xs
xsm
sm
md
lg

รัสเซียเอาขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก ‘โอเรชนิค’ออกมาใช้ เพื่อตอบโต้ 3 กรณีที่ถูกฝ่ายตะวันตกยั่วยุในช่วงเร็วๆ นี้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: แอนดรูว์ โคริบโก



(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/01/russias-use-of-oreshniks-was-a-response-to-3-recent-provocations/)

Russia’s use of Oreshniks was a response to 3 recent provocations
by Andrew Korybko
10/01/2026

รัสเซียนำขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก “โอเรชนิค” ออกมาใช้ในสงครามยูเครนเป็นครั้งที่ 2 เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ 3 กรณี คือ 1) ยูเครนพยายามลอบสังหารปูติน 2) ฝรั่งเศส-สหราชอาณาจักรวางแผนจัดส่งทหารเข้าไปในยูเครน ถ้าหากมีการทำความตกลงหยุดยิงในประเทศนั้น 3) สหรัฐฯใช้กำลังเข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมันติดธงรัสเซีย

หลังจากมีขีปนาวุธหลายลูกยิงเข้าใส่เป้าหมายหลายแห่งในแคว้นลวิฟ (Lviv) ทางภาคตะวันตกของยูเครน กระทรวงกลาโหมรัสเซียก็ได้ออกมายืนยัน [1] เมื่อตอนเช้าวันศุกร์ (9 ม.ค.) ว่า ในการโจมตีคราวนี้ ได้มีการใช้ขีปนาวุธ “โอเรชนิค” (Oreshnik) ขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยกลางรุ่นใหม่ที่มีชื่อเสียงได้รับความยำเกรงอย่างสูงของแดนหมีขาวด้วย ทั้งนี้นี่เป็นครั้งที่สองเท่านั้นซึ่งมีการนำอาวุธชนิดนี้ออกศึก

รายงานจากหลายกระแสบ่งชี้ว่า แหล่งก๊าซ [2] และคลังเก็บก๊าซ สตรียี (Stryi) [3] อยู่ในหมู่เป้าหมายต่างๆ ในยูเครนซึ่งถูกเล่นงาน

โอเรชนิค ซึ่งเป็นขีปนาวุธที่สามารถทำความเร็วได้สูงระดับไฮเปอร์โซนิก (hypersonic) นั่นคือความเร็วเหนือเสียงตั้งแต่ 5 เท่าตัวขึ้นไป รวมทั้งยังบรรทุกหัวรบหลายหัวรบที่แต่ละหัวรบสามารถพุ่งเข้าไปสู่เป้าหมายได้โดยอิสระ (multiple independently targetable reentry vehicle หรือ MIRV) จึงได้ชื่อว่าเป็นอาวุธที่ยากแก่การป้องกันสกัดกั้น รัสเซียได้นำออกมาใช้ในการทำสงครามครั้งแรก [4] เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 ภายหลังจากที่สหรัฐฯและสหราชอาณาจักรอนุญาตให้ยูเครน สามารถใช้พวกขีปนาวุธซึ่งมีพิสัยยิงไกลๆ ที่พวกตนจัดหาจัดส่งให้ ในการโจมตีเข้าไปในพื้นที่ส่วนลึกๆ ของรัสเซีย

สำหรับการนำเอาอาวุธนี้มาใช้เป็นครั้งที่สองครั้งนี้ มีเหตุผลเชื่อได้ว่าน่าจะเนื่องจากการยั่วยุซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ 3 กรณีด้วยกัน

ฝ่ายมอสโกเองนั้นแถลงอ้างอิงยืนยันอย่างเปิดเผยชัดเจน [5] ว่า เป็นเพราะกรณีที่ยูเครนพยายามเปิดการโจมตีขนาดใหญ่ด้วยโดรนและขีปนาวุธเข้าใส่ที่พำนักอาศัยของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งที่ตั้งอยู่ในแคว้นนอฟโกร็อด (Novgorod) ของรัสเซีย ในช่วงก่อนปีใหม่ ทว่าประสบความล้มเหลวถูกสอยร่วงทั้งหมดนั่นแหละ คือสาเหตุทำให้แดนหมีขาวทำการแก้เผ็ดเอาคืนในครั้งนี้

ทว่าแม้กระทรวงกลาโหมรัสเซียไม่ได้อ้างอิงถึง แต่หากเราพิจารณากันว่ายังมีการยั่วยุอื่นๆ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเร็วๆ นี้อีกหรือไม่ ที่น่าจะเป็นสาเหตุทำให้มอสโกนำเอา โอเรชนิค มาทำศึกเป็นครั้งที่สองได้เช่นกัน มันก็มีเหตุผลอันน่าเชื่อถือรับฟังได้ทีเดียวว่า บางที ปูติน อาจจะคิดถึงกรณีอีก 2 กรณีเอาไว้ในใจด้วย เมื่อตอนที่เขาออกคำสั่งอนุมัติให้เปิดการโจมตีคราวล่าสุดนี้ ทั้ง 2 กรณีดังกล่าว ได้แก่

**การที่ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรประกาศว่ามีแผนอย่างเป็นทางการ [6] ที่จะจัดส่งกองทหารเข้าไปในยูเครน ถ้าหากมีการทำความตกลงกันได้ในเรื่องการหยุดยิง และ
**การที่สหรัฐฯใช้กำลังทหารเข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมันติดธงรัสเซียลำหนึ่ง [7] ในบริเวณน่านน้ำมหาสมุทรแอตแลนติก

แต่ละกรณีเหล่านี้ ต่างก็เป็นเหตุการณ์ที่รัสเซียมองเห็นเป็นการยั่วยุในตัวของมันเอง

ตัวปูตินได้ออกมาเตือน [8] หลายครั้ง โดยครั้งที่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้คือเมื่อเดือนกันยายน ว่ารัสเซียจะถือกองทหารของฝ่ายตะวันตกซึ่งเข้ามาตั้งอยู่ในยูเครน เป็น “เป้าหมายที่สามารถทำลายได้อย่างชอบธรรม” ถึงแม้สำนักงานข่าวกรองต่างปรเทศของรัสเซีย (Russia’s Foreign Intellilgence Service หรือ SVR) ได้เปิดเผยในเวลาต่อมาของเดือนเดียวกันนั้น [9] ว่า อันที่จริงมีกองทหารสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสตั้งอยู่ในแคว้นโอเดสซา (Odessa) ของยูเครนอยู่แล้วด้วยซ้ำ ทว่านี่ยังคงไม่สามารถเปรียบเทียบได้กับการส่งทหารเข้าไปประจำการในยูเครนตามแบบแผนเปิดเผย อย่างที่ 2 ชาตินี้ให้คำมั่นสัญญาอยู่ในตอนนี้

สิ่งที่ทำให้เกิดความกังวลกันมากขึ้นไปอีก ได้แก่ การที่ สตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) ผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ ได้แสดงการหนุนหลังแผนการของพวกเขาด้วย [10] ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่ามันกำลังทำให้รัสเซียสงสัยข้องใจว่า หรือสหรัฐฯอาจจะพลิกกลับจุดยืนอย่างเป็นทางการของตน [11] ที่ยืนยันว่า จะไม่มีการนำเอามาตรา 5 ตามสนธิสัญญานาโต้ มาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การจัดส่งกองทหารนาโต้เข้าไปในยูเครน

สำหรับกรณียั่วยุอย่างที่ 3 ซึ่งปูตินน่าจะคิดอยู่ในใจในตอนที่เขาอนุญาตให้นำ โอเรชนิค ออกมาใช้งานในสงครามเป็นครั้งที่ 2 ก็คือ จากการที่สหรัฐฯใช้กำลังเข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมันติดธงรัสเซียในแอตแลนติก มันเป็นการสร้างภาพจำอันแสนเจ็บปวดของการที่วอชิงตันกำลังนำเอากฎหมายภายในประเทศของตนมาบังคับใช้กับมอสโก ในลักษณะที่เป็นการใช้สิทธินอกอาณาเขตของสหรัฐฯเอง

หากรัสเซียไม่มีการส่งข้อความอันเข้มแข็งจริงจังใดๆ ออกมาเลยหลังเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นมา –ไม่ว่าจะเป็นข้อความอย่างอ้อมๆ และอยู่ในลักษณะอสมมาตรอย่างไรก็ตามที— มันก็อาจทำให้สหรัฐฯเกิดได้ใจและกล้าที่ใช้กำลังเข้ายึดเรือใน “กองเรือบรรทุกน้ำมันเงา” (shadow flee) ของรัสเซีย [12] ที่ไหนก็ได้ในตลอดทั่วโลก รวมไปถึงในทะเลบอลติกและในทะเลดำ ซึ่งอยู่ประชิดติดรัสเซียด้วย

แรงจูงใจ 2 ข้อหลังสุดนี้ซึ่งผู้เขียนยอมรับว่าเป็นการคาดเดาเอาว่า เป็นสาเหตุอยู่เบื้องหลังการโจมตีด้วย โอเรชนิค คราวล่าสุดนี้ด้วย เนื่องเพราะมันสามารถใช้อธิบายได้ว่าทำไมการเล่นงานครั้งนี้จึงมุ่งใส่เป้าหมายต่างๆ ในแคว้นลวิฟ แทนที่จะเป็นจุดอื่นๆ ที่ไหนก็ได้ในตลอดทั่วประเทศยูเครน เราสามารถที่จะสันนิษฐานได้ว่า รัสเซียต้องการที่จะแสดงให้ฝรั่งเศส, สหราชอาณาจักร, ตลอดจนสหรัฐฯที่เป็นผู้อุปถัมภ์ร่วมของพวกเขา มองเห็นว่า แดนหมีขาวมีศักยภาพที่จะเปิดการโจมตีอย่างรวดเร็วใส่เป้าหมายต่างๆ ภายในนาโต้โดยที่ฝ่ายปรปักษ์ไม่สามารถตรวจจับได้ ถ้าหากมีความจำเป็นขึ้นมา

แล้วความจำเป็นดังกล่าวนี้ ก็คือสิ่งที่อาจจะปรากฏขึ้น ถ้าหากมีวิกฤตการณ์อย่างชนิดไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ภายหลังจากมีเหตุการณ์ใน 2 กรณีซึ่งผู้เขียนกล่าวเอาไว้ข้างต้น อันได้แก่ การที่ชาติสมาชิกนาโต้จัดส่งกองทหารเข้าไปยังยูเครนตามแผนการที่พวกเขาวางเอาไว้แล้ว หรือการที่ฝ่ายอเมริกันเข้ายึดเรือรัสเซียเพิ่มขึ้นอีกโดยอ้างเหตุผลอย่างเดิมๆ ของตน

ปูติน เป็นผู้ที่มีจิตใจชิงชังรังเกียจอย่างแทบจะผิดปกติ [13] กับการบานปลายขยายตัวของสถานการณ์ในยูเครน สืบเนื่องจากความเสี่ยงที่มันอาจจะยกระดับจนเกินกว่าจะควบคุมกันได้และควงสว่านสู่ความเลวร้ายลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 ดังนั้น การถูกยั่วยุหลายๆ กรณีดังที่กล่าวมา จึงกลายเรื่องสำคัญเพียงพอสำหรับเขาที่จะอนุมัติให้ใช้ขีปนาวุธ โอเรชนิค เป็นครั้งที่สอง

น่าสังเกตว่า ปูตินไม่ได้คิดที่จะใช้อาวุธชนิดนี้เลย ภายหลังยูเครนเปิด “ยุทธการใยแมงมุม” (Operation Spiderweb) [14] ซึ่งทรัมป์อาจจะรู้เห็นล่วงหน้า [15] ในการโจมตีที่พุ่งเป้าเล่นงานกองกำลังอาวุธนิวเคลียร์สามเส้าของรัสเซียเมื่อกลางปีที่แล้ว การเปรียบเทียบเช่นนี้ยิ่งทำให้มองเห็นได้ว่า ปูตินมองว่ามันเป็นเรื่องร้ายแรงขนาดไหนสำหรับการที่ยูเครนพยายามลอบสังหารเขา และบางทีอาจจะรวมถึงการยั่วยุอื่นๆ อีก 2 กรณีด้วย

เชิงอรรถ
[1] https://www.rt.com/russia/630749-ukraine-hit-with-oreshnik-in/
[2] https://meduza.io/en/news/2026/01/09/russia-hits-gas-field-near-lviv-in-suspected-oreshnik-ballistic-missile-strike
[3] https://x.com/visegrad24/status/2009429171466899939
[4] https://thealtworld.com/andrew_korybko/putin-is-finally-climbing-the-escalation-ladder
[5] https://t.me/mod_russia/60186
[6] https://www.rt.com/news/630692-uk-france-ukraine-troop-deployment/
[7] https://korybko.substack.com/p/three-takeaways-from-the-us-seizure
[8] http://en.kremlin.ru/events/president/news/77927#sel=322:1:V1y,322:38:mo3
[9] https://korybko.substack.com/p/svr-revealed-that-british-and-french
[10] https://www.theguardian.com/world/2026/jan/07/ukraine-war-briefing-us-backs-european-ceasefire-security-guarantees-for-first-time
[11] https://www.war.gov/News/Speeches/Speech/Article/4064113/opening-remarks-by-secretary-of-defense-pete-hegseth-at-ukraine-defense-contact/#:~:text=If%20these%20troops%20are%20deployed%20as%20peacekeepers%20to%20Ukraine%20at%20any%20point%2C%20they%20should%20be%20deployed%20as%20part%20of%20a%20non%2DNATO%20mission.%20And%20they%20should%20not%20covered%20under%20Article%205.%20%C2%A0There%20also%20must%20be%20robust%20international%20oversight%20of%20the%20line%20of%20contact.
[12] https://korybko.substack.com/p/will-the-eu-seize-russias-shadow
[13] https://voiceofeast.net/2022/04/08/vladimir-putin-monster-madman-or-mastermind/
[14] https://korybko.substack.com/p/will-russias-retaliation-to-ukraines
[15] https://korybko.substack.com/p/did-trump-know-about-ukraines-strategic
กำลังโหลดความคิดเห็น