ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมากล่าวเตือนแกมขู่อิหร่านในวันพุธ (28 ม.ค.) เวลากำลังหมดลงทุกทีแล้ว สำหรับการที่สาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้จะปกปองไม่ให้อเมริกาเข้าแทรกแซงทางทหาร โดยคราวนี้เขาสำทับเรื่องให้เตหะรานมาเจรจากับวอชิงตันเรื่องระงับโครงการนิวเคลียร์อีกด้วย นอกเหนือจากหยุดยั้งการปราบปรามผู้ประท้วงที่หยิบยกขึ้นมาอ้างก่อนหน้านี้ ขณะที่ทางผู้นำอิหร่านยังเสียงแข็งจะไม่ยอมพูดจาชนิดที่มาพร้อมกับการคุกคาม
เวลาเดียวกันก็มีรายงานข่าว สหรัฐฯแจ้งไปยังอิรัก, ซาอุดีอาระเบีย, จอร์แดน และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ระบุว่ามีความเป็นไปได้ที่อเมริกาจะเปิดปฏิบัติการทางทหารกับอิหร่านเร็วๆนี้ แม้ยังไม่มีคำยืนยันอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับกรอบเวลาและรายละเอียด ทว่าพร้อมกันนั้น ทางด้านซาอุดีอาระเบียและยูเออีก็แสดงออกชัดเจนว่าไม่อนุญาตให้อเมริกาใช้น่านฟ้าหรือดินแดนของตนเองเป็นฐานเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน
ตัวทรัมป์เองนั้นยังไม่เคยเอ่ยปากปฏิเสธเรื่องจะเปิดการโจมตีอิหร่านครั้งใหม่ ภายหลังสหรัฐฯได้เข้าร่วมกับอิสราเอลในช่วงทำสงคราม 12 วันในเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ด้วยการถล่มโจมตีใส่สถานที่ตั้งทางนิวเคลียร์ของอิหร่านหลายแห่ง
ทั้งนี้ทรัมป์ข่มขู่หลายครั้งแล้วว่าหากเตหะรานขืนดำเนินการปราบปรามรุนแรงพวกผู้ประท้วงที่ลุกฮือขึ้นมาครั้งใหญ่หลายจุดทั่วอิหร่านตั้งแต่ช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา ก็จะเข้าแทรกแซงทางการทหาร รวมทั้งได้จัดส่งกำลังทางนาวีและเครื่องบินเข้าสู่ตะวันออกกลาง โดยที่ทางกองทัพสหรัฐฯประกาศข่าวตอนต้นสัปดาห์นี้ว่า หมู่เรือโจมตีซึ่งนำโดยเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ได้เดินทางเข้าสู่น่านน้ำในตะวันออกกลางแล้ว
แม้เป็นที่รับทราบกันทั่วไปแล้วว่า การประท้วงในอิหร่านระลอกนี้ได้ซาลงจนถึงขั้นเข้าสู่ความสงบแล้ว ถึงแม้มีรายงานจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนอ้างว่าผู้ประท้วงถูกเข่นฆ่าไปกว่า 6,000 คน และยังมีผู้ถูกจับกุมเรือนหมื่น กระทั่งในข้อความที่เขาโพสต์เตือนแกมขู่อิหร่านทางโซเชียลมีเดียเมื่อวันพุธ (28) ทรัมป์ก็ไม่ได้เอ่ยถึงการประท้วงอีก ทว่าเขาก็กลับเรียกร้องว่าอิหร่านจำเป็นต้องเจรจาทำข้อตกลงในเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของพวกเขา ซึ่งฝ่ายตะวันตกเชื่อว่ามีจุดมุ่งหมายเพื่อการผลิตระเบิดปรมาณู แม้เตหะรานปฏิเสธแข็งขันเรื่อยมา
“หวังใจว่าอิหร่านจะ “เข้าสู่โต๊ะเจรจา” โดยเร็ว และเจรจาให้ได้ข้อตกลงที่เป็นธรรมและเท่าเทียม –ต้ อ ง ไ ม่ มี อ า วุ ธ นิ ว เ ค ลี ย ร์— เป็นข้อตกลงที่ดีสำหรับทุกๆ ฝ่าย เวลากำลังหมดลงไปทุกที นี่คือสาระสำคัญที่จริงแท้แน่นอน!” ทรัมป์เขียนเช่นนี้บนแพลตฟอร์ม ทรูธโซเชียล ของเขา
ทรัมป์ยังอ้างอิงถึงการที่อเมริกาโจมตีใส่เป้าหมายต่างๆ ทางนิวเคลียร์ของอิหร่านในเดือนมิ.ย. ซึ่งเขาระบุว่า ส่งผลทำให้ “อิหร่านประสบความเสียหายอย่างใหญ่โต” และกล่าวต่อไปว่า “การโจมตีครั้งต่อไปจะเลร้ายยิ่งกว่านี้มากมายนัก! อย่าทำให้มันเกิดขึ้นอีก”
พวกนักวิเคราะห์เห็นกันว่า ทางเลือกต่างๆ ซึ่งทรัมป์อาจจะสามารถนำมาใช้ได้ มีดังเช่น การโจมตีใส่พวกที่ตั้งทางทหารของอิหร่าน หรือการพุ่งเป้าเข้าเล่นงานคณะผู้นำอิหร่านซึ่งอยู่ใต้การนำของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คอเมเนอี ในความพยายามอย่างเต็มพิกัดเพื่อโค่นล้มระบอบปกครองของคณะผู้นำทางศาสนา ซึ่งเข้าบริหารประเทศมาตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 1979
ไม่เพียงแค่ทรัมป์เท่านั้นที่ออกมาข่มขู่ ทางด้านนายกรัฐมนตรี ฟรีดริช เมร์ซ ของเยอรมนี
ก็สำทับด้วยการทำนายว่า สาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ “เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วัน” เท่านั้น โดยที่ระบอบปกครองอิหร่านปัจจุบันอาจจะบริหารประเทศไปได้แค่ไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น ภายหลังทำการปราบปรามพวกผู้ประท้วงอย่างนองเลือด
อย่างไรก็ตาม ทางด้านรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อารักชี กล่าวก่อนที่จะมีการเผยแพร่โพสต์ของทรัมป์ ระบุว่า “การดำเนินการทางการทูตโดยผ่านการข่มขู่คุกคามทางการทหาร ไม่สามารถที่จะมีประสิทธิผลหรือมีประโยชน์”
“ถ้าพวกเขาต้องการให้เกิดการเจรจากันขึ้นมา แน่นอนทีเดียวว่าพวกเขาต้องถอนการข่มขู่คุกคาม, พวกข้อเรียกร้องที่เกินเลย, ตลอดจนการหยิบยกประเด็นปัญหาที่ไม่สมเหตุผลทั้งหลาย” เขากล่าวเช่นนี้ในการออกความเห็นทางทีวีของอิหร่าน
อารักชีบอกว่า เขา “ไม่มีการติดต่อใดๆ” กับ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนด้านตะวันออกกลางของทรัมป์เลยในช่วงหลายวันหลังมานี้ และ “อิหร่านก็ไม่ได้เสาะแสวงหาทางให้มีการเจรจากันด้วย”
ขณะที่ เสนาธิการกองทัพอิหร่าน ฮาบิบอลเลาะห์ ไซยารี ก็กล่าวเตือนสหรัฐฯว่าอย่าได้ “คำนวณผิด” ใดๆ พร้อมระบุว่า “พวกเขาก็จะต้องได้รับความเสียหายอย่างหนักหน่วงเช่นกัน”
ในด้านอื่นๆ เยฟเกนีย์ โอกอรอดนิคอฟ นักวิเคราะห์ชาวรัสเซีย เขียนบนช่องของเขาเองเมื่อวันที่ 25 ม.ค. กล่าวอ้างว่า "อเมริกาได้แจ้งเตือนไปยังอิรัก, จอร์แดน, ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ว่าจวนจะเริ่มโจมตีอิหร่านแล้ว" อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับกรอบเวลาหรือขอบเขตของปฏิบัติการทางทหารดังกล่าว
อย่างไรก็ดี ทางด้านสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานของเอสพีเอ สื่อมวลชนแห่งรัฐของซาอุดีอาระเบีย ระบุ เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย ได้ตรัสกับ มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ยืนยันว่าริยาดจะไม่ยอมให้น่านฟ้าหรือดินแดนของประเทศ ถูกใช้สำหรับเปิดปฏิบัติการทางทหารกับเตหะราน
ระหว่างพูดคุยกับเปเซชเคียน ทางมกุฎราชกุมารเน้นย้ำว่าประเทศของพระองค์ "สนับสนุนทุกความพยายามที่จะคลี่คลายความเห็นต่างผ่านการทูต เพื่อส่งเสริมความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค" ขณะที่สื่อมวลชนอิหร่านรายงานว่า เปเซชเคียน กล่าวกับเจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน ว่าเตหะรานอ้าแขนรับกระบวนการใดๆที่ป้องกันสงคราม ภายใต้กรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ
ถ้อยแถลงโดยผู้นำโดยพฤตินัยของซาอุดีอาระเบีย มีขึ้นตามหลังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เผยแพร่ถ้อยแถลงแบบเดียวกัน บอกว่าจะไม่ยอมให้น่านฟ้าหรือเขตแดนทางทะเลของพวกเขา ถูกใช้ดำเนินปฏิบัติการทางทหารใดๆกับอิหร่าน
(ที่มา: เอเอฟพี/รอยเตอร์/อิลเทลลินิวส์)


