ตอนที่ทรัมป์กลับคืนสู่ทำเนียบขาวรอบสองเมื่อต้นปี 2025 ที่ผ่านมา พร้อมชูนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ซึ่งดูเหมือนแข็งกร้าวยิ่งกว่าเก่า หลายคนมองว่าเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะเงื่องหงอยไม่ค่อยกระเตื้องของจีนกำลังจะเจอปัญหาหนัก อย่างไรก็ดี หลังจากผ่านไป 1 ปีกลับกลายเป็นว่า ปักกิ่งประสบความสำเร็จในการละลายความสัมพันธ์เย็นชาซึ่งมีอยู่กับชาติคู่ค้ามากหลาย และสร้างสถิติยอดเกินดุลการค้าสูงสุดครั้งใหม่
พวกนักวิเคราะห์ชี้ว่า ขณะที่นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้อเมริกาปีนเกลียวกับพวกชาติพันธมิตรแทบจะทุกราย จีนกลับสามารถเดินหน้าผูกมิตรกับชาติจำนวนมากในโลก รวมทั้งกับหุ้นส่วนทรงความสำคัญที่รวมถึงแคนาดาและอินเดีย เหล่านี้ส่งผลให้จีนมียอดเกินดุลการค้าถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2025 ถือเป็นการทำสถิติสูงสุดใหม่ เวลาเดียวกันนั้น เงินตราต่างประเทศก็ไหลเข้าแดนมังกรแบบทุบสถิติเดือนละ 100,000 ล้านดอลลาร์ และทั่วโลกกำลังใช้เงินหยวนกันมากขึ้น
นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญคาดว่า ปักกิ่งจะใช้โอกาสการเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งสหราชอาณาจักร ตั้งแต่วันพุธ (28 ม.ค.) นี้ เพื่อขยายอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจบนเวทีโลกต่อไปอีก
อเล็กซานดาร์ โทมิก ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์ของบอสตัน คอลเลจ ชี้ว่า ด้วยขนาดเศรษฐกิจมูลค่า 20 ล้านล้านดอลลาร์ รวมทั้งมีตลาดหุ้นและพันธบัตรมูลค่า 45 ล้านล้านดอลลาร์ จีนจึงกำลังผงาดขึ้นมาในฐานะหุ้นส่วนที่มั่นคงและเชื่อถือได้สำหรับประเทศจำนวนมาก
การเยือนจีนเป็นเวลา 4 วันของสตาร์เมอร์ที่มีเป้าหมายเพื่อการฟื้นฟูสัมพันธ์ทางธุรกิจ ถือเป็นการเยือนแดนมังกรครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรนับจากปี 2018 อีกทั้งยังเกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากการเยือนของนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา ช่วงกลางเดือนนี้ ซึ่งถือเป็นผู้นำแคนาดาคนแรกที่เยือนปักกิ่งนับจากปี 2017
ระหว่างการเยือนของคาร์นีย์ สองประเทศได้ลงนามข้อตกลงทางเศรษฐกิจเพื่อยุติอุปสรรคการค้าและเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ โดยคาร์นีย์กล่าวถึงจีนว่าเป็น “หุ้นส่วนที่คาดเดาได้และเชื่อถือได้มากกว่า”
อย่างไรก็ดี ไม่ได้มีแค่จีนเท่านั้นที่เล็งใช้การทำข้อตกลงการค้าใหม่ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากอเมริกา ในวันอังคาร (27) อินเดียและสหภาพยุโรป ก็สามารถบรรลุข้อตกลงการค้าฉบับใหญ่มหึมาที่ได้ล่าช้ายืดเยื้อมายาวนาน โดยที่จะมีการลดภาษีศุลกากรให้แก่สินค้าส่วนใหญ่ของกันและกัน เพิ่มการค้าขายสองทางที่อาจเปิดโอกาสให้บรัสเซลส์ส่งออกไปยังอินเดียเพิ่มเป็นสองเท่าตัวภายในปี 2032
เศรษฐกิจจีนมีความหยุ่นตัวสูงเกินคาด
ตั้งแต่ทรัมป์คืนสู่ทำเนียบขาวช่วงปลายเดือน ม.ค. 2025 ความขัดแย้งกับจีนในหลายด้านที่รวมถึงการค้าและเทคโนโลยีก็เพิ่มสูงขึ้น ในเดือนเม.ย. เขาประกาศขึ้นภาษีศุลกากรกับแทบทุกชาติในโลก ขณะที่สินค้าจีนตอนแรกๆ ถูกประกาศจัดเก็บในอัตราเลขสามหลัก ก่อนที่สหรัฐฯจะยกเลิกบางส่วนและ 2 ประเทศมีการทำข้อตกลงสงบศึกชั่วคราว แต่ทางฝ่ายปักกิ่งนั้น มีการลุยเพิ่มส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากอเมริกา ควบคู่กับการออกมาตรการสนับสนุนกิจการเอกชนและตลาดในประเทศ
ปีที่ผ่านมา จีนส่งออกไปอเมริกาลดลง 20% แต่ส่งออกไปแอฟริกาเพิ่มขึ้น 25.8%, ละตินอเมริกาเพิ่มขึ้น 7.4%, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้น 13.4% และอียูเพิ่มขึ้น 8.4%
อาจารย์โทมิก จากบอสตัน คอลเลจ ชี้ว่า หลายประเทศที่ก่อนหน้านี้ไม่เป็นมิตรกับจีน เริ่มเปิดรับปักกิ่งมากขึ้น เนื่องจากมองว่าอเมริกากลายเป็นประเทศซึ่งคาดเดาได้น้อยลง
ถึงแม้จีนมีข้อขัดแย้งทางการค้ากับอเมริกา ในขณะที่เศรษฐกิจแดนมังกรก็เผชิญกับแรงกดดันจากภาวะการบริโภคในประเทศซบเซาและตลาดอสังหาริมทรัพย์ตกต่ำเรื้อรัง ทว่าก็สามารถเติบโตขยายตัวในปี 2025 ได้ที่อัตรา 5% ตรงตามเป้าหมายของทางการ
ระยะไม่กี่เดือนหลังๆ มานี้ จีนยังออกมาตรการหลายอย่างเพื่อส่งเสริมการลงทุนของต่างชาติที่รวมถึงพวกโครงการนำร่องในปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และอีกหลายพื้นที่ ในการขยายการเข้าถึงตลาดของภาคบริการอย่าง โทรคมนาคม สุขอนามัย และการศึกษา
จีนยังมีเงินตราต่างประเทศไหลเข้าเป็นปริมาณถึง 100,100 ล้านดอลลาร์ในเดือน ธ.ค. 2025 ซึ่งเป็นการสร้างสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศก็อยู่ที่ 3.36 ล้านล้านดอลลาร์ สูงสุดในรอบ 10 ปี ด้านดัชนีของตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ ก็ทำผลงานดีกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ด้วยการพุ่งขึ้น 27% ในปี 2025 นอกจากนั้นทั่วโลกยังใช้จ่ายด้วยเงินหยวนมากขึ้น สวนทางกับดอลลาร์ที่เป็นที่ต้องการของนักลงทุนน้อยลงเนื่องจากแนวทางการค้าและการทูตที่ผิดพลาดของทรัมป์
นักการธนาคารหลายคนระบุว่า แบงก์ระดับโลกบางแห่งกำลังเร่งเพิ่มสภาพคล่องเงินหยวนในฮับนอกประเทศ และกำหนดกรอบการทำงานเพื่อให้การชำระเงินด้วยเงินหยวนในช่องทางการค้าระหว่างจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรปรวดเร็วยิ่งขึ้น
จากข้อมูลล่าสุดของธนาคารกลางจีนและสำนักงานบริหารเงินตราต่างประเทศของจีน ธุรกรรมข้ามพรมแดนของจีนกว่าครึ่งในขณะนี้ชำระด้วยเงินหยวน จากที่แทบไม่มีเลยเมื่อ 15 ปีก่อน นอกจากนั้นการปล่อยกู้ของแบงก์จีนในต่างประเทศเกือบครึ่งอยู่ในรูปเงินหยวนเช่นเดียวกัน
ข้อควรระวัง
กระนั้น ยังคงมีนักวิเคราะห์ด้านนโยบายต่างประเทศบางคนเตือนให้ระวังกฎกติกาเศรษฐกิจและการเมืองใหม่ของจีนแม้ดูเป็นมิตรมากขึ้นก็ตาม
แพทริเซีย คิม นักวิชาการด้านนโยบายการต่างประเทศของสถาบันบรูคกิ้งในวอชิงตัน กล่าวว่า ความไม่ไว้วางใจอเมริกาไม่ได้หมายความว่า ประเทศต่างๆ ที่ทำข้อตกลงการค้ากับจีน ความไว้ใจปักกิ่งมากขึ้น ในทางกลับกัน ประเทศเหล่านั้นยังกังวลลึกๆ เกี่ยวกับแนวทางการค้าของจีน ตลอดจนถึงการที่จีนใช้การบีบบังคับทางเศรษฐกิจ และข้อพิพาททางทะเลและประวัติศาสตร์ ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
“ในสถานการณ์ปัจจุบัน จีนอาจมีท่าทีระมัดระวังและจริงจังมากกว่าเมื่อเทียบกับการใช้ถ้อยคำและการกระทำรุนแรงของคณะบริหารทรัมป์ กระนั้น พฤติกรรมที่แท้จริงของปักกิ่งไม่ได้ทำให้ประเทศอื่นๆ มั่นใจมากนัก”
(ที่มา: รอยเตอร์)


