เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุเมื่อวันอังคาร (6 ม.ค.)ว่า รัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เพิ่มอีก 25 ประเทศลงในรายชื่อประเทศที่พลเมืองอาจต้องวางหลักประกันสูงถึง 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 470,000 บาท) ในกระบวนการยื่นขอวีซ่าเดินทางเข้าสหรัฐฯ
รายชื่อเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นประเทศในทวีปแอฟริกา ละตินอเมริกา และเอเชียใต้ โดยตามข้อมูล ณ วันอังคาร (6) มีประเทศในติดอยู่ในลิสต์รวมทั้งหมด 38 ประเทศ
นโยบายสำหรับประเทศที่ถูกเพิ่มเข้ามาใหม่นี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 21 ม.ค. ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ
เวเนซุเอลา ซึ่งอดีตผู้นำ นิโคลัส มาดูโร ถูกกองกำลังสหรัฐฯ จับกุมตัวเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาและนำตัวไปยังนิวยอร์ก ก็ถูกรวมอยู่ในรายชื่อนี้ด้วย
เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า "พลเมืองหรือบุคคลสัญชาติใดๆ ที่เดินทางโดยใช้หนังสือเดินทางที่ออกโดยหนึ่งในประเทศเหล่านี้ และมีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับวีซ่า B1/B2 จะต้องวางหลักประกันเป็นจำนวนเงิน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ" โดยจำนวนเงินจะถูกกำหนดในขณะสัมภาษณ์วีซ่า
ทั้งนี้ ผู้ยื่นคำร้องจะต้องยอมรับเงื่อนไขของเงินประกันผ่านแพลตฟอร์มการชำระเงินออนไลน์ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ Pay.gov
โครงการนำร่องของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ถูกเปิดตัวเมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา โดยมีรายชื่อประเทศเริ่มต้นเพียงไม่กี่ประเทศ
รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า เงินประกันเหล่านี้มีจุดประสงค์เพื่อยับยั้งไม่ให้นักท่องเที่ยวอยู่เกินกำหนดวีซ่าสำหรับการท่องเที่ยวหรือธุรกิจ
นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือน ม.ค. ปีที่แล้ว ทรัมป์ ซึ่งเป็นสมาชิกพรรครีพับลิกันได้ดำเนินนโยบายการเข้าเมืองที่เข้มงวด ซึ่งรวมถึงการเนรเทศ การเพิกถอนวีซ่าและกรีนการ์ด และการตรวจสอบโพสต์ในโซเชียลมีเดียและคำพูดในอดีตของผู้อพยพ
กลุ่มสิทธิมนุษยชนได้ประณามนโยบายการเข้าเมืองและการเดินทางของ ทรัมป์ อย่างกว้างขวาง โดยกล่าวว่านโยบายเหล่านี้จำกัดการรับประกันกระบวนการยุติธรรมและเสรีภาพในการพูด ขณะที่ ทรัมป์ และพันธมิตรของเขากล่าวว่า นโยบายเหล่านี้มีจุดประสงค์เพื่อปรับปรุงความมั่นคงภายในประเทศ
สำหรับรายชื่อ 38 ประเทศที่สหรัฐฯ กำหนดให้ต้องวางเงินประกันวีซ่า ณ วันที่ 6 ม.ค. ได้แก่
Algeria (January 21, 2026)
Angola (January 21, 2026)
Antigua and Barbuda (January 21, 2026)
Bangladesh (January 21, 2026)
Benin (January 21, 2026)
Bhutan (January 1, 2026)
Botswana (January 1, 2026)
Burundi (January 21, 2026)
Cabo Verde (January 21, 2026)
Central African Republic (January 1, 2026)
Cote D’Ivorie (January 21, 2026)
Cuba (January 21, 2026)
Djibouti (January 21, 2026)
Dominica (January 21, 2026)
Fiji (January 21, 2026)
Gabon (January 21, 2026)
The Gambia (October 11, 2025)
Guinea (January 1, 2026)
Guinea Bissau (January 1, 2026)
Kyrgyzstan (January 21, 2026)
Malawi (August 20, 2025)
Mauritania (October 23, 2025)
Namibia (January 1, 2026)
Nepal (January 21, 2026)
Nigeria (January 21, 2026)
Sao Tome and Principe (October 23, 2025)
Senegal (January 21, 2026)
Tajikistan (January 21, 2026)
Tanzania (October 23, 2025)
Togo (January 21, 2026)
Tonga (January 21, 2026)
Turkmenistan (January 1, 2026)
Tuvalu (January 21, 2026)
Uganda (January 21, 2026)
Vanuatu (January 21, 2026)
Venezuela (January 21, 2026)
Zambia (August 20, 2025)
Zimbabwe (January 21, 2026)
ที่มา: รอยเตอร์, Travel.State.Gov


