ผู้ช่วยอาวุโสสายแข็งตัวเอ้ในทำเนียบขาว เมื่อวันอังคาร (27 ม.ค.) หันมาเล่นบท “โบ้ย” เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองอาจละเมิด “กฎ” การใช้อาวุธ ในเมืองมินนีแอโพลิส ก่อนยิงบุรุษพยาบาลเสียชีวิตเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (24 ม.ค.) ขณะเดียวกัน ทรัมป์ก็ส่งสัญญาณ อาจลดระดับปฏิบัติการในเมืองดังกล่าวลงเล็กน้อย กระนั้นยังคงไม่ถอนเจ้าหน้าที่ออก รวมทั้งไม่ปลดรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ
สตีเฟน มิลเลอร์ รองประธานคณะเจ้าหน้าที่ของทำเนียบขาว เปิดเผยกับเอเอฟพีเมื่อวันอังคาร (27) ว่า คณะบริหารกำลังประเมินว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานศุลกากรและป้องกันพรมแดน (ซีบีพี) ที่ยิงอเล็กซ์ เพรตตี บุรุษพยาบาลแผนกผู้ป่วยวิกฤต วัย 37 ปี เสียชีวิตในเมืองมินนีแอโพลิส รัฐมินนิโซตา เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ล้มเหลวในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เพื่อสร้างสิ่งกีดขวางทางกายภาพระหว่างทีมจับกุมกับผู้ก่อกวนหรือไม่
ทว่า ในเวลาต่อมา ทำเนียบขาวได้ออกมาแก้ต่างว่า มิลเลอร์หมายถึง “แนวทางทั่วไป” สำหรับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองในมินนิโซตา
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ มิลเลอร์เป็นผู้ที่สนับสนุนให้ใช้นโยบายปราบปรามพวกผู้อพยพอย่างแข็งกร้าวเรื่อยมา
ทางด้านสำนักข่าวเอพี รายงานว่า เจ้าหน้าที่ซีบีพีคนหนึ่งกล่าวขณะไปให้ปากคำกับคณะกรรมาธิการของรัฐสภาว่า ระหว่างที่พยายามเข้าจับกุมและเพรตตีขัดขืน เจ้าหน้าที่คนหนึ่งตะโกนซ้ำๆ ว่า เพรตตีมีปืน หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ซีบีพีคนหนึ่งและเจ้าหน้าที่หน่วยตระเวนชายแดนอีกคนได้ชักปืนออกมายิง
ทว่าจากคลิปวิดีโอต่างๆ ที่มีผู้ถ่ายเอาไว้ และปากคำของสื่อมวลชน ต่างชี้ให้เห็นว่า เพรตตีถือโทรศัพท์มือถืออยู่ในมือ ไม่ใช่ปืน ขณะถูกพวกเจ้าหน้าที่รุมล้อมรวบตัว สำหรับอาวุธปืนที่พวกเจ้าหน้าที่อ้างว่ายึดได้จากตัวเขานั้น ก็เป็นการยึดไปตั้งแต่ก่อนจะเกิดปะทะกัน โดยที่เพรตตีไม่ได้มีทีท่าจะชักปืนออกมาเลย นอกจากนั้นปืนดังกล่าว เขาก็มีใบอนุญาตครอบครองและพกพาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ประเด็นหลังนี้เป็นกลายเรื่องแสลงใจชาวพรรครีพับลิกันมากที่สุด เนื่องจากพวกเขาสนับสนุนนโยบายให้ประชาชนมีอาวุธปืนและพกปืนอย่างถูกกฎหมาย ดังเช่นที่เพรตตีประพฤตินี่เอง แต่แล้วเพรตตีก็ตกเป็นเหยื่อถูกเจ้าหน้าที่ยิงตาย
ขณะเดียวกัน ทางด้านประธานาธิบโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับทีวีฟ็อกซ์ นิวส์ว่า คณะบริหารกำลังพยายามลดระดับปฏิบัติการในมินนีแอโพลิสลงเล็กน้อย แต่ไม่ใช่การถอนเจ้าหน้าที่ออกไป
อย่างไรก็ดี ทรัมป์ยอมรับว่า เกรเกอรี โบวิโน ผู้บัญชาการประจำหน่วยซีบีพี ซึ่งเป็นพวกสายแข็งของที่ถูกคาดหมายว่า กำลังจะถูกโยกย้ายออกจากมินนีแอโพลิสนั้น เป็นพวกที่ไม่ชอบปฏิบัติตามแบบแผน และการอยู่ทำหน้าที่ต่อไปในเมืองดังกล่าวอาจไม่เป็นผลดีกับสถานการณ์ขณะนี้ โดยเมื่อวันจันทร์ (26 ม.ค.) ทรัมป์ส่งทอม โฮแมน ผู้รับผิดชอบความมั่นคงบริเวณพรมแดนสหรัฐฯ รับหน้าที่แทนโบวิโน
ทรัมป์ในคราวนี้ยังแสดงความไม่เห็นด้วย ที่ก่อนหน้านี้มิลเลอร์ได้เรียกเพรตตีว่า “นักฆ่า” ที่มุ่งสังหารพวกเจ้าหน้าที่ ก่อนสำทับว่า ต้องการให้มีการสอบสวนเรื่องนี้อย่างซื่อสัตย์และมีเกียรติ
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในมินนีแอโพลิสตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง หลังจาก อิลฮาน โอมาร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต ถูกชายคนหนึ่งใช้ไซริงก์ฉีดพ่นของเหลวไม่ทราบชนิดใส่ระหว่างการประชุมทาวน์ฮอลล์ที่เธอเรียกร้องให้ยุบสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ไอซ์) รวมทั้งเรียกร้องให้คริสตี โนเอม ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ
ทั้งนี้ โนเอมและโบวิโนออกมากล่าวหาอย่างทันควันหลังเกิดเหตุไม่นานว่า เพรตตีต้องการฆ่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง และเรียกเขาว่า “ผู้ก่อการร้ายภายในประเทศ” ทั้งที่วิดีโอที่เผยแพร่บนโชเชียลเผยให้เห็นชัดเจนว่า เพรตตีไม่มีอาวุธในมือและไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อเจ้าหน้าที่
โอมาร์ถูกทรัมป์โจมตีบ่อยครั้ง และครั้งนี้ผู้นำสหรัฐฯ ยืนยันว่า โนเอม “ทำงานดีมาก” และจะอยู่ในตำแหน่งต่อไป
ในอีกด้านหนึ่ง กระทรวงการต่างประเทศของเอควาดอร์ได้ยื่นจดหมายประท้วงต่อเอกอัครราชทูตอเมริกันจากกรณีที่เจ้าหน้าที่ไอซ์พยายามบุกเข้าไปในสถานกงสุลเอควาดอร์ในเมืองมินนีแอโพลิสเมื่อวันอังคาร
ขณะเดียวกัน เจค็อบ เฟรย์ นายกเทศมนตรีมินนีแอโพลิส แถลงภายหลังหารือกับโฮแมนว่า มีการพูดคุยถึงผลกระทบแง่ลบร้ายแรงจากการปราบปรามผู้อพยพในมินนีแอโพลิส และเรียกร้องให้ยุติปฏิบัติการ “โอเปอเรชัน เมโทร เซิร์จ” โดยเร็วที่สุด พร้อมยืนยันว่า มินนีแอโพลิสจะไม่บังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลาง
ทางด้านทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ที่ได้ประชุมกับโฮแมนเช่นเดียวกัน เผยว่า ได้สรุปเป้าหมายสำคัญซึ่งทางรัฐเรียกร้องต้องการ โดยที่รวมถึงการสอบสวนอย่างเป็นกลางในกรณีการเสียชีวิตของเพรตตี และเรเน กู๊ด แม่ลูกสามที่ถูกยิงเสียชีวิตในมินนีแอโพลิสเมื่อต้นเดือน และการลดเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางที่ส่งไปยังเมืองดังกล่าว ซึ่งโฮแมนตกลงที่จะร่วมมือกันต่อเพื่อผลักดันเป้าหมายเหล่านี้
ขณะที่โฮแมนโพสต์บนโซเชียลว่า การหารือกับเจ้าหน้าที่มินนิโซตาเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการพูดคุยกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ ต่อไป
ทั้งนี้ การเสียชีวิตของเพรตตีที่เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันที่ 7 ม.ค. เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลางเพิ่งยิงกู๊ดเสียชีวิตในมินนีแอโพลิสนั้น สร้างความไม่พอใจให้คนอเมริกันทั่วประเทศ และก่อนหน้านี้ยังมีการร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐบาลหลายครั้ง
(ที่มา: เอเอฟพี/เอพี/รอยเตอร์)


