โดย ทรายแก้ว ทิพากร
เหตุการณ์ตึงเครียดระหว่างจีนกับญี่ปุ่น อันเนื่องมาจากคำพูดของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นางซานาเอะ ทาไคชิ (Sanae Takaichi) ในรัฐสภาเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำให้เราควรต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดและท่าทีแห่ง “การป้องกันตนเองร่วม” ของญี่ปุ่นไว้บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเวลานี้ที่คะแนนนิยมของ ทาไคชิ อยู่ในแนวโน้มขาขึ้น และการเลือกตั้งทั่วไปในญี่ปุ่น ณ 8 กุมภาพันธ์ 2026 อาจปรากฏผลออกมาหนุนอำนาจของเธอในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับกองกำลังป้องกันตนเอง (SDF) ซึ่งสามารถสร้างแรงกระเทือนอย่างหนักต่อสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค ดังนั้น เราจึงจำเป็นที่จะคาดการณ์ท่าทีด้านความมั่นคงของญี่ปุ่นในอนาคตกันอย่างใกล้ชิด
ปมปัญหาแห่ง “การป้องกันตนเองร่วม” ของประเทศญี่ปุ่น ก่อตัวขึ้นหลังการพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นมีรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยสหรัฐอเมริกา ที่เรียกว่าเป็นรัฐธรรมนูญสันติภาพ กล่าวคือ ในมาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญ ญี่ปุ่นสละสิทธิที่จะใช้สงครามเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศ ญี่ปุ่นจึงไม่มีกองทัพบก เรือ และอากาศ ประเด็นที่เป็นเรื่องโต้เถียงกันมาตลอดในสังคมญี่ปุ่นคือ ทุกประเทศมีสิทธิที่จะปกป้องตนเองจากการรุกราน แต่การป้องการตนเองมากน้อยเพียงใด หรือด้วยวิธีใดจึงจะไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
ญี่ปุ่นได้จัดตั้งกองกำลังป้องกันตนเอง (SDF) ขึ้นในปี 1954 และใช้การดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างเข้มข้นในการรักษาความมั่นคงของตน กองกำลังป้องกันตนเองสามารถปฏิบัติการได้เฉพาะเพื่อการป้องกันพื้นที่และประชาชนของตนเท่านั้น
เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 สภาพแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาคและในโลกได้เปลี่ยนแปลงต่างไปจากภาวะหลังสงครามโลกครั้งที่สองอย่างชัดเจน ภัยคุกคามในเชิงภูมิรัฐศาสตร์กลับมามีความเข้มข้นขึ้น จีนขยายอิทธิพลออกมาในมหาสมุทรแปซิฟิก เกาหลีเหนือพัฒนาและส่งออกอาวุธนิวเคลียร์ สหรัฐฯ เข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งในหลายพื้นที่ ท่าทีของเพื่อนบ้านและสถานการณ์ทางยุทธศาสตร์ของโลก กระตุ้นให้ญี่ปุ่นต้องพิจารณาศักยภาพของตนเองและวางท่าทีของตนให้เหมาะสม เพื่อการป้องกันประเทศ
เมื่อนายชินโสะ อาเบะได้กลับมาตั้งรัฐบาลอีกครั้งหนึ่งในปี 2012 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ปรับเปลี่ยนท่าทีในการป้องกันตนเองของญี่ปุ่นอย่างมีนัยยะสำคัญ เริ่มตั้งแต่การแก้ไขการตีความรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการพิจารณาหลักการขั้นพื้นฐานสำหรับ “การป้องกันตนเองร่วม”
นั่นเป็นครั้งแรกที่ญี่ปุ่นปรับเปลี่ยนวาทกรรมเกี่ยวกับการป้องกันตนเอง วาทกรรมใหม่นี้เป็นแนวคิดพื้นฐานของพระราชบัญญัติเกี่ยวกับความมั่นคงชุดล่าสุดในปี 2015
ข้อกฎหมายดังกล่าวเรียกว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยสันติภาพและความมั่นคง (The Legislation Peace and Security) ซึ่งประกอบด้วยกฎหมายย่อย ๆ 2 ชุด
ชุดที่หนึ่ง เป็นกลุ่มของกฎหมายที่ประกอบสร้างพระราชบัญญัติว่าด้วยสันติภาพและความมั่นคง (The Act for the Development of the Legislation for Peace and Security) โดยเป็นการแก้ไขข้อกฎหมายเดิม ๆ เกี่ยวกับกองกำลังป้องกันตนเอง และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของกองกำลังป้องกันตนเอง
ส่วนอีกชุดหนึ่ง เป็นการออกกฎหมายใหม่ เรียกว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยสันติภาพและการสนับสนุนสันติภาพระหว่างประเทศ (International Peace and Support Act) ซึ่งเป็นการกำหนดความร่วมมือและกิจกรรมสนับสนุนที่ญี่ปุ่นจะดำเนินการในการช่วยเหลือกองกำลังของต่างประเทศ ที่กำลังร่วมกันแก้ไขสถานการณ์ที่คุกคามสันติภาพระหว่างประเทศ
จุดที่สำคัญคือ จากเดิมที่ “การป้องกันตนเองหมายถึงการป้องกันเฉพาะประเทศญี่ปุ่น และพื้นที่รอบๆญี่ปุ่น” แต่กฎหมายใหม่และการตีความใหม่ระบุว่า การป้องกันตนเองร่วม หมายรวมถึงสถานการณ์ที่มีการโจมตีด้วยอาวุธต่อประเทศพันธมิตร ผลของการโจมตีเป็นภัยต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น และเป็นภัยอย่างชัดเจนต่อสิทธิพื้นฐานของประชาชนที่จะมีชีวิตอยู่ มีเสรีภาพ และแสวงหาความสุข
ผู้เชี่ยวชาญของญี่ปุ่นได้พิจารณาสภาพแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ในบรรยากาศที่เปลี่ยนไป และสรุปเป็นแนวคิด 2 ประการ คือ
ประการแรก สถานการณ์ที่เป็นภัยต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น หมายถึง
1)สถานการณ์ที่มีการโจมตีด้วยกำลังอาวุธ
2)สถานการณ์ที่คาดเดาได้ว่าจะมีการโจมตีด้วยกำลังอาวุธ ทำให้บทบาทของ SDF ไม่จำกัดอยู่แค่การป้องกันญี่ปุ่นเมื่อถูกโจมตี แต่ยังขยายไปถึงความเป็นไปได้ของการเคลื่อนกำลัง SDF เมื่อมีการโจมตีด้วยกำลังอาวุธต่อประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับญี่ปุ่น และมีนัยยะต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น
ประการที่สอง สถานการณ์ที่จะส่งผลกระทบอย่างสำคัญต่อสันติภาพและความมั่นคงของญี่ปุ่น เป็นการเปลี่ยนแนวคิดจากภัยคุกคามในเชิงภูมิศาสตร์หรือพื้นที่รอบๆประเทศญี่ปุ่น เป็น ‘สถานการณ์’ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของญี่ปุ่น
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นมีสนธิสัญญาร่วมกับสหรัฐฯ ในการป้องกันประเทศ แนวคิดทั้งสองประการนี้จึงหมายถึง ในทางปฏิบัติ ญี่ปุ่นสามารถส่งกองกำลัง SDF ออกไปสนับสนุนด้านโลจิสติกต่อสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตร
เรื่องนี้ประสบกับการต่อต้านจากภายในญี่ปุ่นมากมาย แม้ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นสัดส่วนขนาดใหญ่หรือไม่ พร้อมทั้งยังกระตุ้นให้ต่างประเทศตื่นตัวต่อท่าทีใหม่ของญี่ปุ่น ที่ดูว่าจะกระชับความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในด้านความมั่นคงมากขึ้น
กระนั้นก็ตาม ท่าทีใหม่ดังกล่าวเป็นแนวโน้มเชิงรุกเพียงไร ในเมื่อพิจารณาแล้วจะพบว่า กฎหมายด้านความมั่นคงเหล่านี้ไม่ได้มีการกล่าวอย่างชัดเจนว่า ประเทศใดคือเป้าหมายที่เป็นภัยต่อญี่ปุ่น
ยิ่งกว่านั้น แม้แต่การที่จะส่งกองกำลัง SDF ออกไปปฏิบัติการก็ยังต้องมีเงื่อนไขอื่นๆให้เป็นไปตามหลักการของนานาชาติ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่รัฐบาลจะส่ง SDF ออกไปปฏิบัติการทุกครั้งที่นายกรัฐมนตรีเห็นชอบ ตลอดเวลาที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นจะใช้ความระมัดระวังเมื่อกล่าวถึงประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อไม่สร้างกระแสต่อต้านซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อญี่ปุ่นทั้งในทางเศรษฐกิจและการเมือง
สถานการณ์ตึงเครียดแห่งเดือนพิจิก และความเปลี่ยนแปลงในต้นปีม้า 2026 จึงเป็นปมสำคัญทีเดียวที่ต้องจับตาว่า ปัจจัยใหม่ๆ ภายในบริบทสังคมญี่ปุ่นที่พลังการดิ้นรนของสายชาตินิยมแรงมากขึ้นไม่มีแผ่ว แล้วประเทศไทยจะเอาอย่างไร


