2 วันหลังจากพ่ายแพ้ศึกเลือกตั้งของไทย ผู้นำพรรคประชาชนถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ระหว่างให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ สะท้อนความรู้สึกของเขาที่มีต่อความปราชัยอย่างราบคาบ
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ วัย 38 ปี หัวหน้าพรรคประชาชน ประกาศจะทบทวนยุทธศาสตร์ของพรรคและปรับเปลี่ยนโฟกัสหันไปให้ความสำคัญกับความพยายามระดับรากหญ้า และยอมรับว่านายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล มีความเชี่ยวชาญในการดึงกระแสชาตินิยมก่อนถึงศึกเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตามพวกนักวิเคราะห์ชี้ว่านั่นไม่ใช่ปัจจัยเดียวในความพ่ายแพ้ของพรรคประชาชน ยังมีอีกหลายเหตุผลที่ดันพรรคภูมิใจไทยผงาดขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด หนึ่งในนั้นก็คือการที่พรรคประชาชนมอบโอกาสให้พรรคภูมิใจไทยที่นำโดยนายอนุทิน ก้าวขึ้นมารัฐบาล แม้ในช่วงเวลาสั้นๆก็ตาม
รายงานของสำนักข่าวบลูมเบิร์กระบุว่า ท่ามกลางกระแสการเมืองและการตัดสินใจต่างๆที่นำไปสู่ผลลัพธ์ของผลการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์(8ก.พ) หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่กลายมาเป็นการเดิมพันที่ผิดพลาดครั้งใหญ่ของพรรคประชาชน ก็คือการสนับสนุนนายอนุทิน ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีในเดือนกันยายน แลกกับคำสัญญายุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้ง ที่คาดหมายกันอย่างกว้างขวางในตอนนั้นว่า ฝ่ายหัวก้าวหน้าจะได้รับชัยชนะ
"หากย้อนหลังกลับไป มันเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง" ดันแคน แม็คคาร์โก ผู้เชี่ยวชาญด้านกิจการระหว่างประเทศ ณ มหาวิทยาลัยนานหยาง เทคโนโลยี ในสิงคโปร์ พร้อมระบุว่ามันเป็นการเปิดทางให้พรรคภูมิใจไทย "ใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบทั้งหมดจากการทำหน้าที่รัฐบาล" เขากล่าว "พรรคประชาชนประเมินพรรคภูมิใจไทยต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมาก"
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าพรรคของเขาไม่สนใจเข้าร่วมรัฐบาลผสมกับพรรคภูมิใจไทย โดยประกาศจะต่อสู้ในฐานะฝ่ายค้าน อย่างไรก็ตามบลูมเบิร์กระบุไม่เป็นที่ชัดเจนว่าเขาจะยังคงเป็นผู้นำพรรคหรือไม่ ในขณะที่พรรคประชาชนมีแผนรวมตัวกันใหม่ในเดือนหน้า เพื่อทบทวนยุทธศาสตร์ของพรรค
บลูมเบิร์กระบุว่าเมื่อ 5 เดือนก่อน พรรคประชาชนมองเห็นโอกาสที่จะผลักดันวาระต่างๆที่พวกเขาเรียกร้องมาช้านาน สำหรับยุบสภาและจัดทำประชามติรื้อเขียนใหม่รัฐธรรมนูญที่ร่างโดยทหาร โดย ณ ตอนนั้น พรรคประชาชนอยู่ในฐานะผู้ควบคุมเกม แต่สุดท้ายพวกเขากลับเลือกพรรคภูมิใจไทย ให้เข้ามาทำหน้าที่รัฐบาลกำกับดูแลวาระเหล่านั้น
การตัดสินใจดังกล่าวเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างจากบรรดาผู้สนับสนุนพรรค ผู้ซึ่งรู้สึกผิดหวังที่สิ่งที่พวกเขาเห็นว่าเป็นการประนีประนอมกับฝ่ายอนุรักษ์นิยมโดยไม่จำเป็น
ในเรื่องนี้บลูมเบิร์กรายงานว่า นายณัฐพงษ์ ยอมรับกับสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งในวันอังคาร(10ก.พ.) การตัดสินใจของพรรคที่สนับสนุนนายอนุทินเมื่อเดือนกันยายน อาจกลายเป็นตัวช่วยส่งเสริมพรรคภูมิใจไทย ขณะที่หนึ่งวันก่อนหน้านั้น ตัวของนายอนุทิน ก็แสดงความคิดเห็นแบบเดียวกันว่า "ถ้าไม่มีพวกเขาในวันนั้น เราคงไม่ได้มาอยู่จุดนี้ในวันนี้"
ขณะเดียนกัน บลูมเบิร์กรายงานว่ากระแสชาตินิยมที่พุ่งทะยานที่โหมกระพือขึ้นจากเหตุปะทะตามแนวชายแดนรอบใหม่กับกัมพูชา ได้เปลี่ยนรูปโฉมภูมิทัศน์การรณรงค์หาเสียง ผลสำรวจความเห็นเอนเอียงไปทางฝ่ายทหาร ทำให้พรรคประชาชนถูกไฟย้อนศร หลังจากก่อนหน้านี้เคยออกมาเรียกร้องปฏิรูปกองทัพ
ในทางกลับกัน นายอนุทิน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมตามแนวชายแดน ถ่ายภาพร่วมกับบรรดาทหารในแนวหน้าและประกาศปกป้องอธิปไตยของไทยไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม สะท้อนความเป็นแนวร่วมกับกองทัพ ในขณะที่เรื่องด้านความมั่นคงของประเทศชาติกลายมาเป็นประเด็นสำคัญของศึกเลือกตั้งทั่วไปของไทย เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
นอกจากนี้แล้วพรรคภูมิใจไทยยังโปรโมทผู้สมัครเทคโนแครต ขยายฐานเสียงเพิ่มคะแนนนิยมในฐานะพรรคการเมืองชั้นนำในระดับประเทศ
ขณะเดียวกันในรอบนอก ที่ต่างจากใจกลางเมืองทั้งหลาย อย่างเช่นกรุงเทพฯ ซึ่งทางพรรคหัวก้าวหน้าคว้าชัยชนะอย่างง่ายดาย บลูมเบิร์กระบุว่าพรรคของนายอนุทินมีความเชี่ยวชาญด้านกลไกการเมืองท้องถิ่น รวบรวมเครือข่ายตระกูลการเมืองในแต่ละจังหวัด ดึงพวกเขามาจากพรรคการเมืองอื่นๆ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้คะแนนของฝ่ายอนุรักษ์นิยมแตกกระจัดกระจาย
บลูมเบิร์กระบุว่าพรรคประชาชนพ่ายแพ้การเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 25 เขตทั่วไทย ในนั้นรวมถึงใน 2 จังหวัดตามแนวชายแดน ที่ทางพรรคประชาชนเคยคว้าชัยชนะอย่างขาดลอยในปี 2023
ยิ่งไปกว่านั้น พรรคประชาชนยังดูเหมือนได้รับผลกระทบจากจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์ต่ำกว่าเดิม โดยในปีนี้มีผู้ออกมาใช้สิทธิ์ออกเสียงเพียงราวๆ 65% ลดลงอย่างมากจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เกือบ 76% ในปี 2023 ผลก็คือคะแนนปาร์ตีลิสต์ของพรรค ลดลง 1 ใน 3 เหลือ 9.7 คะแนน สวนทางกับพรรคภูมิใจไทย ที่มีคะแนนปาร์ติลิสต์ เพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า เป็น 5.9 ล้านคะแนน
(ที่มา:บลูมเบิร์ก)


