นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย สร้างความประหลาดใจคว้าชัยชนะอย่างถล่มทลายในศึกเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์(8ก.พ.) เพิ่มความเป็นไปได้ที่จะมีพรรครัฐบาลผสมที่เข้มแข็ง อย่างไรก็ตามสื่อต่างประเทศอ้างพวกนักวิเคราะห์ชี้ว่า มันช่วยคลายความวิตกที่มีต่อเศรษฐกิจอันง่อนแง่นได้เพียงชั่วคราว หลังการเมืองกลับสู่ภาวะมีเสถียรภาพ แต่ความท้าทายใหญ่หลวงรออยู่เบื้องหน้า
รายงานของรอยเตอร์ระบุว่ารัฐบาลของผู้นำวัย 59 ปีรายนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยสายเทคโนแครตที่พยายามพิสูจน์ความสามารถในการบริหารงาน จะต้องเผชิญความท้าทายสำคัญในการดำเนินการปฏิรูปโครงสร้าง ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับชาติเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของอาเซียนแห่งนี้ ต่อการเติบโตในระยะกลาง
แกเร็ธ ลีเธอร์ นักเศรษฐศาสตร์เอเชียระดับอาวุโสจากแคปิตอล อีโคโนมิกส์ กล่าวในวันจันทร์(9ก.พ.) ว่า "ผลเลือกตั้งของไทยน่าจะช่วยลดความเสี่ยงทางการเมืองในระยะสั้น แต่แทบไม่ก่อการเปลี่ยนแปลงใดๆต่อความท้าทายเกี่ยวกับแนวโน้มทางเศรษฐกิจ" เขากล่าว "บททดสอบที่แท้จริงสำหรับรัฐบาล ก็คือจะสามารถก้าวผ่านนโยบายประชานิยมระยะสั้น และเริ่มจัดการกับสิ่งกีดขวางที่หนักหน่วงต่างๆนานา ที่ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว"
รอยเตอร์ระบุว่านายอนุทิน อยู่ในอำนาจไม่ถึง 100 วัน ก่อนยุบสภาจัดการเลือกตั้ง และพรรคภูมิใจไทย พรรคอนุรักษ์นิยมของเขา คว้าเก้าอี้มาได้ 193 ที่นั่ง จากทั้งหมด 500 ที่นั่งในรัฐสภา มีชัยเหนือพรรคแนวคิดปฏิรูปอย่างพรรคประชาชน และพรรคประชานิยมอย่างพรรคเพื่อไทย
ผลการเลือกตั้งช่วยดันตลาดหลักทรัพย์ไทยดีดตัวขึ้นกว่า 3% แตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี
ด้วยประมาณการว่าจีดีพีเติบโตเพียง 2.2% เมื่อปีที่แล้ว เศรษฐกิจของไทยถือว่าล้าหลังชาติอื่นๆในอาเซียน โดยมีปัจจัยร่วมต่างๆนานา ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคชะลอตัวสืบเนื่องจากหนี้ครัวเรือนสูงลิ่ว, อายุประชากรวัยชรา, มาตรการรีดภาษีสหัฐฯและการแข็งค่าของค่าเงินบาท ขณะที่กระทรวงการคลังประเมินว่าเศรษฐกิจของประเทศจะเติบโตแค่ 2% ในปีนี้
"ยิ่งไปกว่านั้น การแข่งขันอย่างหนักหน่วงในภูมิภาค สำหรับภาคการท่องเที่ยวและเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ได้ทำให้เศรษฐกิจของไทยอยู่ในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญมาก" OCBC Group Research ระบุ
หนึ่งในนโยบายหาเสียง พรรคภูมิใจไทยประกาศกระตุ้นการเติบโตให้อยู่เหนือ 3% ผ่าน "แผน 10 พลัส" ในนั้นรวมถึงสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กและผู้มีรายได้น้อย
"นายอนุทินและพรรคภูมิใจไทย ถูกมองโดยทั่วไปว่าเป็นมิตรกับธุรกิจ" ลอรา ชวาร์ซ นักวิเคราะห์เอเชียระดับสูง ณ บริษัทวิเคราะห์ความเสี่ยง Verisk Maplecroft ระบุ อย่างไรก็ตามเธอบอกว่าเอกสารนโยบายตั้งพรรค บ่งชี้ว่าพวกเขาไม่ค่อยอยากปฏิรูปโครงสร้างอย่างกว้างขวางเท่าใดนัก
รอยเตอร์อ้างคำสัมภาษณ์ของนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมไทย ระบุว่าภาคเอกชนมีความกังวลว่าเศรษฐกิจอาจเติบโตชะลอตัวในปีนี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะก่อแรงกดดันเพิ่มเติมให้จัดการกับประเด็นเศรษฐกิจระดับครัวเรือน "รัฐบาลต้องทำงานคู่ขนาน แก้ไขปัญหาการดำรงชีพของประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และจัดการกับคอรัปชัน" เขากล่าว
(ที่มา:รอยเตอร์)


