ประธานาธิบดีอิหร่านออกคำสั่งให้รัฐมนตรีต่างประเทศดำเนิน “การเจรจาอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม” กับอเมริกา ถือเป็นสัญญาณชัดเจนครั้งแรกจากเตหะรานว่า ต้องการหารือ อย่างไรก็ดี ทรัมป์หันมาเล่นบทข่มขู่ไม่เลิก เตือนอาจเกิดเหตุการณ์เลวร้าย ถ้าอิหร่านไม่ตกลงเรื่องโครงการนิวเคลียร์
ในวันอังคาร (3 ก.พ.) ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่านโพสต์บนแพลตฟอร์มเอ็กซ์เป็นภาษาอังกฤษและภาษาฟาร์ซี (ชื่อภาษาอย่างเป็นทางการของอิหร่าน) ว่า ได้สั่งการให้ อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศ เปิดการเจรจาอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมกับอเมริกาภายใต้กรอบผลประโยชน์แห่งชาติของอิหร่าน และเสริมว่า การตัดสินใจนี้มีขึ้นหลังจากได้รับการร้องขอจากพันธมิตรในตะวันออกกลางให้ตอบรับข้อเสนอในการเจรจาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ประกาศคราวนี้เป็นการกลับลำครั้งสำคัญของเปเซชเคียน ประธานาธิบดีสายปฏิรูป ที่เตือนมาหลายสัปดาห์แล้วว่า สถานการณ์วุ่นวายในอิหร่านลุกลามเกินการควบคุมของตนเอง นอกจากนั้นยังบ่งชี้ว่า เปเรชเคียนได้รับการสนับสนุนจากอยาตอลลาห์ อาลี คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน วัย 86 ปี ที่ก่อนหน้านี้คัดค้านการเจรจากับอเมริกามาตลอด
มีรายงานว่าตุรกีเป็นผู้ผลักดันสำคัญให้เกิดการการเจรจาคราวนี้ โดยที่สำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า จะจัดขึ้นในวันศุกร์ (6 ก.พ.) ที่เมืองอิสตันบูล ของตุรกี ทั้งนี้ทางอเมริกาจะส่งสตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษด้านตะวันออกกลาง หารือกับอารักชี
ในวันอังคารเช่นกัน อันวาร์ การ์กัช ที่ปรึกษาของประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ชาติอาหรับรายสำคัญรายหนึ่ง กล่าวว่า ตะวันออกกลางไม่ต้องการให้อเมริกาและอิหร่านต้องเผชิญหน้ากันอีก พร้อมแนะนำให้เตหะรานบรรลุข้อตกลงเรื่องนิวเคลียร์ และฟื้นความสัมพันธ์กับวอชิงตัน
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามต่อไปว่า อิหร่านกับอเมริกาจะบรรลุข้อตกลงสำเร็จหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากทรัมป์เรียกร้องบรรจุประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านในการหารือ
ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อคืนวันจันทร์ (2 ก.พ.) สถานีทีวีดาวเทียม อัล มายาดีน ที่เป็นพันธมิตรทางการเมืองของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ อาลี ชัมคานี ที่ปรึกษาระดับสูงด้านความมั่นคงของคอเมเนอี และประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน
ในบทสัมภาษณ์ ชัมคานีชี้ว่า หากมีการเจรจาเกิดขึ้นจริง ในช่วงแรกจะเป็นการเจรจาทางอ้อมและจะเริ่มต้นการเจรจาโดยตรงเมื่อมีแนวโน้มที่ทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุข้อตกลง และการเจรจาจะมุ่งเน้นที่ประเด็นนิวเคลียร์
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่คนหนึ่งของทำเนียบขาวคาดว่า วิตคอฟฟ์จะพบกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงอื่นๆ ของอิสราเอลในวันอังคาร ซึ่งรวมถึงหัวหน้าหน่วยข่าวกรองมอสสาด และประธานเสนาธิการทหารของรัฐยิว
รายงานคาดว่า อิสราเอลจะขอให้อเมริการวมเงื่อนไขหลายอย่างในข้อตกลง ได้แก่ กำหนดให้อิหร่านย้ายยูเรเนียมเสริมสมรรถนะออกนอกประเทศ ยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม จำกัดการสร้างขีปนาวุธทิ้งตัว และยุติการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธที่เป็นตัวแทนของอิหร่านในประเทศและดินดนอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม ชัมคานีกล่าวชัดเจนในการให้สัมภาษณ์สถานีทีวีดาวเทียม อัล มายาดีน ว่า อิหร่านจะไม่ยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ซึ่งจุดยืนนี้เคยเป็นอุปสรรคสำคัญขัดขวางการเจรจากับอเมริกาเมื่อเดือนพ.ย. ขณะที่อารักชีบอกว่า อิหร่านไม่ได้เสริมสมรรถนะยูเรเนียมในประเทศแล้ว หลังจากอเมริกาทิ้งระเบิดใส่พวกสถานที่ตั้งทางนิวเคลียร์ระหว่างสงคราม 12 วันกับอิสราเอลเมื่อเดือนมิ.ย.
ก่อนหน้านี้ เป็นที่รับทราบกันว่า อิหร่านสามารถเสริมสมรรถนะยูเรเนียมให้มีความบริสุทธิ์ 60% ซึ่งใกล้ระดับที่สามารถผลิตเป็นอาวุธ กระนั้น ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) องค์กรสังกัดสหประชาชาติซึ่งทำหน้าที่ดูแลตรวจสอบเรื่องนิวเคลียรานาชาติ ระบุว่า อิหร่านเป็นประเทศเดียวในโลกที่เสริมสมรรถนะยูเรเนียมถึงระดับดังกล่าว แต่ไม่ได้นำไปผลิตระเบิดนิวเคลียร์
ทางด้านทรัมป์ที่ขู่ใช้ปฏิบัติการทางทหารกับอิหร่านหลายครั้งนับจากที่เตหะรานปราบปรามการประท้วงในประเทศอย่างรุนแรงเมื่อช่วงสิ้นปี 2025 ที่ผ่านมา รวมทั้งได้จัดส่งกองเรือรบไปยังตะวันออกกลางเมื่อเดือนที่แล้วนั้น ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเมื่อวันจันทร์ว่า ยังคงมีความหวังกับการเจรจา แต่เตือนว่า อาจเกิดเหตุการณ์เลวร้าย ถ้าอิหร่านไม่ยอมบรรลุข้อตกลง
“ผมปรารถนาที่จะเห็นการตกลงกันได้ภายหลังเจรจากัน” ทรัมป์ บอก “เวลานี้ เรากำลังพูดจากับพวกเขา เรากำลังพูดจากับอิหร่าน และถ้าเราสามารถทำงานให้มีอะไรออกมาได้ นั่นก็จะยอดเยี่ยมมาก แต่ถ้าเราไม่สามารถทำได้ บางทีสิ่งเลวร้ายต่างๆ จะเกิดขึ้นมา”
(ที่มา: เอพี/เอเอฟพี/รอยเตอร์)


