ราคาทองคำโลกทุบสถิติใหม่ ทะลุหลัก 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อวันจันทร์ (26 ม.ค.) แล้วยังทะยานผ่านระดับ 5,100 ดอลลาร์ จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทั่วโลก ตลอดจนความปั่นป่วนวุ่นวายจากนโยบายต่างๆ ของทรัมป์ ทำให้พวกนักลงทุนมองหาการลงทุนที่สามารถใช้เป็นที่พักหลบภัย ขณะที่พวกนักวิเคราะห์คาดราคาจะพุ่งขึ้นต่อโดยมีเป้าหมายที่ 6,000 ดอลลาร์ภายในปีนี้
ราคาทองคำโลกเดินหน้าทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ โดยทะยานผ่านหลัก 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแตะ 5,110.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงหนึ่งของการซื้อขายในวันจันทร์
ก่อนหน้านี้เมื่อวันศุกร์ (23) ที่ผ่านมา เงินซึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์มีค่าอีกอย่างหนึ่ง ก็มีราคาทะยานขึ้นจนพุ่งแตะ 102 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรก
แม้ความโกลาหลจากความกระเหี้ยนกระหือรือของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเข้ายึดครองกรีนแลนด์ และการที่เขาสร้างกดดันใส่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ถือเป็นปัจจัยหลักที่หนุนราคาทองคำระลอกล่าสุด แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งให้ราคาแร่ธาตุมีค่านี้พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์หลายต่อหลายครั้งในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงการอ่อนค่าของดอลลาร์, ความต้องการทองคำของธนาคารกลางประเทศต่างๆ ที่รวมถึงการที่จีนกว้านซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องโดยนับถึงเดือนธ.ค.ที่ผ่านมาก็เป็นเดือนที่ 14 ติดต่อกันแล้ว, ตลอดจนการที่อัตราเงินเฟ้อก็พุ่งขึ้น
ทั้งนี้ กระทั่งถึงเดือนม.ค. 2024 ราคาทองคำยังเคลื่อนไหวอยู่เหนือระดับ 2,000 ดอลลาร์เท่านั้น
นอกจากนั้น ราคาทองคำยังเดินหน้าบวกเพิ่มจากสงครามในยูเครนและกาซา ตลอดจนถึงการที่วอชิงตันเข้าแทรกแซงทางทหารในเวเนซุเอลา
ฟาวัด ราซัคซาดา นักวิเคราะห์ตลาดของ Forex.com ชี้ว่า ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวของราคาทองคำสะท้อนพฤติกรรมของความเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัย ขณะที่ความเชื่อมั่นที่มีต่อดอลลาร์และพันธบัตรสั่นคลอนเล็กน้อย
การขู่รีดภาษีศุลกากรหลายประเทศในยุโรปที่ขวางแผนเข้ายึดกรีนแลนด์ของทรัมป์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จุดชนวนวิกฤตความสัมพันธ์ระหว่างสองฟากมหาสมุทรแอตแลนติก และความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้ารวมทั้งความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการลงทุน ซึ่งแม้ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศยกเลิกคำขู่ดังกล่าวแล้ว ทว่าปัจจัยทั้งหมดเหล่านี้ยังคงร่วมกันฉุดค่าดอลลาร์ลดลงต่ำสุดในรอบ 4 เดือนเมื่อเทียบยูโร และดันราคาทองคำพุ่งทะยาน
นักลงทุนยังจับตาการประชุมด้านนโยบายของเฟดในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ หลังจากอัยการสหรัฐฯซึ่งอยู่ใต้การกำกับดูแลของคณะบริหารทรัมป์ ออกหมายเรียกและขู่ฟ้องคดีอาญาต่อเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งกระตุ้นบรรดาผู้ว่าการธนาคารกลางจากประเทศชั้นนำหลายแห่งให้ออกคำแถลงร่วมสนับสนุนเฟดและพาวเวลล์ในทันที
ทรัมป์ดูแคลนพาวเวลล์อย่างเปิดเผย โดยยืนกรานว่า อเมริกาไม่มีปัญหาเงินเฟ้อแล้ว จึงไม่ควรมาห่วงใยจนชะลอการลดอัตราดอกเบี้ย อีกทั้งตั้งคำถามซ้ำๆ เกี่ยวกับความสามารถและคุณธรรมของประธานเฟดผู้นี้ ซึ่งขัดขืนไม่ยอมลดดอกเบี้ยแรงๆ อย่างที่ทรัมป์ต้องการ
สตีเฟน อินเนส นักวิเคราะห์อิสระมองว่า ความค้างคาใจเกี่ยวกับความเป็นอิสระของธนาคารกลางจะเป็นเชื้อไฟที่ลุกไหม้อย่างช้าๆ ซึ่งคอยสนับสนุนการไต่ขึ้นของราคาทองคำ
ทางด้านสภาทองคำโลกระบุในรายงานล่าสุดว่า ดีมานด์ทองคำในแง่มูลค่า เพิ่มขึ้น 44% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2024 ทำสถิติใหม่ที่ 146 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 3 ปีที่แล้ว
นักวิเคราะห์หลายคนคาดว่า ราคาทองคำจะพุ่งขึ้นต่อโดยมีเป้าหมายที่ 6,000 ดอลลาร์ภายในปีนี้ เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก รวมถึงความต้องการที่แข็งแกร่งจากทั้งธนาคารกลางและผู้ซื้อรายย่อย
ฟิลิป นิวแมน ผู้อำนวยการเมทัลส์ โฟกัส คาดว่า ราคาทองคำจะขึ้นถึงระดับสูงสุดที่ราว 5,500 ดอลลาร์ปลายปีนี้ แต่อาจมีบางช่วงที่ราคาปรับตัวลดลงชั่วคราวจากการขายทำกำไรของนักลงทุน ซึ่งน่าจะเป็นแค่ระยะสั้นๆ เท่านั้น
อนึ่ง การลงทุนในทองคำในปัจจุบันมีหลายวิธีด้วยกัน เช่น ตลาดซื้อขายทันที (spot market) ถึงแม้ผู้ซื้อรายใหญ่และนักลงทุนประเภทสถาบันนิยมซื้อทองคำจากธนาคารชั้นนำมากกว่า โดยราคาซื้อขายในตลาดนี้กำหนดโดยไดนามิกของอุปสงค์และอุปทานตามเวลาจริง
นักลงทุนยังสามารถซื้อขายทองคำในตลาดล่วงหน้า (futures market) ที่มีการซื้อหรือขายสินค้าโภคภัณฑ์ในราคาตายตัวในวันที่ในอนาคตที่กำหนดเฉพาะเจาะจง
นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (exchange-traded product) หรือกองทุนรวมดัชนีที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (exchange-traded funds) หรือ ETF ที่ออกหลักทรัพย์ที่มีสินทรัพย์โลหะจริงเป็นหลักประกัน ทำให้นักลงทุนเข้าถึงราคาทองคำได้โดยไม่ต้องรับมอบทองคำจริง
ขณะเดียวกัน นักลงทุนรายย่อยยังสามารถซื้อทองคำแท่งและเหรียญทองคำจากร้านทองหรือผู้ขายออนไลน์
(ที่มา: เอเอฟพี/รอยเตอร์)


