจุบันมีหัวรบที่ถูกนำเข้าประจำการพร้อมใช้งานอยู่ฝ่ายละราวๆ 1,700-1,800 หัวรบ
(ที่มา: เอเอฟพี/รอยเตอร์/MGRonline)


