xs
xsm
sm
md
lg

อย่าได้วางใจ!นายกฯเดนมาร์กส่งเสียงเตือน เชื่อ'ทรัมป์'ยังจริงจังผนวกเกาะกรีนแลนด์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีแห่งเดนมาร์ก เตือนว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ยังคง "จริงจังมากๆ" เกี่ยวกับการผนวกเกาะกรีนแลนด์ แม้ลดสุ้มเสียงวาทกรรมโอนอ่อนลงเมื่อเร็วๆนี้ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการใช้กำลังเข้าควบคุมดินแดนในอาร์กติกที่อุดมไปด้วยทรัพยากร

ทรัมป์ แสดงความปรารถนาไม่หยุด เกี่ยวกับการครอบครองกรีนแลนด์ ดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก อ้างตำแหน่งที่ทางยุทธศาสตร์ของเกาะและกล่าวอ้างเกี่ยวกับภัยคุกคามจากรัสเซียและจีน คำกล่าวหาที่ทั้งโคเปนเฮเกน, มอสโกและปักกิ่งต่างปฏิเสธ

เบื้องต้น ทรัมป์ ไม่ตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังเข้ายึดเกาะแห่งนี้ อย่างไรก็ตามเมื่อเดือนที่แล้ว ผู้นำสหรัฐฯแถลงว่าบรรลุข้อตกลงกรอบการทำงานร่วมกับ มาร์ค รุตเต เลขาธิการนาโต

ระหว่างกล่าวกับเวทีประชุมความมั่นคงมิวนิคเมื่อวันเสาร์(14ก.พ.) เฟรเดอริกเซน เชื่อว่าภัยคุกคามยังคงห่างไกลจากจุดจบ และให้คำจำกัดความเกี่ยวกับแรงกดดันที่มีต่อกรีนแลนด์ ว่าเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ "เคราะห์ร้าย ประธานาธิบดีสหรัฐฯยังจริงจังมากๆ" เธอกล่าว พร้อมบอกต่อว่า "ประชาชนชาวกรีนแลนด์ ไม่เคยถูกใครคุกคามเช่นนี้มาก่อน"

เฟรเดอริกเซน เน้นย้ำว่า ในขณะที่โคเปนเฮเกนมีความตั้งใจทำงานร่วมกับวอชิงตัน เปิดทางสำหรับการขยายขอบเขตการประจำการทางทหาร "แต่แน่นอนว่า มีหลายสิ่งหลายอย่างที่คุณไม่สามารถประนีประนอมได้ อย่างเช่นอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน"

"ตอนนี้เรามีคณะทำงาน เราจะพยายามดูว่าเราสามารถหาทางออกได้หรือไม่ และเราจะทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ แต่แน่นอน มันมีเส้นตายที่ไม่สามารถข้ามได้" เธอกล่าว หลังจากพูดคุยกับ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เป็นเวลา 45 นาทีเมื่อวันศุกร์(13ก.พ.) อย่างไรก็ตามไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดการพูดคุยต่อสาธารณะใดๆ

เยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีของกรีนแลนด์ ก็สะท้อนความกังวลแบบเดียวกัน ระบุมันเป็นเรื่องที่อุกอาจอย่างมาก ที่ชาวกรีนแลนด์โดนข่มขู่คุกคามโดยรัฐสมาชิกนาโตหนึ่งๆ

เฟรเดอริก นีลเซน เคยเตือนเมื่อเดือนที่แล้ว ว่าคำขู่ใดๆเกี่ยวกับการผนวกกรีนแลนด์ จะบ่อนทำลายทุกๆอย่าง ในนั้นรวมถึงกลุ่มก้อนทางทหารที่นำโดยสหรัฐฯ ขณะที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ก็วิจารณ์ท่าทีของวอชิงตันเช่นกัน เรียกมันว่าเป็นท่าทีต่อต้านยุโรปอย่างเปิดเผยของอเมริกา

(ที่มา:อาร์ทีนิวส์)