พวกบริษัทโซเชียลมีเดียรายใหญ่สุดของโลก เรียงคิวขึ้นศาลในสหรัฐฯ เพื่อแก้ต่างข้อกล่าวหาจงใจทำให้เด็กเสพติดแพลตฟอร์มของตนเอง ประเดิมด้วยคดีที่ลอสแองเจลิสซึ่งเริ่มต้นขึ้นในวันจันทร์ (7 ก.พ.)
เมตา บริษัทแม่ของ เฟซบุ๊ก และ อินสตาแกรม (ไอจี) รวมทั้ง ยูทูบ ของบริษัทกูเกิล ต่างถูกฟ้องร้องกล่าวหาว่า เป็นอันตรายและทำให้เด็กเสพติดแพลตฟอร์มของบริษัท ขณะที่ ติ๊กต็อก และ สแนป ที่เดิมถูกกล่าวหาด้วยนั้น ทำข้อตกลงยอมความที่ไม่เปิดเผยจำนวนเงินไปก่อนหน้านี้
หลอกล่อสมองเด็กให้เสพติด
มาร์ก ลาเนียร์ ทนายฝ่ายโจทก์ แถลงเปิดคดีว่า เมตาและกูเกิล ซึ่งเป็นสองบริษัทที่อยู่ในระดับรวยที่สุดในประวัติศาสตร์ จงใจสร้างภาวะเสพติดต่อสมองเด็ก พร้อมแสดงอีเมลภายใน เอกสาร และรายงานผลการศึกษาของ เมตา ยูทูบ และกูเกิล เองให้คณะลูกขุนพิจารณา โดยย้ำผลการศึกษาของเมตาในชื่อ “Project Myst” ที่สำรวจความคิดเห็นวัยรุ่น 1,000 คนและผู้ปกครองของเด็กเหล่านั้นเกี่ยวกับการใช้โซเชียลมีเดีย
ลาเนียร์แจงว่า ข้อมูลหลักที่พบสองประการคือ เมตารู้ว่าเด็กที่เผชิญ “เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์” เช่น บาดแผลทางใจและความเครียดมีความเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะเสพติดโซเชียล มีเดีย และการควบคุมดูแลของพ่อแม่ส่งผลน้อยมาก
เขายังแสดงเอกสารภายในของกูเกิลที่เปรียบเทียบผลิตภัณฑ์บางอย่างของบริษัทกับ สถานกาสิโน และการสื่อสารภายในของ เมตา ที่พนักงานคนหนึ่งระบุว่า อินสตาแกรมเหมือน “ยาเสพติด” และพนักงานของบริษัทเป็น “ผู้ขาย”
ประเด็นฟ้องร้องหลักของคดีนี้คือ กรณีที่เกิดขึ้นกับเด็กสาววัย 20 ปีที่ได้รับการระบุชื่อด้วยอักษรย่อว่า “KGM” ที่เป็นคดีนำร่องและอาจเป็นตัวอย่างสำหรับการฟ้องร้องบริษัทโซเชียลมีเดียในลักษณะเดียวกันอีกนับพันคดี และคำตัดสินในคดีนี้อาจมีผลอย่างมากต่อธุรกิจของบริษัทโซเชียลมีเดียและวิธีที่บริษัทเหล่านี้จัดการการใช้แพลตฟอร์มของเด็ก
โตมากับยูทูบ-ไอจี
ลาเนียร์พูดถึงชีวิตวัยเด็กของ KGM โดยโฟกัสที่บุคลิกภาพก่อนและหลังเริ่มใช้ยูทูบตอนอายุ 6 ปี และไอจีตอน 9 ปี และระบุว่า KGM โพสต์วิดีโอ 284 คลิปบนยูทูบตั้งแต่ก่อนจบชั้นประถม
ลาเนียร์เสริมว่า ทนายจำเลยจะพยายามโทษเด็กผู้หญิงตัวน้อยและพ่อแม่ของพวกเธอสำหรับกับดักที่ลูกความของตัวเองสร้างขึ้น และสำทับว่า KGM บอกว่า ตนเองเสพติดโซเชียลขณะเป็นผู้เยาว์ และอาการดังกล่าวบั่นทอนสุขภาพจิต
เขาสำทับว่า แม้เมตาและยูทูบป่าวประกาศว่า ได้ดำเนินการเพื่อปกป้องเด็กและมีมาตรการป้องกันสำหรับการใช้แพลตฟอร์มของเด็ก แต่เอกสารภายในของทั้งสองบริษัทกลับระบุชัดเจนว่า เด็กเล็กถูกกำหนดเป็นกลุ่มเป้าหมายของพวกเขา
ลาเนียร์ยังเปรียบเทียบระหว่างบริษัทโซเชียลกับบริษัทบุหรี่โดยอ้างอิงการสื่อสารภายในระหว่างพนักงานเมตาที่กังวลว่า บริษัทขาดมาตรการเชิงรุกเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่แพลตฟอร์มของบริษัทอาจเป็นอันตรายต่อเด็กและวัยรุ่น
เขาอธิบายว่า สำหรับวัยรุ่น การยอมรับทางสังคมคือความอยู่รอด และจำเลยได้สร้างฟีเจอร์ที่ส่งเสริมการโหยหาการยอมรับสังคมในหมู่เยาวชน เช่น ปุ่ม “Like”
เมตาแก้ต่าง
ทางด้าน พอล ชมิดต์ ทนายความของเมตา แถลงเปิดคดีว่า คำถามหลักในคดีนี้คือ แพลตฟอร์มต่างๆ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตกับ KGM หรือไม่ และกล่าวถึงปัญหาสุขภาพของโจทก์โดยเน้นว่า KGM เผชิญสถานการณ์ยากลำบากหลายอย่างในวัยเด็ก ซึ่งรวมถึงการทำร้ายจิตใจ ปัญหาเกี่ยวกับรูปลักษณ์ และการรังแก
ชมิดต์เปิดเผยคลิปคำให้การของดร.โทมัส ซูเบอร์แมน หนึ่งในผู้ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตของโจทก์ที่บอกว่า โซเชียลมีเดียไม่ใช่ปัจจัยหลักของปัญหาสำคัญของ KGM แต่สิ่งที่เธอต้องต่อสู้ส่วนใหญ่ดูเหมือนมาจากความสัมพันธ์และความขัดแย้งระหว่างบุคคล และอ้างอิงข้อความตัวอักษรและคำบอกเล่าของ KGM เกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์กับแม่และชีวิตครอบครัวที่ไม่มั่นคง
เขายอมรับว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจำนวนมากเชื่อว่า การเสพติดโซเชียลมีอยู่จริง แต่ผู้เชี่ยวชาญ 3 คนที่ให้คำปรึกษา KGM และเชื่อเรื่องการเสพติด ไม่เคยวินิจฉัยว่า เธอเสพติดโซเชียลหรือให้การบำบัดอาการนี้
หนึ่งในพันคดี
ซาชา ฮาเวิร์ธ ผู้อำนวยการบริหารเทค โอเวอร์ไซต์ โปรเจ็กต์ ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไร ระบุว่า คดีของ KGM ซึ่งคาดว่า จะใช้เวลาในการพิจารณาราว 8 สัปดาห์นั้น เป็นเพียงคดีแรกจากคดีการเสพติดโซเชียลนับร้อยคดีที่เริ่มต้นขึ้นในวันจันทร์ ตัวอย่างเช่นที่รัฐนิวเม็กซิโก
ทั้งนี้ KGM ร้องเรียนว่า การใช้โซเชียลตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กทำให้เธอเสพติดเทคโนโลยี รวมทั้งทำให้อาการซึมเศร้าแย่ลง และมีความคิดฆ่าตัวตาย ที่สำคัญคำฟ้องร้องระบุว่า ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากตัวเลือกในการออกแบบของบริษัทโซเชียลที่พยายามทำให้เด็กติดแพลตฟอร์มของตนเพื่อเพิ่มผลกำไร
หากการโต้แย้งนี้ประสบผลสำเร็จ อาจทำให้บริษัทโซเชียลไม่สามารถใช้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 และมาตรา 230 ที่ปกป้องบริษัทเทคโนโลยีจากการรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่โพสต์บนแพลตฟอร์มของตนเอง
ปีนี้จะมีการพิจารณาคดีจำนวนมากที่มีเป้าหมายในการทำให้บริษัทโซเชียลรับผิดชอบในการทำร้ายสุขภาวะทางจิตของเด็ก ตัวอย่างเช่น คดีนำร่องในโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนียที่จะเริ่มต้นเดือนมิ.ย. ซึ่งจะเป็นคดีแรกที่เขตการศึกษาหลายแห่งรวมกันยื่นฟ้องแพลตฟอร์มโซเชียล
นอกจากนี้ อัยการสูงสุดในกว่า 40 รัฐยังยื่นฟ้องเมตาโดยกล่าวหาว่า เป็นอันตรายต่อเด็กเล็กและเป็นสาเหตุของวิกฤตสุขภาพจิตของเยาวชนจากการเจตนาออกแบบฟีเจอร์ต่างๆ บนไอจีและเฟซบุ๊กที่ทำให้เด็กเสพติดแพลตฟอร์มเหล่านั้น
ทางด้าน ติ๊กต็อก ก็เผชิญคดีฟ้องร้องในลักษณะนี้เช่นเดียวกันในหลายสิบรัฐของสหรัฐฯ
(ที่มา: เอพี)


