นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ และพรรคแอลดีพีของเธอ สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการกวาดชัยชนะในการเลือกตั้งสภาล่างอย่างถล่มทลาย จนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งพรรคที่สามารถครองเสียงข้างมากเกิน 2 ใน 3 ซึ่งทำให้มีอำนาจในการคว่ำมติของสภาสูงตลอดจนดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ชัยชนะคราวนี้ทำให้ดัชนีหุ้นนิกเกอิพุ่งทะยานกว่า 5% ในวันจันทร์ (9 ก.พ.) ขณะที่ทรัมป์รีบแสดงความยินดี อย่างไรก็ดี ทางด้านจีนเตือนว่าการกระทำที่ขาดความยั้งคิดของกลุ่มขวาจัดในญี่ปุ่นอาจเผชิญการตอบโต้ขั้นเด็ดขาด
มีรายงานว่า ทาคาอิจิ เดินหน้าตั้งแต่วันจันทร์ เริ่มต้นกระบวนการเพื่อแปลงอำนาจจากชัยชนะอย่างมโหฬารในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันอาทิตย์ (8) ให้กลายเป็นสิ่งที่เธอคาดหวังว่าจะเป็นกฎหมายแนวทางอนุรักษนิยมจำนวนมาก ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงนโยบายทั้งด้านความมั่นคง ผู้อพยพ เศรษฐกิจ และสังคมของญี่ปุ่น
ทั้งนี้ ในบรรดานโยบายที่ทาคาอิจิชูขึ้นมาหาเสียงนั้น มีทั้งการเพิ่มการใช้จ่ายทางทหาร การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการออกกฎที่เข้มงวดขึ้นสำหรับผู้อพยพ แม้ญี่ปุ่นเผชิญอัตราเกิดลดต่ำลงอย่างน่าวิตกก็ตาม
ขั้นตอนแรกที่ซานาเอะ ทาคาอิจิ ประกาศในวันจันทร์คือ การแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดเดิมทำหน้าที่ต่อ และผลักดันร่างงบประมาณที่ค้างอยู่ รวมทั้งกำหนดวันลงมติแต่งตั้งตนเองรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัยในสัปดาห์หน้า
ในการให้สัมภาษณ์เครือข่ายทีวีเอ็นเอชเคภายหลังได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ ทาคาอิจิกล่าวว่า ความพยายามของตนจะทำให้ญี่ปุ่นเข้มแข็งและมั่งคั่ง
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่หลายฝ่ายระบุในวันจันทร์ (9) ผลการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์แสดงว่า เฉพาะพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ของทาคาอิจิ พรรคเดียว ก็ กวาดที่นั่งในสภาล่างไปถึง 316 ที่นั่ง จากทั้งสภา 465 ที่นั่ง ถือเป็นจำนวนที่นั่งซึ่งกวาดมาได้สูงที่สุดนับแต่การก่อตั้งพรรคในปี 1955 อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกของ แอลดีพี ที่ได้ที่นั่งเกินกว่า 2 ใน 3 ของทั้งสภาซึ่งจะอยู่ที่ 310 ที่นั่ง ดังนั้นจึงหมายความว่า แอลดีพีเพียงลำพังพรรคเดียว ก็สามารถออกเสียงคว่ำมติใดๆ ที่ออกมาจากสภาสูง ตลอดจนดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้แล้ว
แต่ถึงแม้จะมีอำนาจถึงขนาดนี้ แอลดีพีก็ตัดสินใจที่จะร่วมรัฐบาลผสมกับพันธมิตรรายใหม่ของตน คือ พรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น ต่อไป ซึ่งจะทำให้พรรคร่วมรัฐบาลจะมีที่นั่งในสภาล่างรวมกันถึง 352 ที่นั่ง
ชัยชนะของทาคาอิจิ ยังหนุนให้ดัชนีนิกเกอิของตลาดหลักทรัพย์โตเกียวในวันจันทร์ ทะยานกว่า 5% ในช่วงเช้า ก่อนจะลดลงบ้างและในปิดการซื้อขายด้วยการพุ่งขึ้น 3.9%
ถึงแม้แอลดีพียังคงไม่มีเสียงข้างมากในสภาสูง ซึ่งกว่าจะเลือกตั้งอีกครั้งตามกำหนดอีกกว่า 2 ปีข้างหน้า แต่เมื่อบวกกับเสียงในสภาสูงของพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น ก็จะมีเกินครึ่งหนึ่ง ยังไม่ต้องพูดถึงเสียง 2 ใน 3 ของแอลดีพีเองในสภาล่าง ซึ่งสามารถลบล้างมติใดๆ จากสภาสูงได้อยู่แล้ว ดังนั้น หนทางจึงเปิดกว้างยิ่งสำหรับการที่ทาคาอิจิจะผลักดันนโยบายต่างๆ ด้วยเป้าหมายเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจและการทหารของญี่ปุ่น ในขณะที่ความสัมพันธ์กับจีนตึงเครียดอย่างมาก และจะต้องพยายามเสริมสร้างความสัมพันธ์กับอเมริกาแน่นแฟ้นขึ้น
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้โพสต์บนสื่อสังคม ทรูธโซเชียล ของเขาตั้งแต่วันอาทิตย์ แสดงความยินดีกับทาคาอิจิที่ชนะการเลือกตั้งถล่มทลาย และบอกว่า ทาคาอิจิเป็นผู้นำที่ได้รับความเคารพและความนิยมสูงมาก ตัดสินใจอย่างกล้าหาญและฉลาดที่ประกาศเลือกตั้งก่อนกำหนด
ด้านประธานาธิบดีอี แจ-มยองของเกาหลีใต้ ที่ความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นลุ่มๆ ดอนๆ จากความขัดแย้งในอดีต ก็แสดงความยินดีกับทาคาอิจิและแสดงความหวังว่า สองชาติจะเสริมสร้างความไว้วางใจระหว่างกันต่อไป
ส่วนประธานาธิบดีไล่ ชิง-เต๋อ ของไต้หวัน หวังว่า ชัยชนะของแอลดีพีจะนำมาซึ่งอนาคตที่ปลอดภัยสำหรับญี่ปุ่นและหุ้นส่วนร่วมภูมิภาค
อย่างไรก็ดี ทางด้านจีน หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า ถ้ากลุ่มขวาจัดในญี่ปุ่นตัดสินใจผิดพลาดและกระทำการโดยไม่ยั้งคิด คนเหล่านั้นจะต้องเผชิญการต่อต้านจากประชาชนในประเทศ และการตอบโต้ขั้นเด็ดขาดจากนานาชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หลินยังเรียกร้องให้ทาคาอิจิถอนคำพูดของเธอที่เคยพูดไว้เกี่ยวกับไต้หวัน และแสดงความจริงใจในการปกป้องรากฐานทางการเมืองในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นผ่านการดำเนินการที่เป็นรูปธรรม
คำพูดของหลิน หมายถึงเรื่องที่ทาคาอิจิแสดงความคิดเห็นในเดือนพ.ย.ปีที่แล้วว่า ญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงทางทหาร หากมีการโจมตีไต้หวัน ซึ่งจีนไม่พอใจมาก เพราะถือว่าไต้หวันเป็นดินแดนของตน
ในอีกด้านหนึ่ง สำนักข่าวเอเอฟพีชี้ว่า การที่ทาคาอิจิที่ได้รับความชื่นชอบอย่างมาก โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่นั้น ทำให้เธอต้องโชว์ผลงานทางเศรษฐกิจให้ดี เพื่อรักษาคะแนนนิยม
อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรการทางการคลังเพื่อให้ความช่วยเหลือภาคครัวเรือนเพิ่มมากขึ้นอีก เป็นการบรรเทาความกังวลใจต่อปัญหาเงินเฟ้อราคาข้าวของต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น ก็อาจส่งผลทำให้ตลาดการเงินวิตกกังวลเกี่ยวกับยอดหนี้ภาคสาธารณะของญี่ปุ่นที่เวลานี้มีมูลค่าสูงกว่าขนาดเศรษฐกิจเกินสองเท่าแล้ว โดยที่เรื่องนี้ยังสะท้อนให้เห็นจากการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของญี่ปุ่นขึ้นสูงขึ้นทำสถิติระหว่างช่วงหาเสียง หลังจากทาคาอิจิเสนอไอเดียว่าจะระงับการเก็บภาษีอาหาร
วันอาทิตย์ ทาคาอิจิ กล่าวย้ำว่าจะใช้นโยบายการคลังที่รับผิดชอบ แต่สำทับว่า ต้องการสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่น
เท็ตสึโอะ โคทานิ จากสถาบันกิจการระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น มองว่า ในความเป็นจริง นโยบายของคณะบริหารของทาคาอิจิ ไม่มีแนวโน้มสามารถแก้ปัญหาเงินเฟ้อตามที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งคาดหวังจากนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นผู้นี้
โคทานิเสริมว่า การขึ้นภาษีรายได้โดยเชื่อมโยงกับการเพิ่มการใช้จ่ายทางทหาร ก็จะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นเดียวกัน และหากนโยบายเหล่านี้ส่งผลให้ราคาหุ้นตก ค่าเงินเยนอ่อน และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของรัฐบาลดิ่ง การดำเนินชีวิตของคนญี่ปุ่นจะยากขึ้นกว่าเดิม
(ที่มา: เอเอฟพี/เอพี/เอเจนซีส์)


