สื่อมาเลเซียรายงาน มีคำถามโหมกระพือขึ้นมาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม กับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน หนึ่งในนักค้ากามฉาวโฉ่ที่สุดในโลกในรอบหลายทศวรรษ หลังสำเนาโต้ตอบทางอีเมลฉบับหนึ่งเมื่อปี 2012 ที่เผยแพร่ออกมาส่วนหนึ่งในแฟ้มคดีเอปสตรีน เผยว่าผู้นำมาเลเซียรายนี้ถูกอวดอ้างว่าจะเปิดกว้างกัวลาลัมเปอร์ ให้กลายเป็น "แหล่งขุมทรัพย์" สำหรับการลงทุนของสหรัฐฯ โดยสถาบันการเงินเจพี มอร์แกน
อีเมลดังกล่าวเป็นหนึ่งในเอกสารหลายล้านหน้าที่เผยแพร่โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งในข้อบังคับทางกฎหมายที่กำหนดให้เผยแพร่บันทึกซึ่งไม่ถูกจัดเป็นชั้นความลับ เกี่ยวกับการสืบสวนและดำเนินคดีนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน ชายผู้เป็นแก่นกลางของเรื่องอื้อฉาวค้ากามระดับโลก ที่มีนักการเมืองและนักการเงินของสหรัฐฯคนดังหลายรายเข้ามาพัวพันด้วย
หนึ่งในอีเมลที่เผยแพร่โดยทำเนียบขาว มีบุคคลรายหนึ่งอ้างว่าใกล้ชิดกับอันวาร์ เสนอเตรียมการพบปะกันระหว่างอันวาร์กับนาย "เจส" ซึ่งเชื่อกันว่านายเจสที่อ้างถึงนั้นน่าจะเป็น เจส สตาลีย์ นายธนาคารสหรัฐฯ ที่ต่อมาลาออกจากเจพี มอร์แกน หลังถูกเปิดโปงว่ามีความสนิทสนมกับเอปสตีน
"เราควรจัดประชุมแบบส่วนตัวระหว่าง เจส กับ อันวาร์ อิบราฮิม หรือไม่? บุคคลรายดังกล่าวสอบถามไปยังเอปสตีน ในอีเมลลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2012 หรือ 4 ปีหลังจากเอปสตรีน ยอมรับสารภาพผิดในคดีซื้อบริการทางเพศผู้เยาว์อายุต่ำสุด 14 ปี
"ถ้าเขาก้าวมาเป็นนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เขาจะพ้นมลทินและมันจะกลายมาเป็นแหล่งผลประโยชน์มหาศาลสำหรับเจพีมอร์แกน ผมรู้จักอันวาร์ดี ผมมีความใกล้ชิดกับเขาเป็นเวลาหลายปี แม้กระทั่งตอนที่ทุกคนคิดว่าเขาจบสิ้นแล้วและไม่มีทางกลับมาได้ แต่ดูตอนนี้ซิ" อีเมลที่ส่งถึงเอปสตรีนระบุ
เอปสตรีน ตอบสนองข้อเสนอด้วยความยินดี และสอบถามว่า อันวาร์ พร้อมที่พบปะประชุมกันในยุโรปหรือสหรัฐฯหรือไม่ ซึ่งเขาได้รับคำตอบในตอนนั้นว่า อันวาร์ อาจมีกำหนดเดินทางเยือนยุโรปในเดือนต่อมาพอดี "มันอาจมีขึ้นในสหรัฐฯ แต่ในมาเลเซียก็มีความเป็นไปได้ แต่มันขึ้นอยู่กับจะมีการยุบสภาจัดการเลือกตั้งเมื่อไหร่" เอกสารระบุ
เว็บไซต์ข่าวมาเลเซียนาว ไม่สามารถยืนยันได้ว่าท้ายที่สุดแล้วจุดหมายปลายทางในต่างแดนของอันวาร์คือที่ใดในช่วงเวลาดังกล่าว และมีการพบปะพูดคุยกันจริงหรือไม่
ทั้งนี้ เอปสตีน ถูกพิพากษาว่ามีความผิดในปี 2008 โทษฐานจัดหาเด็กรายหนึ่งสำหรับค้าประเวณี และชักชวนให้ค้าประเวณี ซึ่งเขาโดนลงโทษจำคุกเป็นเวลา 13 เดือน อย่างไรก็ตามเขาเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาในเรือนจำแห่งหนึ่งในนิวยอร์ก ปี 2019 ระหว่างขอการพิจารณาข้อหาใหม่ๆอีกหลายข้อหา กรณีเป็นผู้บงการเครือข่ายค้ามนุษย์ทางเพศเด็กผู้หญิง
ขณะเดียวกันราว 2 สัปดาห์ ตามหลังการพูดคุยกันทางอีเมลในเดือนกุมภาพันธ์ 2012 ทางด้านดอคเตอร์มหาเธร์ โมฮัมหมัด กล่าวหา อันวาร์ ว่าเป็นเครื่องมือของสหรัฐฯ และเตือนว่าผู้นำพรรค PKR ณ ขณะนั้น จะทำตามความต้องการของล็อบบี้ไซออนิสต์ หากได้ก้าวมาเป็นนายกรัฐมนตรี
"มาเลเซียเป็นรัฐเอกราช แต่เมื่อมหาอำนาจต่างชาติสามารถเปลี่ยนรัฐบาลมาเลเซียผ่ายวิธีการต่างๆที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แล้วมาเลเซียยังคงมีเอกสารอยู่งั้นหรือ?" มหาเธร์เขียนในบล็อกส่วนตัวเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2012
ข้อเขียนดังกล่าวมีขึ้น 2 เดือน หลังจากวอชิงตันแสดงความยินดีที่ศาลสูงมาเลเซียตัดสินชำระคดีอันวาร์ จากข้อกล่าวหาร่วมเพศทางทวารหนักกับ ไซฟุล บูคารี มูห์ด อัซลาน ผู้ช่วยหนุ่มของเขา อย่างไรก็ตามต่อมา อันวาร์ ถูกพิพากษาว่ามีความผิดในข้อหาเดียวกันนี้ ในปี 2014
(ที่มา:มาเลเซียนาว)


