ทรัมป์ประกาศรอดูสถานการณ์ แม้ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซง หลังได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวสำคัญว่า การปราบปรามผู้ประท้วงในอิหร่านเริ่มเบาลง ขณะเตหะรานก็ยืนยันไม่มีแผนประหารชีวิตผู้ประท้วง ด้านผู้คนในอิหร่านบอกกับสื่อตะวันตกในวันพุธ (14 ม.ค.) และวันพฤหัสบดี (15) ว่า การประท้วงดูเหมือนซาลงแล้วตั้งแต่วันจันทร์ (12)
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันพุธ (14 ) ว่า ได้รับแจ้งจาก “แหล่งข่าวที่สำคัญมากจากอีกฝ่าย” ว่า การปราบปรามผู้ประท้วงในอิหร่านเริ่มคลี่คลายลง นอกจากนั้นเตหะรานยังไม่มีแผนประหารชีวิตผู้ถูกจับกุมจำนวนมากในขณะนี้
กระนั้น ทรัมป์ไม่ตัดความเป็นไปได้ในการใช้ตัวเลือกทางทหาร โดยกล่าวว่า จะจับตาสถานการณ์ในอิหร่านต่อไปก่อนสำทับว่า คณะบริหารของเขาได้รับ “ถ้อยแถลงที่ดีมาก” จากเตหะราน
ต่อมาในวันพฤหัสฯ (15) เขาโพสต์ทางสื่อสังคม อ้างอิงถึงรายงานข่าวของหลายสื่อที่ว่าผู้ประท้วงชาวอิหร่านที่เคยถูกระบุว่ากำลังจะถูกประหารชีวิต จะไม่ต้องรับโทษเช่นนั้นแล้ว โดยเขียนว่า “นี่คือข่าวดี หวังใจว่ามันจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง!”
ทางด้านอับบาส อารากชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์ นิวส์เมื่อวันพุธว่า จะไม่มีการแขวนคอผู้ประท้วงในวันสองวันนี้
หน่วยงานด้านตุลาการของอิหร่านยืนยันในวันต่อมาว่า จะไม่มีการประหารชีวิตเออร์ฟาน โซลทานี ผู้ประท้วงวัย 26 ปี ที่ก่อนหน้านี้สื่อหลายสำนักรายงานว่า จะถูกประหารชีวิตในวันพุธ โดยแจงว่า หากถูกตัดสินว่า ผิดจริง โซลทานีที่ถูกกล่าวหาว่า โฆษณาชวนเชื่อเพื่อต่อต้านรัฐบาลอิหร่านและกระทำการอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาตินั้น จะได้รับโทษจำคุก เนื่องจากกฎหมายอิหร่านไม่มีโทษประหารสำหรับข้อหาดังกล่าว
นอกจากนั้น อารักชียังกล่าวหาว่า อิสราเอลอยู่เบื้องหลังเหตุรุนแรงในอิหร่าน โดยยืนยันว่า การประท้วงลุกลามเป็นเหตุรุนแรงระหว่างวันที่ 7-10 ม.ค. เนื่องจากถูกแทรกซึมจากกลุ่มบุคคลภายนอกที่มีแผนปลุกปั่นให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากเพื่อเร่งเร้าให้ทรัมป์เข้าแทรกแซงและเริ่มต้นสงครามกับอิหร่าน
รอยเตอร์รายงานว่า ได้รับการบอกเล่าจากผู้คนในอิหร่านเมื่อวันพุธ (14) และพฤหัสฯ (15) ว่า การประท้วงดูเหมือนจะซาลงตั้งแต่วันจันทร์ (12) ทั้งนี้ โลกภายนอกประสบความลำบากในการหาข้อมูลข่าวสารจากอิหร่าน เนื่องจากทางการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตอยู่ราว 1 สัปดาห์
อิหร่านตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. ขณะที่การประท้วงรุนแรงขึ้นและมีผู้เข้าร่วมมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประท้วงไม่สามารถติดต่อสื่อสารกันหรือติดต่อกับโลกภายนอกได้
ทางด้านกลุ่มติดตามสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนกล่าวหาว่า รัฐบาลอิหร่านตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตเพื่อปิดบังการปราบปรามประชาชนครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี
กลุ่ม HRANA กลุ่มสิทธิมนุษยชนที่ตั้งฐานอยู่ในอเมริกา อ้างว่า มีผู้ประท้วงเสียชีวิตที่ตนสามารถยืนยันแล้วเป็นจำนวน 2,435 คน ส่วนพวกผู้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเสียชีวิต 153 คน ระหว่างการประท้วงที่เริ่มต้นตอนสิ้นปีจากความไม่พอใจสถานการณ์เศรษฐกิจ จากนั้นก็ลุกลามเป็นการท้าทายระบอบปกครองของพวกนักการศาสนาครั้งใหญ่ที่สุดนับจากการปฏิวัติอิสลามในปี 1979
สถานการณ์รุนแรงในอิหร่าน และความเป็นไปได้ที่อเมริกาอาจแทรกแซงทางทหารทำให้เกิดความกังวลในวงกว้าง
สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรในเตหะรานปิดทำการชั่วคราว ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตอเมริกันในซาอุดีอาระเบียกำชับให้เจ้าหน้าที่ใช้ความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงที่ตั้งทางทหาร ส่วนอินเดียเรียกร้องให้พลเมืองเดินทางออกจากอิหร่าน
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า เจ้าชายไฟซาล บิน ฟาร์ฮัน รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย โทรศัพท์หารือกับอารักชี เกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางและวิธีส่งเสริมความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค
ด้าน กาตาร์ แถลงว่า กำลังดำเนินการลดกำลังทหารในฐานทัพอากาศอัลอูเดอิด ซึ่งเป็นฐานทัพอเมริกันที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลางและเคยถูกอิหร่านโจมตีตอบโต้ระหว่างสงคราม 12 วันกับอิสราเอลเมื่อกลางปีที่แล้ว ทั้งนี้ เพื่อรับมือสถานการณ์ความตึงเครียด
อย่างไรก็ดี รอยเตอร์รายงานในวันพฤหัสฯ โดยอ้างแหล่งข่าว 3 รายที่ได้รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ว่า มาตรการเตือนภัยเพื่อความมั่นคงที่ฐานทัพอัลอูเดอิด ได้ถูกลดระดับลงมาแล้ว โดยที่แหล่งข่าวรายหนึ่งในจำนวนนี้ระบุด้วยว่า เครื่องบินสหรัฐฯที่ถูกโยกย้ายออกจากฐานทัพแห่งนี้ในวันพุธ กำลังทยอยบินกลับมาที่อัลอูเดอิด
ทางด้านสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานในวันพฤหัสฯ โดยอ้างเจ้าหน้าที่อาวุโสของซาอุดีอาระเบียผู้หนึ่งเผยว่า ซาอุดี, กาตาร์, และโอมาน ได้เป็นผู้นำในการพูดจากับทรัมป์ ซึ่งยังคงกระทำอยู่อย่างต่อเนื่องจนกถึงเวลานี้ เพื่อเสนอแนะไม่ให้เขาโจมตีอิหร่าน เนื่องจากกลัวกันว่ามันจะก่อให้เกิด “การตอบโต้อย่างร้ายแรงขึ้นในภูมิภาคนี้”
(ที่มา: รอยเตอร์/เอเอฟพี)


