ไม่กี่นาทีหลังจากมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ หยอดคำหวานในงานประชุมความมั่นคงมิวนิก (Munich Security Conference) ว่า อเมริกาและยุโรปเติมเต็มกันและกัน หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ก็ขึ้นกล่าวบนเวทีเดียวกันว่า จีนและอียูเป็นหุ้นส่วน ไม่ใช่ศัตรู
“ตราบที่ทั้งสองฝ่ายยึดมั่นในสิ่งนี้ เราจะสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องขณะที่เผชิญกับความท้าทาย ป้องกันนานาชาติจากความแตกแยก และส่งเสริมความก้าวหน้าด้านอารยธรรมของมนุษยชาติอย่างต่อเนื่อง” หวัง กล่าว
ถ้อยคำรื่นหูของรูบิโอและหวังเมื่อวันเสาร์ (14 ก.พ.) เกิดขึ้นขณะที่การเปลี่ยนโฉมนโยบายการต่างประเทศครั้งใหญ่ของอเมริกาในยุคทรัมป์ 2.0 กำลังเขย่าความผูกพันยาวนานระหว่างวอชิงตันกับพวกชาติพันธมิตรตะวันตก จนผู้นำยุโรปถึงกับประกาศอย่างเปิดเผยว่า ยุคสมัยของโลกที่มีความมั่นคงและเน้นเรื่องกฎระเบียบ ซึ่งอเมริกาเป็นผู้มีส่วนสำคัญยิ่งในการผลักดันนั้นได้จบสิ้นลงแล้ว และขณะนี้อยู่ในช่วงของการแข่งขันกันสร้างระเบียบโลกใหม่
รูบิโอใช้โอกาสในการปราศรัยในการประชุมความมั่นคงระดับโลกที่มิวนิกเพื่อฟื้นความมั่นใจกับบรรดาผู้นำยุโรปว่า คณะบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงมุ่งมั่นกับการเป็นพันธมิตรกับยุโรป แม้อเมริกาเชื่อว่า ยุโรปต้องให้การสนับสนุนตนเองมากขึ้น และจำเป็นต้องสร้างระบบระหว่างประเทศขึ้นมาใหม่ก็ตาม
ขณะเดียวกัน หวัง นักการทูตที่เป็นตัวแทนนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มานานกว่าทศวรรษ ก็พร้อมแล้วที่จะร่วมเล่นเกมนี้อย่างระมัดระวัง
หวังบอกว่า ปัญหาของระบบระหว่างประเทศปัจจุบัน จุดสำคัญที่สุดไม่ได้เป็นความรับผิดชอบของสหประชาชาติเลย หากมาจากการที่มีบางประเทศทขยันสุมไฟให้ความขัดแย้งลุกลาม ผลักดันนโยบายประเทศของตนต้องมาก่อน เข้าร่วมทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างประเทศต่างๆ ซึ่งรวมตัวกันเป็นกลุ่มก๊ก และปลุกผีแนวคิดยุคสงครามเย็น
เขาเสริมว่า จีนและยุโรปควรร่วมกันคัดค้าน “วิธีปฏิบัติที่มุ่งทำตามอำเภอใจฝ่ายเดียว” ปกป้องการค้าเสรี และต่อต้านการเผชิญหน้าแบบกลุ่มก๊ก
ความสัมพันธ์จีนกับอเมริกา
ขณะที่ หวัง เสนอจุดยืนของจีนซึ่งมุ่งเกี้ยวพายุโรปให้หันมาจับมือกันรับมือกับสหรัฐฯอยู่นี้ ปักกิ่งก็ยังคงต้องการรักษาความสัมพันธ์ที่คงเส้นคงวากับวอชิงตันเอาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในก่อนที่ทรัมป์อาจจะเดินทางเยือนจีนในช่วงเดือนเมษายนนี้ ทั้งนี้คาดหมายกันว่าการเยือนของทรัมป์จะมีเดิมพันสูงมาก เนื่องจากอาจทำให้สัมพันธภาพระหว่างสองประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลกคู่นี้มีเสถียรภาพมากขึ้น
เมื่อถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับทริปดังกล่าว หวังกล่าวกับพวกผู้เข้าร่วมประชุมที่มิวนิกว่า เขามั่นใจในศักยภาพความสัมพันธ์จีน-อเมริกา แต่เตือนว่า สัมพันธภาพอาจบิดเบี้ยวได้ และอธิบายแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นได้สองอย่าง หนึ่งคือ อเมริกาเข้าใจและร่วมมือกับจีน และสอง อเมริกาพยายามตัดขาดแยกออกจากจีนโดยอัตโนมัติและ “ล้ำเส้น” ซึ่งรวมถึงประเด็นไต้หวัน โดยที่เป็นไปได้ว่าแนวโน้มอย่างหลังจะผลักให้อเมริกากับจีนขัดแย้งกัน
ทางด้านรูบิโอกล่าวถึงความสัมพันธ์อเมริกา-จีนเช่นเดียวกันในการประชุมเมื่อวันเสาร์ว่า อาจเกิดความผิดพลาดทางภูมิรัฐศาสตร์ ถ้าสองประเทศมหาอำนาจนี้ไม่สื่อสารกันเพื่อจัดการประเด็นที่ผลประโยชน์ขัดแย้งกัน
รูบิโอและหวัง ยังได้ประชุมหารือกันข้างเคียงการประชุมความมั่นคงมิวนิกเมื่อวันศุกร์ (13) ที่ดูเหมือนมีจุดประสงค์เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเยือนจีนของทรัมป์ โดยหวัง บอกว่า การพูดคุยเป็นไปด้วยดีและสร้างสรรค์ รวมทั้งส่งเสริมฉันทามติสำคัญที่ผู้นำสองชาติตกลงกันก่อนหน้านี้
ยุโรปเปิดใจรับฟังจีนแค่ไหน
บางทีสิ่งสำคัญที่สุดซึ่ง หวัง และคฯะของเขาอาจจะต้องการพิสูจน์ให้ชัดเจนที่มิวนิกคราวนี้ ก็คือ มาถึงตอนนี้ยุโรปพร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอจากฝ่ายจีนอย่างจริงจังมากน้อยแค่ไหน
ที่ผ่านมา จีนใช้ความพยายามมานานแล้วที่จะโปรโมทวิสัยทัศน์ของตนเองเกี่ยวกับโลกที่ไม่ได้ครอบงำโดยกลุ่มพันธมิตรหรือสถาบันที่มีอเมริกาเป็นแกนนำ และเป็นมิตรกับผลประโยชน์ของจีนมากกว่า รวมทั้งจีนยังมองว่า ยุโรปเป็นขั้วอำนาจสำคัญขั้วหนึ่ง ซึ่งไม่ควรเอาแต่คอยอยู่ข้างเดียวกับอเมริกา
ข้อความที่ หวัง เน้นย้ำต่อการประชุมที่มิวนิกก็คือ จีนเป็น “พลังมุ่งสู่สันติภาพอย่างแน่วแน่” และ จีนเป็น “พลังที่เชื่อถือได้สำหรับการสร้างเสถียรภาพ” ขณะที่เขานำเสนอแผนการริเริ่มของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ให้ปรับเปลี่ยนธรรมาภิบาลระดับโลกกันใหม่ เพื่อเป็นทางออกสำหรับสถานการณ์โลกอันยุ่งเหยิงในปัจจุบัน
ทว่า ข้อความเช่นนี้ของปักกิ่ง อาจไม่ค่อยเข้าหูฝ่ายยุโรปนัก ขณะที่ผู้นำยุโรปยังคงหวั่นวิตกกับการขาดดุลการค้ามหาศาลกับจีน และการที่จีนยึดกุมห่วงโซ่อุปทานเชิงยุทธศาสตร์
ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับยุโรปยังตึงเครียดจากการที่ปักกิ่งสนับสนุนรัสเซียที่ทำสงครามกับยูเครนมาเกือบ 4 ปี นอกจากนี้ผู้นำในยุโรปยังกังวลมากขึ้นกับความก้าวร้าวทางทหารของจีนในทะเลจีนใต้และรอบเกาะไต้หวันที่จีนยืนยันว่า เป็นดินแดนของตน
กระนั้น ท่ามกลางความกังวลเหล่านี้ จีนยังมองเห็นโอกาสเปิดกว้าง เนื่องจากบรรดาผู้นำตะวันตกกำลังมีการปรับนโยบายการต่างประเทศของตนเสียใหม่ ในเมื่อสัมพันธภาพกับอเมริกาเกิดการเปลี่ยนแปลงเสียแล้ว
ช่วงหลายเดือนมานี้ ผู้นำหลายชาติที่เป็นพันธมิตรกับอเมริกาพากันไปเยือนจีนเพื่อหาทางกระชับความร่วมมือ และเปิดเจรจากับจีนขณะที่ความสัมพันธ์กับอเมริกาปีนเกลียว
ก่อนที่งานประชุมมิวนิกจะเริ่มขึ้น เหล่าผู้จัดระบุว่า ระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่อเมริกาเป็นผู้นำ กำลังถูกทำลายโดยที่อเมริการับหน้าที่เป็นผู้รื้อถอนรายสำคัญ
ชาติยุโรปอาจรู้สึกโล่งใจมากขึ้นหลังการปราศรัยของรูบิโอ อย่างไรก็ตาม คำขู่ยึดกรีนแลนด์ของทรัมป์ยังคงดังกึกก้องในหูผู้นำภูมิภาคนี้ ขณะที่ปักกิ่งหวังว่า อย่างน้อยที่สุด นั่นอาจทำให้ยุโรปรับฟังจีนมากขึ้น
(ที่มา: ซีเอ็นเอ็น)


