เอเจนซีส์/รอยเตอร์ – อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ บารัค โอบามา และอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ บิล คลินตัน จากพรรคเดโมแครตร่อนสารต่อสาธารณะเรียกการยิงของ ICE วันเสาร์(24 ม.ค)ทำให้พลเมืองอเมริกันผิวขาว อเล็กซ์ เพรตตี (Alex Pretti) เป็นเสมือนนาฬิกาปลุกและเป็นช่วงเวลาที่สามารถเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของพวกเราในไม่กี่ปีที่จะมาถึง หลังยอดผู้อพยพตายเพียบในคุก ICE ล่าสุดเป็นเคสพลเมืองกัมพูชาเกิดในค่ายผู้อพยพไทยเสียชีวิตเมื่อวันที่ 13 ม.ค ที่ผ่านมาและชาวคอสตาริกาตายในสภาพเป็นผักโดนเนรเทศกลับบ้านเกิดทั้งๆที่แข็งแรงตอนข้ามพรมแดนเดือนธันวาคมปี 2024
NBC News ของสหรัฐฯรายงานวันนี้(26 ม.ค)ว่า อดีตผู้นำอเมริกันจากพรรคเดโมแครต 2 คนล่าสุดวันอาทิตย์(25) ออกมาประณามเหตุหน่วยกำกับการเข้าเมืองสหรัฐฯ ICE สังหาร อเล็ก เพรตตี(Alex Pretti)ซึ่งเป็นอเมริกันชนผิวขาว ในเมืองมินนีอาโปลิส รัฐมินนีโซตา เมื่อสุดสัปดาห์ ชี้ว่าเป็นโศกนาฎกรรมที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพร้อมกันนั้นเรียกร้องเหล่าประชาชนอเมริกันทั้งหลายให้ออกมาแสดงความคิดเห็นและลงมือ
อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ บารัค โอบามา และอดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ มิเชล โอบามา เรียกการตายของเขาเป็นโศกนาฎกรรมน่าหัวใจสลายผ่านแถลงการณ์
ภายในสารกล่าวว่า “สมควรเป็นเสมือนนาฬิกาปลุกต่ออเมริกันชนทุกคนที่ไม่ว่าจะเป็นพรรคใดจากที่คุณค่าหลักจำนวนมากในฐานะประเทศของพวกเรานั้นโดนโจมตีมากขึ้น”
โอบามาวิจารณ์ว่า “ภายใต้ยุทธวิธีที่ไม่เคยเห็นมาก่อนที่กระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิสหรัฐฯได้ใช้กล่าวว่า ประชาชนทั่วประเทศโกรธแค้นต่อการใช้ของเอเจนต์ ICE และเอเจนต์รัฐบาลกลางสหรัฐฯอื่นๆที่มีการได้รับภูมิคุ้มกันไม่ต้องรับโทษและการใช้ยุทธวิธีที่ออกมาเพื่อคุกคาม ข่มขู่ ยั่วยุและเป็นอันตรายต่อชาวเมืองของเมืองใหญ่ในเอเมริกา
แถลงการณ์กล่าวว่า แทนที่จะพยายามบังคับใช้การลงโทษทางความประพฤติและความรับผิดชอบต่อเอเจนต์ แต่พบว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯคนปัจจุบันและเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯปัจจุบันดูเหมือนต้องการที่จะยกระดับสถานการณ์
และสารกล่าวต่อว่า แต่ทว่าในขณะเดียวกันกลับอธิบายต่อสาธารณะต่อการยิงสังหารคุณเพรตตีและคุณเรเน กู๊ด ที่ไม่ได้ถูกอธิบายใดๆโดยการสอบสวนจริงจังใดๆและมันดูเหมือนจะขัดแย้งโดยตรงหลักฐานวิดีโอคลิป
ขณะที่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ บิล คลินตัน เรียกสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองมินนีอาโปลิสว่า “เลวร้าย” ในแถลงการณ์ผ่านทางโซเชียลมีเดีย
ในสารกล่าวว่า “ตลอดช่วงอายุ พวกเราพบกับแค่ไม่กี่ครั้งที่การตัดสินใจที่พวกเรามีและการกระทำที่พวกเราเริ่มจะเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของพวกเราในไม่กี่ปีข้างหน้าที่จะมาถึง ซึ่งนี่ถือเป็นหนึ่งในนั้น”
อดีตประธานาธิบดีคลินตันกล่าวว่า “คนที่บังคับบัญชากำลังโกหกต่อสาธารณะและบอกคนเหล่านั้น “ไม่ให้เชื่อในสิ่งที่พวกเราได้เห็นด้วยตาของพวกเราเอง”
และกล่าวต่อว่ “มันขึ้นอยู่กับพวกเราทั้งหมดที่ต่างเชื่อในคำมั่นสัญญาของระบอบประชาธิปไตยอเมริกาในการลุกขึ้นยืน แสดงความคิดเห็น และแสดงว่าประเทศของเรายังคงของพวกเรา
รอยเตอร์รายงานวานนี้(25)ว่า การเสียชีวิตของบุรุษพยายาบาลในรัฐมินนีโซตาในวันเสาร์(24)โดยฝีมือหน่วย ICE เพิ่มตัวเลขการเสียชีวิตมากขึ้นในนโยบายการกวาดล้างผู้อพยพที่หนักหน่วงของประธานาธิบดีคนปัจจุบัน โดนัลด์ ทรัมป์ ในเดือนนี้
เหตุวันเสาร์(24) เป็นหนึ่งในการยิง 5 ครั้งในมกราคมที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯในการบังคับใช้การเข้าเมือง รวมการเสียชีวิตของ เรเน กู๊ด ที่เมืองมินนีอาโปลิส รอยเตอร์ชี้ว่ามีผู้อพยพเข้าเมืองไม่ต่ำกว่า 6 คนเสียชีวิตเดือนนี้ในเรือนจำรัฐบาลกลางสหรัฐฯในอัตราที่ก้าวกระโดด
เดอะการเดียนเคยรายงานเมื่อต้นเดือนนี้ว่า เคสที่สะเทือนขวัญและครอบครัวของผู้ตายต้องการคำตอบคือ Randall Gamboa Esquivel ชาวคอสตาริกาถูกเนรเทศออกจากสหรัฐฯในสภาพเป็นผัก(vegetative state) และเสียชีวิตไม่นานหลังเขาเดินทางถึงประเทศบ้านเกิดทั้งๆที่เจ้าตัวสุขภาพแข็งแรงระหว่างข้ามแดนเม็กซิโกเข้าสู่สหรัฐฯเมื่อธันวาคมปี 2024
สหรัฐฯส่งตัวไปยังคอสตาริกาด้วยเครื่องบินพยาบาลเมื่อกันยายน ปี 2025 และอีก 5 สัปดาหเขาเสียชีวิต
ตามการรายงานของสื่ออังกฤษพบว่า มีผู้อพยพเข้าเมืองสหรัฐฯที่จบชีวิตในระหว่างการควบคุมของ ICE ทั้งพลเมืองแคนาดา Johnny Noviello พลเมืองยูเครน Maksym Chernyak พลเมืองบัลแกเรีย Nenko Stanev Gantchev และมีเป็นจำนวนมากที่มาจากเอเชีย เป็นต้นว่า เวียดนาม 2 จีน 3 ฟิลิปปินส์ 1 ปากีสถาน 1 ที่เป็นตัวเลขอย่างคร่าวๆ
แต่รายล่าสุด Parady La วัย 46 ปีชาวกัมพูชาเกิดในค่ายผู้อพยพในไทยยุค 80 ก่อนเดินทางเข้าอเมริกาเมื่อมีอายุได้ 2 ปีและได้กรีนการ์ดก่อนที่จะโดนเพิกถอนเนื่องจากเขากระทำความผิดกฎหมายร้ายแรง เคยเข้าเรือนจำเยาวชนตั้งแต่อายุ 15 ปี รอยเตอร์รายงานวันที่ 13 ม.ค เขาเสียชีวิตระหว่างอยู่การควบคุมตัวของ ICE เมื่อวันที่ 9 ม.ค ที่โรงพยาบาลเนื่องมาจากโดนถอนยาเสพติดอย่างรุนแรง


