จีนแสดงความข้องใจต่อมาเลเซียและกัมพูชา ในเรื่องเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าที่ประเทศทั้งสองได้ลงนามกับสหรัฐฯไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เรื่องนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงความละเอียดของประเทศต่างๆ ในการวางตัวให้เกิดความสมดุลท่ามกลางความเป็นศัตรูกันระหว่างวอชิงตันกับปักกิ่งที่เพิ่มทวีขึ้นเรื่อยๆ
ปักกิ่ง “มีความกังวลเป็นอย่างยิ่ง” เกี่ยวกับหลายๆ ส่วนในข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-มาเลเซีย ที่สองประเทศนี้ลงนามกันเมื่อเร็วๆ นี้ พวกเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์จีนกล่าวในการพบปะกับฝ่ายมาเลเซียเมื่อวันอังคาร (25 พ.ย.) ที่ผ่านมา “เราคาดหวังว่ามาเลเซียจะพิจารณาอย่างเต็มที่และดำเนินการกับเรื่องนี้อย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติในระยะยาวของตน”
ในบันทึกย่อการเจรจาคราวนี้ที่ฝ่ายจีนนำออกมาเผยแพร่ กล่าวต่อไปด้วยว่า พวกเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการค้า, การลงทุน, และอุตสาหกรรมของมาเลเซีย ได้อธิบายและแจกแจงรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นปัญหาต่างๆ ที่ฝ่ายจีนวิตกกังวล ทว่าในบันทึกไม่ได้ให้รายละเอียดว่าประเด็นปัญหาเหล่านี้มีอะไรบ้าง
การพบปะกันกับทางมาเลเซียครั้งนี้ มีขึ้นภายหลังการหารือทำนองเดียวกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของจีนกับเจ้าหน้าที่ของกัมพูชาในวันอังคาร (18 พ.ย.) ก่อนหน้านั้น ซึ่ง หลี่ เฉิงกัง ผู้แทนการค้าของจีนก็ได้เร่งเร้าพนมเปญให้ดำเนินการกับความกังวลหลายประการของทางปักกิ่ง และฝ่ายกัมพูชาได้อธิบายแจกแจงประเด็นปัญหาบางประเด็นให้รับทราบ
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก ได้สอบถามขอให้กระทรวงพาณิชย์จีนเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ 2 เรื่องนี้ ทว่าทางกระทรวงไม่ได้ตอบสนองใดๆ ขณะที่กระทรวงการค้าของมาเลเซียไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่คณะผู้แทนของมาเลเซียกับจีนหารือกันเช่นกัน ส่วนโฆษกรัฐบาลกัมพูชานั้นไม่ได้ตอบอะไรกับคำขอให้แสดงความคิดเห็น
ข้อตกลงทั้งสองที่ทางจีนข้องใจนี้ มีการลงนามกันในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ระหว่างที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯไปเยือนมาเลเซีย ซึ่งขณะนั้นกำลังเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมซัมมิตอาเซียน โดยที่มีถ้อยคำภาษาที่กระตุ้นส่งเสริมให้ประเทศเหล่านี้เป็นพันธมิตรกับวอชิงตันในประเด็นปัญหาด้านความมั่นคงแหงชาติ โดยครอบคลุมถึงเรื่องการควบคุมการส่งออก, การคัดกรองและการแซงก์ชั่นคว่ำบาตรการลงทุนจากต่างประเทศ ที่ผ่านมาปักกิ่งได้กล่าวเตือนประเทศต่างๆ ครั้งแล้วครั้งเล่าว่า อย่าได้ลงนามในข้อตกลงกับสหรัฐฯที่เป็นการบ่อนทำลายผลประโยชน์ของแดนมังกร แต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นกรณีแรกที่ปักกิ่งออกมาแสดงความข้องใจโดยตรงเช่นนี้
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่เปิดเผยต่อสาธารณชนดังกล่าวนี้ เป็นการสาธิตให้เห็นถึงพื้นที่อันจำกัดจำเขี่ยที่พวกชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถยักย้ายถ่ายเท ในระหว่างชาติเจ้าของเศรษฐกิจซึ่งใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 1 และอันดับ 2 ของโลก 2 รายนี้ ทั้งนี้จีนคือหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและการค้ารายสำคัญ ทว่าการคุกคามด้วยภาษีศุลกากรของทรัมป์ก็ทำให้ประเทศต่างๆ ต้องยอมทำดีลผ่อนปรนอ่อนข้อทางการค้าและการลงทุนกับสหรัฐฯ
ข้อตกลงกับ 2 ประเทศนี้ เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาทางการค้าหลายฉบับที่แถลงเปิดเผยออกมาในเดือนตุลาคม ระหว่างการเยือนเอเชียทริปแรกของทรัมป์ภายหลังได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่สอง ซึ่งก็รวมไปถึงดีลที่สหรัฐฯทำกับเวียดนามและประเทศไทยด้วย สำหรับข้อตกลงที่ทำกับมาเลเซียเท่าที่มีการเปิดเผยกันนั้น กัวลาลัมเปอร์สัญญาจะให้ช่องทางแบบอนุเคราะห์เป็นพิเศษสำหรับสินค้าและบริการต่างๆ ของสหรัฐฯในการเข้าสู่แดนเสือเหลือง เวลาเดียวกันทำเนียบขาวก็ยกเว้นให้สินค้ามาเลเซียบางรายการไม่ถูกจัดเก็บภาษีศุลกากรต่างตอบแทนที่ทรัมป์ให้จัดเก็บจากแดนเสือเหลืองในอัตรา 19%
แต่ในข้อตกลงฉบับเดียวกันนี้เอง เป็นที่คาดหมายกันว่ามาเลเซียจะต้องดำเนินมาตรการจำกัดการค้าที่วอชิงตันบังคับใช้กับประเทศต่างๆ โดยอ้างเหตุผลทางเศรษฐกิจหรือเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ นอกจากนั้นกัวลาลัมเปอร์ยังต้องเข้าร่วมกับสหรัฐฯในการใช้มาตรการควบคุมแลการแซงก์ชั่นคว่ำบาตรการส่งออกสำหรับพวกเทคโนโลยีที่อ่อนไหว ตลอดจนการป้องกันไม่ให้พวกบริษัทมาเลเซียช่วยเหลือชาติอื่นๆ ในการหลบเลี่ยงมาตรการเหล่านั้นของสหรัฐฯ
จากข้อตกลงกับสหรัฐฯนี้ มาเลเซียยังจะต้องสำรวจจัดทำกลไกที่จะใช้ตรวจสอบทบทวนการลงทุนจากต่างประเทศซึ่งอาจมีความเสี่ยงสำหรับความมั่นคงแห่งชาติ โดยครอบคลุมถึงความเกี่ยวพันกับพวกแร่ธาตุสำคัญยิ่งยวดและพวกโครงสร้างพื้นฐานสำคัญยิ่งยวดทั้งหลาย
กระทรวงการค้ามาเลเซียให้คำตอบแก่การสอบถามของบลูมเบิร์กนิวส์ว่า แดนเสือเหลือง “เปิดกว้างอยู่เสมอในการหารือเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นความกังวลร่วมกันและเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน กับรัฐบาลของพวกหุ้นส่วนการค้าของเรา รวมทั้งประเทศจีน ในการส่งเสริมเกื้อกูลสภาพแวดล้อมทางการค้าที่มั่นคงและอิงอยู่กับระเบียบกฎเกณฑ์ และเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ชื่อเสียงของเราในฐานะที่เป็นหุ้นส่วนทางห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อถือได้รายหนึ่ง”
สำหรับกัมพูชานั้น ข้อตกลงฉบับที่ทำกับสหรัฐฯมีการย้ำยืนยันว่า พนมเปญจะยกเลิกภาษีศุลกากรทั้งหมดที่จัดเก็บจากอาหารและสินค้าการเกษตรนำเข้าจากสหรัฐฯ ตลอดจนผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรมทั้งหมด เพื่อเป็นการตอบแทน ทำเนียบขาวได้ระบุจัดทำรายชื่อสินค้าหลายร้อยรายการซึ่งสหรัฐฯวางแผนไว้ว่าจะยกเว้นไม่เก็บภาษีศุลกากรต่างตอบแทนอัตรา 19%
ทำนองเดียวกับมาเลเซีย ข้อตกลงได้เรียกร้องกัมพูชาให้ต้องปฏิบัติตามระบบควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ และสิ่งที่วอชิงตันเรียกว่า รายชื่อหน่วยงานและบุคคล (entity list) ของกิจการและบุคคลที่ถูกสหรัฐฯสั่งห้ามทำธุรกรรมต่างๆ ด้วย นอกจากนี้แล้ว กัมพูชายังจะต้องร่วมมือเมื่อสหรัฐฯร้องขอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับกิจกรรมทางการลงทุนในกัมพูชาของพวกประเทศที่สาม
ข้อตกลงที่สองประเทศนี้ทำกับสหรัฐฯระบุอีกว่า มาเลเซียและกัมพูชายังจะต้องเพิ่มพูนการค้าด้านกลาโหมกับสหรัฐฯ และสัญญาที่จะปราบปรามพฤติการณ์การขนส่งถ่ายลำสินค้า (Transshipment of goods) ซึ่งหมายถึงการถ่ายย้ายสินค้าจากยานพาหนะหนึ่งไปยังอีกยานพาหนะหนึ่งที่ท่าเรือหรือศูนย์กลางการขนส่งสินค้า เพื่อดำเนินการต่อไปยังจุดหมายปลายทาง
(ที่มา: บลูมเบิร์ก)


