ในขณะที่ศึกเลือกตั้งของไทยจะมาถึงในอีก 1 สัปดาห์เศษ สื่อมวลชนกัมพูชา ชาติเพื่อนบ้านที่เปิดศึกปะทะนองเลือดกันไป 2 รอบในปีที่แล้ว อ้างอิงโพลล่าสุดระบุพรรคประชาชนและนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดทของพรรค กำลังปลื้มปริ่มกับเสียงสนับสนุนที่แข็งขัน ความเคลื่อนไหวที่มีขึ้นหลังจากเมื่อช่วงต้นเดือน รัฐมนตรีอาวุโสรายหนึ่งของเขมร ออกมาชี้ว่าโอกาสเปิดศึกรอบ 3 ระหว่าง 2 ประเทศจะลดต่ำลง หากพรรคประขาชนและพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง
เว็บไซต์ข่าวกัมพูชา kampucheathmey ระบุหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เมื่อวันพฤหัสบดี(29ม.ค.) รายงานอ้างผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ 11,700 คน ที่จัดทำโดยระบบมหาวิทยาลัยราชภัฏ ระหว่างวันที่ 19 มกราคม ถึง 25 มกราคม พบว่าพรรคประชาชน มีคะแนนนิยมมาเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วยพรรคเพื่อไทย และอันดับ 3 ได้แก่พรรคภูมิใจไทย
ผลสำรวจพบว่าพรรคประชาชนมีคะแนนนิยม 38.8% นำหน้าพรรคเพื่อไทยที่มีคะแนนนิยม 17.9% ส่วนพรรคภูมิใจไทยมีคะแนนนิยม 15.6%
ในแง่ของแคนดิเดทนายกรัฐมนตรี kampucheathmey รายงานอ้างโพลของระบบมหาวิทยาลัยราชภัฏ ระบุว่านายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน มีคะแนนนิยม 39.2% นำหน้านายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ของพรรคเพื่อไทย ที่มีคะแนนนิยม 15.9% ส่วนนายอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย มีคะแนนนิยม 15.2%
kampucheathmey เท้าความสวนดุสิตโพล ที่สำรวจความคิดเห็นประชาชน 2,586 ราย ระหว่างวันที่ 13 มกราคม ถึง 16 มกราคม พบเช่นกันว่าพรรคประชาชน มีคะแนนนำหน้าอย่างชัดเจนในประเด็นนโยบายหลักๆ 4 จาก 5 หัวข้อ โดยมีพรรคเพื่อไทยตามมาเป็นอันดับ 2
ในบรรดาหัวข้อ 5 นโยบาย ที่พรรคประชาชนมีคะแนนนิยมนำหน้านั้น ประกอบด้วยด้านการศึกษา 43.93%, ต่อต้านคอรัปชัน 39.89%, การเมืองและความมั่นคง 38.14% และการเกษตร 35.82% โดยพรรคเพื่อไทยมคะแนนนิยมเหนือกว่าเพียงนโยบายเดียว คือในด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์และเศรษฐกิจครัวเรือน ซึ่งได้รับคะแนนเสียง 35.63%
สื่อมวลชนกัมพูชาแห่งนี้ รายงานต่อว่า ในแง่ของเสียงสนับสนุนบัตรเลือกตั้งแบบปาร์ตีลิสต์ พบว่าพรรคประชาชน มีคะแนนนิยม 34.11% มากกว่าพรรคเพื่อไทย ที่มีเสียงสนับสนุนเพียง 18.37% ส่วนในแง่ของสมาชิกรัฐสภาแบบเขต พรรคประชาชนก็มีคะแนนนำด้วยระยะห่างค่อนข้างมาก มีคะแนนนิยม 33.14% เปรียบเทียบกับ เพื่อไทย ที่ได้เพียง 19.49%
ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ของไทย ได้รับการจับตามองอย่างใกล้ชิดจากหลายฝ่ายในกัมพูชา มันจะบ่งชี้ถึงทิศทางสถานการณ์ในอนาคตของความขัดแย้งระหว่าง 2 ชาติ
ความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา อันเนื่องจากประเด็นพิพาทด้านชายแดน ได้โหมกระพือเหตุปะทะนองเลือด 2 รอบเมื่อปีที่แล้ว รอบแรกในช่วงปลายเดือนกรกฏาคมและรอบ 2 ในช่วงต้นเดือนธันวาคม สังหารผู้คนใน 2 ฟากฝั่งหลายสิบราย(ตามคำกล่าวอ้างอย่างเป็นทางการ) และประชาชนหลายแสนคนต้องพลัดถิ่นฐาน ก่อนที่ทั้งไทยและกัมพูชาได้ตกลงหยุดยิงกันอีกรอบในช่วงปลายเดือนธันวาคม
รายงานข่าวของ kampucheathmey สอดรับกับท่าทีของ แก้ว เรมี (Keo Remy) รัฐมนตรีอาวุโสและประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา ที่โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กเมื่อช่วงกลางเดือนมกราคม ระบุ ถ้านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยพ่ายแพ้ในศึกเลือกตั้ง โอกาสการเปิดศึกรอบ 3 ระหว่างกัมพูชาและไทยจะลดต่ำลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย ไม่ได้กระหายทำสงครามเหมือนพรรคภูมิใจไทย
"สำหรับมุมมองของผม ถ้าอนุทินแพ้ด้วยการได้คะแนนเสียงที่ต่ำมาก จะไม่มีสงคราม เพราะการบุกรุกกัมพูชาของทหารไทย ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาลไทยที่นำโดยนายอนุทิน ซึ่งเปรียบเสมือนการเดินหน้าไปพร้อมกัน ทั้งกลองทั้งฉาบระหว่างฝ่ายการเมืองและกองทัพ" เขากล่าว
"ดังนั้น ถ้านายอนุทินหมดอำนาจ ทหารไทยไม่สามารถออกรบได้เพียงลำพัง ถ้าอนุทินแพ้เลือกตั้ง จะไม่มีสงคราม ถ้าพรรคประชาชนหรือพรรคเพื่อไทย ได้รับชัยชนะในเดือนกุมภาพันธ์ จะไม่มีการเล่นเกมสงครามเหมือนพรรคอื่น เพราะทั้ง 2 พรรค เน้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การลงทุน และยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากกว่าไปรบกับประเทศเพื่อนบ้าน"
"แม้มีนโยบายเปิดรับความร่วมมือกับกองทัพไทยเหมือนกัน แต่สันดานของทั้ง 2 พรรคก็ไม่โน้มเอียงไปในทางสู้รบ เพื่อความมั่นคงและสันติภาพในระยะยาวในปัญหาชายแดนกัมพูชา-ไทยในอนาคต จําเป็นต้องพึ่งพาคนไทยโหวตให้พรรคประชาชนหรือพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทยของนายอนุทิน ต่างจากสองพรรค จะนําไฟสงครามและหายนะมายัง 2 ประเทศมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด" นายแก้ว เรมี เขียน
(ที่มา:kampucheathmey/mgronline)


