เป็นความอื้อฉาวร้าวรานใจครั้งเอิกเกริกสำหรับปรินซ์แฮร์รี พระราชโอรสพระองค์เล็กแห่งสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ซึ่งถูกแฉด้านมืดอย่างดุเดือดด้วยถ้อยคำหนักแน่นสุภาพ แต่เฉือนเชือดเลือดกระฉอกกระทั่งว่าภาพลักษณ์แสนดีแห่ง ‘สุภาพบุรุษเจ้าชายใจบุญ เป็นกันเองกับชาวแอฟริกันทั้งปวง’ ถูกกรีดย่อยยับในวันที่ทรงประกาศลาออกจากตำแหน่งองค์อุปถัมภกแห่ง ‘องค์การกุศลเซนเทบัลลี’ เพื่อเด็กกำพร้าเพราะพิษโรคเอดส์และเอชไอวีในภูมิภาคแอฟริกาใต้
ทั้งหลายทั้งปวงกลายเป็นเรื่องร้อนระบม เนื่องจากในแถลงการณ์ประกาศลาออกดังกล่าว พระองค์โจมตีกล่าวโทษดร.โซฟี ชันดาวก้า ประธานเซนเทบัลลี ว่าสร้างความแตกแยกในองค์กรเพื่อรักษาตำแหน่งของตัวเธอ ซึ่งเป็นเหตุให้พระองค์ตัดสินพระทัยโบกมือลา ในการนี้ ปรินซ์ทรงโดนฟาดกลับด้วยคำเปิดโปงอย่างที่ไม่เห็นแก่เลือดขัตติยาหรือหัวโขนเจ้าชายที่ทรงครองอยู่ จนเน่ากระฉ่อนไปทั่วโลก
โดยในวันอังคารที่ 25 มีนาคม 2025 ทีมงานพีอาร์ของปรินซ์แฮร์รีส่งเอกสารแถลงการณ์ไปยังเดอะไทมส์ สื่อมวลชนค่ายใหญ่จอมเก๋าผู้ทรงอิทธิพลของอังกฤษ โดยเป็นการมอบข้อมูลแบบไม่เป็นทางการ และมอบให้เดอะไทมส์เพียงเจ้าเดียว เพื่อแจ้งทราบว่าปรินซ์และเจ้าชายซีอิโซแห่งเลโซโทผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรการกุศลเซนเทบัลลี ได้ตัดสินพระทัยลาออกจากตำแหน่งองค์อุปถัมภก เดลิเมลออนไลน์รายงานอย่างนั้น
แถลงการณ์ดังกล่าวที่เผยแพร่ในฐานะแถลงการณ์ร่วมของสองปรินซ์ซีอิโซ แจ้งทราบถึงความขัดแย้งแตกหักภายในองค์กร ซึ่งปรินซ์ทรงระบุตัวบุคคลกันชัดๆ เลยทีเดียว ว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างทรัสตีห้ารายของเซนเทบัลลี กับดร.ชันดาวก้า ผู้เป็นประธานคณะกรรมการทรัสตี ลุกลามไปถึงขั้นแตกหักเกินการเยียวยา และก่อให้เกิดสถานการณ์ที่ไม่อาจจะปรองดองกันได้”
ในการนี้ ปรินซ์แฮร์รีทรงพรรณนาว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอะไรที่ไม่เคยคิดเลยว่าจะเกิดขึ้น ซึ่งตัวพระองค์และปรินซ์ซีอิโซก็ทรงช็อกอย่างยิ่งที่จะต้องทำการลาออกเยี่ยงนี้ พระองค์บอกอย่างน่าซาบซึ้งใตว่า เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้วมา พระองค์ช่วยกันก่อตั้งเซนเทบัลเลเพื่อเป็นเกียรติแด่พระมารดา และก็ได้ตั้งชื่อองค์การกุศลนี้ว่า เซนเทบัลลี ซึ่งในเลโซโทชื่ออันไพเราะนี้มีความหมายว่า Forgot-Me-Not
Forgot-Me-Not หรือก็คือ อย่าลืมฉัน เป็นชื่อของดอกไม้ที่พระมารดาไดอาน่าทรงโปรดปราน
เดลิเมลออนไลน์รายงานด้วยว่าในแถลงการณ์ร่วมซึ่งเผยแพร่อย่างไม่เป็นทางการ ปรินซ์แฮร์รีโอดครวญว่า ด้วยดวงพระทัยที่หนักหน่วง ตัวพระองค์และปรินซ์ซีอิโซลาออกจากเซนเทบัลลีไปก่อนจนกว่าจะมีการแจ้งเพิ่มเติมใดๆ โดยเป็นไปเพื่อสนับสนุนและแสดงความเป็นเอกภาพกับทรัสตีทั้ง 5 ท่านที่ลาออกไปเรียบร้อยแล้ว
พร้อมนี้ เดลิเมลออนไลน์รายงานถึงประเด็นที่ปรินซ์ทรงโจมตีดร.ชันดาวก้า ว่า
“บรรดาทรัสตีดำเนินการอันเป็นประโยชน์สูงสุดแก่เซนเทบัลลี ได้แก่ การร้องขอให้ดร.ชันดาวก้า ลาออก แต่เธอนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลเพื่อรักษาตำแหน่งของตัวเธอเอง ทว่า นั่นส่งผลบั่นทอนความสัมพันธ์ที่ร้าวฉานหนักอยู่แล้ว ให้ย่ำแย่ยิ่งขึ้น”
สำหรับที่มาที่ไปของปมขัดแย้งกรณีนำเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลนั้น เดลิเมลได้รับข้อมูลจากหลายแหล่งข่าวซึ่งเจาะลึกทั้งในประเด็นทรัสตี และประเด็นการฟ้องร้องไปยังศาลสถิตยุติธรรม ดังนี้
เมื่อดร.ชันดาวก้า ปฏิเสธที่จะลาออกจากตำแหน่งประธานบอร์ดทรัสตี ทรัสตีทั้ง 5 รายจึงพยายามจะผลักดันให้เธอพ้นจากตำแหน่งด้วยวิธีจัดประชุมบอร์ด แล้วจะร่วมใจกันยกมือโหวตขับไล่เธอ
ดังนั้น ดร.ชันดาวก้าจึงต่อสู้ด้วยการหอบหลักฐานต่างๆ ไปยื่นคำร้องต่อศาลสูงอังกฤษ เพื่อขอคำสั่งห้ามจัดประชุม เพราะเห็นได้ชัดว่าทรัสตีกำลังฮั้วกันเพื่อเล่นงานเธออย่างไม่ถูกต้อง ขณะที่แหล่งข่าวของเดลิเมลไม่มีหลักฐานอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการเดินเรื่องที่ศาลสูงอังกฤษ แต่ก็ได้เล่าสู่เดลิเมลออนไลน์ว่า ศาลยังไม่ได้อนุมัติคำสั่งห้ามจัดประชุม ตามคำร้อง โดยยังอยู่ในระหว่างเตรียมไต่สวน
แต่แล้ว ... โดยไม่มีใครทราบสาเหตุ ปรากฏว่าการเตรียมประชุมบอร์ดทรัสตีเซนเทบัลลีถูกยกเลิกไปเอง ดังนั้น ผู้พิพากษาจึงมีข้อยุติว่า “การจะไต่สวนกันต่อไปนั้น สิ้นความจำเป็นแล้ว”
ในการนี้ ปรินซ์แฮร์รีไม่ได้ถูกโยงไว้ในเรื่องราวความขัดแย้งเหล่านี้
ปรินซ์แฮร์รีถูกกรีดอิมเมจย่อยยับ: เพราะกล่าวโทษปธ.เซนเทบัลลี สร้างความแตกแยกเพื่อรักษาเก้าอี้ จึงโดนฟาดกลับ “เหยียดผิว กลั่นแกล้งรังแกสตรีผิวดำ เล่นเกมว่าตกเป็นเหยื่อแต่ก็ทำตัวเหนือกฎหมาย ฯลฯ”
ข่าวปรินซ์แฮร์รีทรงลาออกจากองค์การกุศลเซนเทบัลลี กลายเป็นกระแสครึกโครมเซอร์ไพรสกันมากมาย เพราะนอกจากที่ปรินซ์แฮร์รีทรงร่วมก่อตั้งแล้ว ยังช่วยเหลือด้านการระดมเงินบริจาค แม้ทรงลาออกจากสถานภาพสมาชิกพระราชวงศ์อังกฤษ แต่ก็ยังรับเป็นพ่องาน จัดกิจกรรมแข่งกีฬาขี่ม้าโปโลเพื่อระดมทุนไปมอบแก่เซนเทบัลลี
ความเคลื่อนไหวของปรินซ์เป็นข่าวตื่นเต้นที่สะพัดไปทั่วโลกเพียงพักเดียว ก็มีปรากฏการณ์ฮือฮาเด้งที่สองเบียดขึ้นแทนที่ ซึ่งน่าตกใจและดุเดือดเลือดพล่านกว่ากันอย่างล้นพ้น เมื่อดร.ชันดาวก้า นักกฎหมายการเงินผลผลิตแห่งสถาบันกฎหมายออกซ์ฟอร์ด กรุงลอนดอน ออกเอกสารคำชี้แจงโต้ตอบแถลงการณ์ของปรินซ์แฮร์รี เผยแพร่ไปยังสื่อมวลชนทั้งปวง โดยให้ข้อมูลแกมเปิดโปงหลายๆ เรื่องเบื้องลึกเบื้องหลังแบบ ‘แฉเพื่อทราบ’
แม้จะไม่มีการระบุพระนามของปรินซ์แฮร์รี แต่ดร.ชันดาวก้าก็มิได้ปกปิดเลยว่าคำประณามทั้งปวงพุ่งไปยังแห่งหนไหน ซึ่งสาธารณชนต่างก็ทราบได้ว่าเธอหมายถึงใคร เดลิเมล์ออนไลน์รายงานอย่างนั้น
“มีการ ‘ปกปิดซุกซ่อน’ อยู่ในองค์การกุศลเซนเทบัลลี” เดลิเมลออนไลน์ระบุว่าดร.สาวนักกฎหมายการเงินแห่งนครนิวยอร์กหย่อนระเบิดดังกล่าวไว้ในคำแถลงของเธอ พร้อมแฉด้วยว่า
“การบริหารจัดการในระดับผู้บริหารตำแหน่งสูงๆ เต็มไปด้วยความหละหลวม มีการใช้อำนาจในทางที่ผิด การรังแกและกลั่นแกล้ง การเหยียดเพศ การเหยียดผิว และการเหยียดสตรีผิวดำ”
ยิ่งกว่านั้น ดร.ชันดาวก้ายังฟาดกลับหลายชุดใหญ่ไปถึงใครบางคนที่สาธารณชนต่างทราบดีว่าเป็นใครคนไหน
“คนที่ทำตัวราวกับว่าพวกตนอยู่เหนือกฎหมาย และปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไม่ถูกต้อง และเป็นคนประเภทที่ เอาแต่จะเล่นบทบาทว่าตัวเองถูกคนอื่นทำร้าย อีกทั้งยังใช้ประโยชน์จากสื่อมวลชนที่พวกตนนั้นดูหมิ่นเหยียดหยาม เพื่อจะทำร้ายผู้ที่กล้าหาญพอจะท้าทายการกระทำไม่ถูกต้องของตน
เดลิเมลออนไลน์นำหลายประโยคแห่งความเป็นจริงในคำแถลงของผู้หญิงเก่งจากซิมบับเว ยกขึ้นมาเน้นย้ำ ทั้งนี้ หากเธอไม่ได้เปิดหน้าฟาดหนัก เพื่อวีวีไอพีคนดี-ใครสักคน เธอต้องหลุดจากตำแหน่งประธานเซนเทบัลลีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“ดิฉันเป็นคนแอฟริกันซึ่งได้รับโอกาสให้เข้าสู่แวดวงการศึกษาและการงานอาชีพอันดีงามในระดับโลก ดิฉันไม่หวั่นกลัวอะไรเมื่อจะต้องยืนหยัดเพื่ออุดมการบางสิ่งบางอย่าง เช่น เพื่อบรรดาสตรีแอฟริกันท่านอื่นๆ ผู้ที่ยังไม่ได้รับโอกาสและเครื่องมือสู่ชีวิตที่ดีกว่า”
พร้อมนี้ ประธานองค์การกุศลเซนเทบัลลีแตะไปถึงปัญหาการทุจริตฉ้อโกงและความแตกแยกด้วยว่า
“ตั้งแต่เริ่มแรกเลย ดิฉันเลือกที่จะเข้าร่วมภารกิจในเซนเทบัลลีในฐานะผู้ที่ภาคภูมิใจต่อความเป็นชาวแอฟริกัน ทุกสิ่งที่ได้ดำเนินการในเซนเทบัลลี คือ มุ่งสรรค์สร้างความซื่อสัตย์สุจริตและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันภายในองค์กร ตลอดจนมุ่งเพื่อประโยชน์ของเยาวชนที่เราอาสาเข้าไปดูแล การปฏิบัติงานของดิฉันอยู่ในหลักแห่งความยุติธรรมและความเท่าเทียมแด่ทุกคน โดยไม่คำนึงถึงสถานะทางสังคมหรือฐานะทางการเงิน”
“ท่านอาจจะถามตนเองว่า: ทำไมประธานบอร์ดจึงรายงานความไม่ถูกต้องของทรัสตีในทีมตนเองไปยังกรรมาธิการกำกับดูแลองค์การกุศล? และทำไมศาลสูงแห่งอังกฤษแอนด์เวลส์จึงรับคำร้องไปเรียกไต่สวน ถ้าคดีนี้ไม่มีคุณค่าต่อสาธารณชน?
“คำตอบคือ ภายใต้นิยายที่แต่งขึ้นมาเพื่อนำไปฟ้องสื่อมวลชนว่าตนเองตกเป็นเหยื่อนั้น เรื่องจริงมีอยู่ว่า ผู้หญิงคนหนึ่งกล้าเป่านกหวีดเตือนภัยในเรื่องพฤติกรรมแห่งธรรมาภิบาลที่ย่ำแย่ การดำเนินงานที่หละหลวมของผู้บริหารระดับสูง การใช้อำนาจในทางที่ผิด การรังแกกลั่นแกล้งเล่นงานดิฉัน การเหยียดเพศ ตลอดจนการเหยียดสตรีผิวดำ อีกทั้งการปกปิดซุกซ่อนการกระทำที่ไม่ถูกต้องต่างๆ
“ดิฉันแค่เป็นผู้หญิงมีการศึกษาดีคนหนึ่ง ซึ่งเข้าใจว่ากฎหมายจะช่วยนำทางและปกป้องดิฉัน ในตอนนี้ ดิฉันมีภารกิจสำคัญเรื่องเดียวคือ จะมุ่งมั่นในเรื่องเงินบริจาคที่จะต้องใช้สนับสนุนงานเพื่อเยาวชน เพราะการต่อสู้ในกลุ่มอำนาจระหว่างภูมิภาคของโลกกำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเงินบริจาคเพื่อภารกิจของเซนเทบัลลีในทวีปแอฟริกา” ดร.ชันดาวก้าแถลงอย่างนั้น โดยแฝงภาพสถานการณ์วิกฤติการณ์ความไม่ถูกต้องไว้ในถ้อยคำทุกเม็ดคำ
พร้อมนี้ เธอย้ำด้วยว่า เธอได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่มีอำนาจชี้ถูกชี้ผิด
“ดิฉันเป็นหนี้บุญคุณของบรรดาท่านที่ยืนเคียงข้างดิฉัน และตอบรับเมื่อดิฉันขอความช่วยเหลือไป เพื่อให้พันธกิจแห่งเซนเทบัลลีสามารถเดินหน้าต่อไป”
งานนี้ ราวจะรู้อะไรลึกล้ำแต่ยังไม่รายงาน สื่อค่ายใหญ่ยักษ์ทั้งปวงไม่มีการโยงไปถึงสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์แม้แต่น้อย
เจ้าชายแฮร์รีเหนียวแน่นกับฝ่าย 5 ทรัสตี ซึ่งต้านสุดลิ่มวีนใส่ ‘ประธานบอร์ดทรัสตี’ เพราะเธอเดินหน้าปรับโครงสร้างเซนเทบัลลี โดยจะย้าย “ปฏิบัติการด้านเงินบริจาค” ออกจากลอนดอน ไปยังแอฟริกา
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากวิกฤติแห่งการแฉบรรลือโลกเมื่อวันอังคารที่ 25 มีนาคม ทำให้ปรินซ์แฮร์รีปั่นป่วนเสียกระบวนไปหมด เดลิเมลออนไลน์รายงาน
กระนั้นก็ตาม ภาพลักษณ์ที่เน่าสนิทของเจ้าชายอังกฤษ (ผู้ซึ่งมักจะห่วงภาพลักษณ์ไป ก็ทรงอื้อฉาวไป) ไม่ได้เป็นอะไรที่เหนือความคาดหมายของสาธารณชน เพราะเรื่องอื้อฉาวของพระองค์อุบัติบ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากพระองค์ทรงมีอดีตนักแสดงอย่างเมแกน มาร์เคิล มาเป็นพระชายา
แต่ก็น่าสลดใจ ในเมื่อองค์การกุศลเซนเทบัลลีได้สร้างสิ่งดีงามมากมายอย่างต่อเนื่องให้แก่ภูมิภาคแอฟริกาใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การช่วยเหลือเด็กกำพร้าชาวแอฟริกันในครอบครัวที่คุณพ่อคุณแม่เสียชีวิตเพราะโรคเอดส์ และเด็กๆ ก็จะต้องอยู่รอดให้ได้ในท่ามกลางการระบาดของเชื้อเอชไอวี ภายในประเทศเลโซโท ตลอดจนประเทศเพื่อนบ้านซีกตะวันออกเฉียงเหนือ คือ บอตสวานา พร้อมกันนี้ ยังช่วยประคองภาพลักษณ์เชิงบวกให้แก่ปรินซ์แฮร์รีมาโดยตลอดสองทศวรรษ
ที่ผ่านมา บรรดาบรรณาธิการข่าวของเดลิเมลออนไลน์ ซึ่งติดตามเรื่องราวหวือหวาทั้งปวงของสำนักพระราชวังอังกฤษ บอกว่าเห็นร่องรอยความไม่โอเคในแวดวงผู้บริหารระดับสูงของเซนเทบัลลีมาตั้งแต่กลางปีที่แล้ว 2024 อันได้แก่ การที่บิ๊กๆ หลายรายทยอยลาออก รวมทั้งระดับซีอีโอ ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของเจ้าชายแฮร์รีมายาวนาน
แต่การต่อสู้ในระดับหัวๆ ของเซนเทบัลลีเพิ่งจะแตกโพละแจ่มแจ้งให้ท่านผู้ชมได้ซี้ดซ้าดกัน ทั้งๆ ที่บรรดาคีย์แมนสายปรินซ์แฮร์รี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทรัสตี 5 ราย มีความไม่พอใจในการดำเนินงานของดร.ชันดาวก้าตั้งแต่ที่เธอได้รับแต่งตั้งเป็นประธานเซนเทบัลลีในเดือนกรกฎาคม 2023 เพราะเธอไม่ใช่คนของปรินซ์แฮร์รีมาโดยตลอด เดลิเมลออนไลน์รายงานไว้ตั้งแต่วันพุธ 26 มีนาคม โดยอ้างแหล่งข่าวคนวงในตัวจริงเสียงจริง
แหล่งข่าวรายนี้ให้ข้อมูลว่าต้นตอของการแตกหัก มาจากการตัดสินใจของดร.ชันดาวก้า ที่จะโยกย้ายการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการระดมเงินบริจาคสนับสนุนเซนเทบัลลี ให้ไปอยู่ที่แอฟริกา และที่ผ่านมา ก็ปรากฏว่าบุคคลสำคัญหลายรายของเซนเทบัลลีทยอยตีจากองค์กร
ยิ่งเมื่อได้เห็นข้อชี้แจงโต้ตอบในเอกสารคำแถลงของประธานเซนเทบัลลี ฝ่ายต่างๆ ก็เห็นไส้ในของ “การแตกหักเกินการเยียวยา” นี้ได้ไม่ยาก มันจะเป็นเรื่องเงินทองของบาดใจดั่งที่แหล่งข่าวของเดลิเมลออนไลน์ให้เบาะแสไว้ใช่หรือไม่ เหนือกว่านั้นคือ ท่านผู้ใหญ่ใครบางคนอาจจะตัดสินใจให้ลงมือผ่าตัดใหญ่ แก้ปัญหาแบบยกเครื่องหรือเปล่า เพื่อเห็นแก่ความยั่งยืนของเซนเทบัลลี และเพื่อเสริมสร้างกำลังใจแก่ผู้บริจาคทั้งน้อยและใหญ่
ข้อสังเกตนี้อิงอยู่กับปรากฏการณ์จริงที่ไม่มีผู้ใหญ่ฝ่ายใดออกมายับยั้งการลาออก ทั้งๆ ที่ความเคลื่อนไหวของปรินซ์แฮร์รีสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วโลก กล่าวคือ ในเมื่อเซนเทบัลลีมีภาพลักษณ์ว่าเป็นองค์กรของปรินซ์แฮร์รี แต่การที่ผู้หญิงซิมบับเว เจ้าของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Member of British Empire - MBE ซึ่งไม่ได้อยู่ในสายของปรินซ์แฮร์รี ได้รับการเลื่อนชั้น จากที่เคยเป็นแค่อดีตทรัสตีคนหนึ่ง ผงาดขึ้นเป็นประธานบอร์ดทรัสตี โดยคว้าเก้าอี้เกียรติยศออกไปจากประธานรายเดิมที่เป็นผู้ชายผิวขาวฐานะทางสังคมสูงส่ง และครองตำแหน่งสำคัญนี้มาอย่างต่อเนื่องกว่า 11 ปี
หนำซ้ำเธอยังกล้าหาญมากพอที่จะปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อแก้ปัญหาการบ่อนทำลายไม่ให้การบริหารจัดการเม็ดเงินบริจาค ทั้งขาเข้าและขาออก ได้ไปอยู่ที่แอฟริกา
ย่อมต้องบอกว่า ที่มาที่ไปของดร.ชันดาวก้า ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่แท้ ยิ่งกว่านั้น การเปลี่ยนให้คนของปรินซ์แฮร์รีพ้นจากตำแหน่ง และแต่งตั้งดร.ชันดาวก้าเข้าไปแทนที่ ยิ่งไม่ธรรมดามหาศาลมากกว่า
-ความเปลี่ยนแปลงในเซนเทบัลลี เป็นจริงขึ้นมาได้อย่างไร
-ใครคือซูเปอร์บิ๊กตัวจริง
-และการลุกขึ้นล้วงลูกกันขนาดนี้ ต้องมีนัยสำคัญมหาศาลทีเดียวจริงหรือไม่
-ยิ่งกว่านั้น การที่ปรินซ์แฮร์รียอมถอยออกจากองค์กรที่พระองค์เป็นผู้ก่อตั้ง มันคือการดับเครื่องชนเผื่อให้ช่วยให้พระสหายในกลุ่ม 5 ทรัสตีเป็นฝ่ายชนะประธานบอร์ด จริงล่ะหรือ
หรือมันเป็นอะไรที่ตรงกันข้ามสุดๆ
3 บรรณาธิการสุดป็อปปูลาร์แห่ง“ค่ายเดลิเมล”ฟันธง พิษแฉปรินซ์แฮร์รีทำพระองค์หมดเครดิตเป็น ‘สุภาพบุรุษเจ้าชายนักสังคมสงเคราะห์’ และยืนยัน ดร.ชันดาวก้า แม่นกฎหมายและเก๋าเกมขั้นสุด
ด้านสามบรรณาธิการสุดป็อปปูลาร์แห่งเครือข่ายสื่อยักษ์เดลิเมล ร่วมกันวิเคราะห์ศึกเซนเทบัลลีในรายการ Palace Confidential ลับสุดยอดแห่งพระราชวัง ซึ่งถ่ายทอดสดในวันพฤหัสบดีที่ 27 มีนาคม 2025 โดยรายการทีวีออนไลน์ของเดลิเมลนำผู้เชี่ยวชาญการพระราชวงศ์มาคุยข่าวจักรๆ วงศ์ๆ แสนแซ่บ สัปดาห์ละครั้ง ซึ่งจะมีการเข้าชมครั้งละ 3-4 แสนรายเสมอ เพราะบรรดาบทสนทนาจะมากมายไปด้วยหลักฐานกระซิบที่ยากจะเข้าถึง
“ขอบอกไว้ให้กระจ่างตรงนี้นะครับว่า ประเด็นต่างๆ ของดร.ชันดาวก้า จะสร้างความเจ็บปวดลึกล้ำให้แก่ปรินซ์แฮร์รี แต่ละประเด็นล้วนสร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้พระองค์”
ริชาร์ด อีเดน ผู้เชี่ยวชาญการพระราชวงศ์และ บ.ก.โต๊ะไดอารีของเดลิเมล ฟันธงอย่างนั้นเมื่อพิธีกรถามว่าข้อกล่าวหาทั้งหลายของประธานเซนเทบัลลี จะสร้างผลกระทบต่ออิมเมจของปรินซ์แฮร์รี ในฐานะคนเด่นคนดังของแวดวงสาธารณกุศล หรือไม่
“ผมหมายความอย่างนี้ครับ คือ ลองคิดดูนะครับ ไอเดียของเดอะซัสเซกซ์มีอยู่ว่า ปีนี้จะเป็นปีทำเงินสร้างรายได้สำหรับเมแกน ซึ่งก็รู้ๆ กันว่าผู้คนต่างเอือมเต็มกลืนกับเธอ
“ส่วนปรินซ์แฮร์รีก็จะตั้งหน้าตั้งตาไปในพระภารกิจการกุศล ซึ่งหลักๆ จะมีอินวิคตัส เซนเทบัลลี และอื่นๆ อีกสองสามโครงการ ดังนั้น มันไม่ใช่เรื่องดีเลยที่ทรงถูกกล่าวหาว่าเหยียดผิว เหยียดเพศ
“ทุกคนก็ทราบ มันคือกงกรรมกำเกวียนน่ะครับ คงจำได้ว่านี่เป็นข้อกล่าวหาที่ทั้งสองใช้เล่นงานพระราชวงศ์ในตอนที่ให้สัมภาษณ์รายการโอปราห์วินฟรีย์ ผมมองเรื่องนี้ว่ามันหวนกลับมาห้ำหั่นปรินซ์กับเมแกน”
ดร.โซฟี ชันดาวก้า ผู้บริหารระดับสูงในแวดวงวีไอพีอังกฤษ ถือกำเนิดในประเทศซิมบับเว ได้รับการศึกษาด้านกฎหมายระดับโพสต์แกรดจูเอทจากสถาบันกฎหมายออกซ์ฟอร์ด ในกรุงลอนดอน เธอมีถิ่นฐานการงานอยู่ในนครนิวยอร์ก และมีบทบาทในองค์การกุศลเซนเทบัลลีช่วงระหว่างปี 2009-2015 ซึ่งเธอได้รับเชิญให้เข้าเป็นทรัสตีรายหนึ่งของเซนเทบัลลี เดลิเมลออนไลน์รายงาน
โปรไฟล์ของเธอมีผลงานเกียรติภูมิต่างๆ รวมถึงบทบาทการกำหนดยุทธศาสตร์ และการดำเนินงานให้แก่บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ ทั้งในด้านเทคโนโลยี ด้านลูกค้ารายย่อย ตลอดจนด้านวาณิชธนกิจ
นักกฎหมายด้านการเงินคนนี้เป็นนักรณรงค์ส่งเสริมความหลากหลายและความเท่าเทียมในสถานที่ทำงานสำหรับสตรีผิวดำ ซึ่งทำให้เธอได้อยู่ในพระเนตรพระกรรณของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ จนกระทั่งได้รับพระราชทานเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นเบญจมาภรณ์ “MBE – Member of British Empire” จากควีน ในปี 2021
สาวเก่งระดับหัวกะทิของซิมบับเวได้พิสูจน์ตัวเองในด้านความเก่ง ความมุ่งมั่นพัฒนาสังคมแอฟริกันที่ด้อยโอกาส ตลอดจนความจงรักภักดีต่อพระราชวงศ์ ดังนั้น ในเดือนกรกฎาคม 2023 เธอได้รับมอบภารกิจสำคัญอย่างยิ่งยวด ซึ่งเปิดฉากด้วยการถูกแต่งตั้งเป็นประธานเซนเทบัลลี โดยผู้ที่เสียตำแหน่งนี้คือ จอห์นนี ฮอร์นบี คนสนิทของปรินซ์แฮร์รี ซึ่งครองตำแหน่งเบอร์หนึ่งนาน 5 ปี และมีบทบาทในบอร์ดทรัสตีอย่างต่อเนื่องยาวนานรวมทั้งสิ้นกว่า 11 ปี
ในห้าสิบกว่านาทีที่ร่วมสนทนาข่าวรายการ Palace Confidential เมื่อพฤหัสบดีที่ 27 มีนาคม 2025 บ.ก.ชาร์ลอตต์ กริฟฟิธส์ บรรณาธิการคนหนึ่งของเดอะเมลซันเดย์ ฟันธงถึงผลกระทบใหญ่หลวงหนักหน่วงจากคำแถลงของดร.ชันดาวก้าว่า ผลกระทบที่ปรินซ์แฮร์รีได้รับนั้น
“ไม่ใช่แค่ทิ่มแทง แต่รุนแรงขั้นเชือดเฉือนเลือดสาดค่ะ มีใบมีดโกนคมกริบหยอดไว้เป็นระยะตลอดทุกย่อหน้าของคำแถลงของดร.ชันดาวก้า”
บ.ก.คนหนึ่งของเดอะเมลซันเดย์วินิจฉัยอย่างนั้น พร้อมกับยืนยันความเก่งกาจสามารถรอบตัวของดร.โซฟี ชันดาวก้า ดังนี้
“เธอเดินเรื่องอย่างเป็นระบบ และเธอมีศักยภาพรอบด้านเลยค่ะผู้หญิงคนนี้ เธอสอบเข้าเรียนกฎหมายที่ออกซ์ฟอร์ด และประวัติการทำงานของเธอน่ะ น่าทึ่งมาก
“เธอเดินเรื่องกล่าวโทษพวกทรัสตีของเซนเทบัลลีในแบบที่มีขั้นตอนมีระบบดีมากค่ะ และในส่วนที่เปิดโปงปรินซ์แฮร์รีก็คมกริบหลายเรื่องเชียว ซึ่งรวมทั้งเรื่องเหยียดผู้หญิงผิวดำและเหยียดเพศ นอกจากนั้นยังมีข้อกล่าวหาว่าปรินซ์มักจะปล่อยข้อมูลไปถึงมือสื่อมวลชนไม่มากก็น้อย ทั้งที่พระองค์ก็ทรงดูหมิ่นเหยียดหยามสื่อมวลชน
“ประธานเซนเทบัลลีบอกอย่างนี้ด้วยค่ะว่า ‘ดิฉันเป็นคนกล้า ดิฉันเป่านกหวีดเตือนให้ทางการทราบถึงสถานการณ์ไม่ถูกต้องต่างๆ แล้วนี่ก็จึงทำให้ดิฉันถูกเล่นงาน’ ทั้งนี้ เธอกล่าวว่าปรินซ์ทรงข่มเหงให้ตัวเธอรู้สึกต้อยต่ำ
“มันเป็นคำแถลงที่กรีดลึกน่าอับอายเหลือเกิน ดิฉันที่ทำข่าวพระราชสำนักมานานก็ยังช็อกมากนะคะ
“สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับปรินซ์แฮร์รีกับองค์การกุศลเซนเทบัลลี และปรินซ์ซีอิโซ คือ ดร.ชันดาวก้าแตะในเรื่องกฎหมายถึงสองครั้ง แล้วเธอก็เป็นนักกฎหมาย เธอกุมสภาพเงื่อนไขทางกฎหมายได้ดีมากๆ เลยค่ะ”
เมื่อถูกถามว่ากรณีปรินซ์แฮร์รีทรงประกาศลาออก เป็นสัญญาณแรกของปัญหาในองค์การกุศลเซนเทบัลลีหรือไม่ บ.ก.ชาร์ลอตต์ตอบว่า
“ไม่ใช่ค่ะ ที่ผ่านมามีการทยอยลาออกเยอะเชียวค่ะ เช่น กรณีของแอนดรูว์ ทักเกอร์ ซึ่งปรินซ์แฮร์รีสนิทด้วยอย่างยิ่งและจะเรียกเขาว่า ทักส์ เสมอน่ะค่ะ ตอนที่เขาลาออก ดิฉันเป็นคนเขียนข่าวเอง
“ประเด็นการลาออกจะเป็นประมาณเรื่องเงินสปอนเซอร์องค์กร ทักส์มีบทบาทในด้านระดมเงินบริจาครายใหญ่ค่ะ ตอนที่เขาทิ้งเซนเทบัลลีเป็นช่วงที่ยอดบริจาคลดฮวบๆ หนักหนามาก”
พิษแฉ “แฮร์รี” รอบ 2 ไหม้เกรียมกว่ารอบแรก ดร.โซฟีเผยความอ่อนด้อยของปรินซ์: #สั่งเธอซึ่งเป็นเหยื่อ “เมแกนเหยียดผิว” ให้ช่วยดัชเชสแก้ตัว!! #ลุแก่อำนาจ เอาแต่ใจจนงานการเสียหาย #ขาดไร้ธรรมภิบาล ฯลฯ
ศึกใหญ่ระหว่างปรินซ์แฮร์รีและทีมพีอาร์แห่งมอนเตซิโต กับนักกฎหมายผู้เก่งฉกาจอย่าง ดร.ชันดาวก้า ในวันเลขสวย 25 มีนาคม 2025 ส่งผลให้พระสวามีของดัชเชสเมแกนได้รับความอับอายอย่างที่ไม่เคยประสบขนาดนี้มาก่อน เพราะกระแสสังคมเชี่ยวกรากชัดเจนว่าสาธารณชนเทใจเชื่อในข้อมูลของดร.ชันดาวก้า ผู้ซึ่งวางตัวได้ฉลาดและดีงามตั้งแต่คราวเกิดคลิปอัปยศ “เมแกนเหยียบย่ำศักดิ์ศรีผู้บริหารหญิงชาวซิมบับเว” และเมื่อเธอนำเสนอการเปิดโปงโฉมหน้าแท้จริงของปรินซ์แฮร์รี เธอก็ทำได้กำลังดี ไม่มากไม่น้อยเกินไป และตรงใจท่านผู้ชม
ผลกระทบที่กระแทกไปยังพระทัยของปรินซ์แฮร์รีคือ ทรงถูกฟันแสกหน้า กลายเป็นตัวตลก ตัวผู้ร้าย เป็นจำเลยสังคม ปรินซ์ทรงปั่นป่วนเสียกระบวนหนักหนา เดลิเมลออนไลน์รายงานอย่างนั้น
แล้วปรินซ์ก็ทำอย่างที่เคยเป็นมา คือ กบดานเยียวยาจิตใจ จนกว่าเรื่องจะซาตัว
กระนั้นก็ตาม ทีมงานของปรินซ์ซึ่งนำโดยเมแกน มาร์เคิล บัณฑิตรัฐศาสตร์และการแสดง (เป็นเมเจอร์ที่สองของเธอ) ตัดสินใจแก้เกม ด้วยวิธีด้อยค่าความน่าเชื่อถือของประธานเซนเทบัลลี
ดังปรากฏว่าน.พ.เคเลลโล เลโรโทลี คุณหมอแอฟริกัน พระสหายสนิทของปรินซ์ และเป็นหนึ่งใน 5 อดีตทรัสตี ไปออกทีวีออนไลน์ของค่ายสกายนิวส์ ในวันพฤหัสบดีที่ 27 มีนาคม เพื่อจะพูดออกสื่อว่า เท่าที่คุณหมอร่วมประชุมในบอร์ดทรัสตีของเซนเทบัลลี คุณหมอไม่เคยเห็นอะไรที่ดร.ชันดาวก้า พูดเลย ประมาณว่าคุณหมอประหลาดใจอย่างยิ่งกับคำกล่าวหาของประธานทรัสตี
ปรากฏว่าไม้เด็ดของทีมมอนเตซิโต คือ แป็กสนิท เพราะฝ่ายต่างๆ ล้วนทราบดีว่าคุณหมอมีความแนบแน่นกับปรินซ์แฮร์รีมานานกว่าสองทศวรรษ นอกจากนั้น คุณหมอมิได้มีอรรถาธิบายมายืนยันคำกล่าวของตนเอง ในภาษาชาวบ้านก็คือ งานหยาบ - พูดลอยๆ เพียงแค่มีเสียงเชียร์เกิดขึ้นในส่วนของปรินซ์แฮร์รี ผู้ซึ่งมีประวัติไม่งดงามเป็นจำนวนมาก และได้กระทำสิ่งที่ไม่งดงามต่อท่านพ่อและพระครอบครัวตระกูลวินด์เซอร์ครั้งแล้วครั้งเล่า กระทั่งว่าใครกล่าวเชียร์ปรินซ์ ก็ยากจะน่าเชื่อถือ
แม้การแก้เกมโดยทีมมอนเตซิโตจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ตกนรกของปรินซ์แฮร์รี แต่นักกฎหมายผู้เก๋าเกมการไฝว้ ใช้ยุทธศาสตร์สำคัญ คือ ฟาดกลับทุกครั้ง และทวีความรุนแรงในการฟาดกลับ ซึ่งมีผลดีในเชิงเทคนิค อันได้แก่ การข่มขวัญ เพราะทุกครั้งที่โจมตี ก็จะถูกโต้ตอบเป็นความเสียหายที่เจ็บลึกลงกระดูกหนักหนามากขึ้น
ดังนั้น ปรินซ์แฮร์รี พระสวามีของดัชเชสเมแกน จึงถูกแฉยับเยินเป็นระลอกที่สองภายในห้วงเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ไม่เหลือภาพลักษณ์สุภาพบุรุษสูงศักดิ์น้ำใจงามใดๆ เลย โดยดร.โซฟี ชันดาวก้า ประธานองค์การกุศลเซนเทบัลลีซึ่งปรินซ์กลายเป็นคนนอกของเซนเทบัลลีเรียบร้อยแล้ว ไปออกทีวีรายการ Sunday Morning ช่องสกายนิวส์ ที่มี เซอร์เทรเวอร์ ฟิลลิปส์ เป็นพิธีกร ในวันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2025
งานนี้ต้องนับว่าเดอะซัสเซกซ์เดินเข้าสู่หายนะโดยแท้ เพราะเรื่องเน่าเก่าปานกลางที่พระชายาเมแกน มาร์เคิล เคยทำอื้อฉาวไปทั่วโลกว่าเหยียดผิวและย่ำยีศักดิ์ศรีประธานเซนเทบัลลี สตรีชาวซิมบับเว ถูกรื้อฟื้นขึ้น พร้อมข้อมูล Unseen & Unknown 2 เด้งสาหัสก็ถูกเปิดเผยสู่ชาวโลก
เรื่องเน่าเก่าปานกลางนี้อุบัติในวันที่ 12 เมษายน 2024 ณ เวทีมอบถ้วยรางวัล“เซนเทบัลลีโปโลคัพ” แก่ทีมผู้ชนะการแข่งขันขี่ม้าโปโลการกุศลเพื่อเลโซโทและบอตซาวานา โดยพระชายาเมแกนป่วนให้เกิดโมเมนต์น่าอับอาย เพราะเธอไม่ยอมให้นักกฎหมายหญิงชาวซิมบับเว ซึ่งเป็นประธานเซนเทบัลลี ยืนถ่ายภาพหมู่เคียงข้างปรินซ์ของเธอ เดลิเมลออนไลน์รายงาน
ทั้งนี้ เมื่อดัชเชสขึ้นเวทีมอบถ้วยรางวัลเกียรติยศแก่ทีมของพระสวามี และต่อด้วยการถ่ายภาพกลุ่มโดยดัชเชสปักหลักยืนเกาะพระกรพระสวามีชื่นมื่น หลังจากนั้น เป็นคิวถ่ายภาพแสดงความยินดีโดยผู้แทนจากองค์กรการกุศลเซนเทบัลลี แต่คุณนายดัชเชสซึ่งหมดคิวของเธอแล้ว เกิดจะไม่ยอมลงจากเวทีและยืนกอดแขนพระสวามีอย่างเหนียวแน่น
ด้านดร.ชันดาวก้า ในชุดขาวสวยโชว์เค้าโครงของจอตู้มงามน่ามอง ก้าวขึ้นเวทีพร้อมกับสตรีผิวขาวคนหนึ่ง ในการนี้ โดยปกตินั้น ผู้จัดคิวเวทีจะแจ้งทราบล่วงหน้าว่าขอให้ท่านใดยืนตรงไหนในคิวใด เพื่อให้แผนการถ่ายภาพเป็นไปอย่างราบรื่น
ดร.โซฟี วีไอพีจากภูมิภาคแอฟริกาใต้ ก้าวไปยืนข้างขวาของปรินซ์แฮร์รี ส่วนสตรีผิวขาวที่ขึ้นไปพร้อมกันควรจะได้ยืนข้างซ้ายปรินซ์ผู้เป็นพระเอกของงาน แล้วปรินซ์กับสตรีผิวขาวก็จะร่วมกันถือหูของถ้วยรางวัลคนละข้าง ส่วนประธานเซนเทบัลลีทำหน้าที่รองมือใต้ฐานของถ้วยรางวัล แต่ในเมื่อดัชเชสไม่ยอมลงจากเวทีและปักหลักแนบชิดพระสวามี สตรีผิวขาวรายดังกล่าวก็ไม่ว่าอะไร ก็ขยับไปยืนข้างดัชเชส และชูถ้วยด้วยกันกับปรินซ์แฮร์รี
แต่แล้ว ปรากฏว่าดัชเชสกล่าวกับดร.ชันดาวก้าว่า ‘คุณอยากจะมายืนข้างนี้ไหมคะ’ พูดพลางออกอาการกำกับคิวละครเวที ด้วยการขยับแขนเรียก กระนั้นก็ตาม ดอกเตอร์สาวมิได้เคลื่อนกายไปตามคำสั่งกลายๆ นั้น สื่อหัวสีนาม เพจซิกซ์ รายงาน
ดร.ชันดาวก้าไม่ได้เคลื่อนย้ายที่ยืน เพราะน่าจะไม่เข้าใจ เนื่องจากผู้กำกับเวทีได้บอกตำแหน่งที่ยืนไว้ชัดเจนแล้ว ดังนั้น ในวินาทีต่อๆ มาของคลิป ท่านผู้ชมทั่วโลกจึงได้เห็นจากคลิปอันสุดแสนจะไวรัลว่า ดัชเชสผู้สวมชุดขาวผ่ากลางเพื่ออวดลิ้นปี่ โดยที่แผ่นอกเสื้อแบนราบดูเศร้าสร้อย ก็เริ่มอาการจิก โดยใช้นิ้วชี้ชี้ปักไปที่ข้างกายตนเอง ก่อนจะนึกได้ก็เปลี่ยนเป็นการผายมือ เพื่อให้วีไอพีสตรีแอฟริกัน เจ้าของจอตู้มน่าอิจฉา ขยับออกจากข้างพระกายปรินซ์แฮร์รี ไปยืนทางข้างซ้ายของตัวเธอ และในเวลาเดียวกัน สตรีผิวขาวที่ขึ้นเวทีไปด้วยนั้น ก็กล่าวกับดอกเตอร์ว่า ‘มาด้านนี้ค่ะ’
ดอกเตอร์สตรีแอฟริกันจึงขยับเคลื่อน แต่โมเมนต์น่าอับอายจากเมแกน มาร์เคิล ไม่ยุติง่ายๆ ซ้ำยังขยายตัวเพิ่มขึ้น
เพราะในบรรดาวินาทีเหล่านั้น หูของถ้วยรางวัลข้างหนึ่งอยู่ในพระหัตถ์ของปรินซ์แฮร์รี ส่วนหูถ้วยอีกข้างหนึ่งอยู่ในมือของสุภาพสตรีผิวขาว ประธานเซนเทบัลลีจึงต้องก้าวแบบย่อเข่าลง เพื่อให้ตนเองลอดผ่านด้านล่างของถ้วย แล้วไปยืนข้างกายเมแกน พร้อมกับจับฐานถ้วยรางวัลตามบทบาทที่ผู้กำกับเวทีตัวจริงแจ้งไว้ล่วงหน้า
ทั้งหลายทั้งปวงก็คือ ประธานเซนเทบัลลีก้าวพ้นออกมาจากข้างพระกายปรินซ์ ตามความต้องการของเมแกน มาร์เคิล สตรีเลือดผสมจากไนจีเรียตามสายตระกูลฝ่ายมารดา
ต้องเทความสงสารอย่างสุดๆ ให้แก่ดร.ชันดาวก้า สตรีมากความสามารถจากซิมบับเว ใครถูกปฏิบัติใส่อย่างนี้ ต่อหน้ากล้องจำนวนมากมาย ก็ต้องเสียความรู้สึก กระนั้นก็ตาม ทุกคนเห็นได้ว่าเธอระงับใจและรักษาสีหน้าให้สงบนิ่ง ยิ่งกว่านั้น เธอยังแสดงสปิริต คือ เอื้อมมือขวาโอบเอวเมแกน มาร์เคิล ซึ่งทำให้ภาพออกมาดูดีเรียบร้อย
บรรยายคลิป
สิบกว่าวินาทีอัปยศที่เมแกน มาร์เคิล ทำให้ดร.โซฟี ชันดาอูกา นักกฎหมายและนักการเงินหญิงชาวซิมบับเว ต้องมุดลอดใต้ถ้วยรางวัล เพื่อก้าวออกห่างจากปรินซ์แฮร์รี ไปยืนข้างเธอ บนเวทีมอบถ้วยรางวัลทีมชนะเลิศ
ในระหว่างให้สัมภาษณ์แก่ Sunday Morning ดร.ชันดาวก้าท้าวความถึงเรื่องอื้อฉาวก้องโลกดังกล่าว แล้วให้ข้อมูลที่ยังไม่เคยไปถึงท่านผู้ชมว่า ปรินซ์แฮร์รีมอบหมายคนของพระองค์ไปสั่งเธอออกมาพูดแก้ตัวให้ดัชเชสเมแกน เช่น ‘เรื่องนี้ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ดิฉันไม่ได้รู้สึกไม่ดีอะไรเลย’ แต่เธอตอบปฏิเสธด้วยสองสาเหตุคือ หากเธอทำตามนั้น สาธารณชนย่อมทราบความเป็นมาหลังไมค์ได้ทันที แล้วการประณามเมแกน มาร์เคิลก็จะกระหึ่มกันอีกรอบ
ส่วนสาเหตุประการที่สอง เธอบอกว่าเธอต้องการขีดเส้นให้ชัดเจนไปเลย เซนเทบัลลีมิใช่พื้นที่สาขาของเดอะซัสเซกซ์!!
การกระชากหน้ากากปรินซ์แฮร์รียังมีอีกหนึ่งเด้ง โดยดร.ชันดาวก้าเล่าว่าเมื่อปรินซ์ได้ทราบคำตอบของเธอ ปรินซ์กริ้วหนักมาก ถึงกับยิงเอสเอ็มเอสไปสั่งเธอโดยตรงว่าให้เขียนบันทึกชี้แจงมา ทำไมไม่ปฏิบัติตามที่ถูกบอก
ประธานเซนเทบัลลีไม่มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งขององค์อุปถัมภก
พร้อมนี้ ดร.ชันดาวก้าชี้ประเด็นว่า ปรินซ์แฮร์รีขาดธรรมาภิบาล ลุแก่อำนาจ มีทัศนคติที่ขาดความเป็นผู้บริหารมืออาชีพ โดยเชื่อมั่นในหัวโขนแห่งพระราชโอรสฝังลึก กระทั่งคอยทึกทักว่า บุคลากรทุกคนจะต้องตามอำเภอใจของพระองค์ในทุกเรื่องราว อีกทั้งต้องรีบตอบสนองทุกข้อเรียกร้องของพระองค์โดยทันที
พร้อมนี้ประธานเซนเทบัลลีกล่าวด้วยว่า “พิษร้ายแห่งแบรนด์เดอะซัสเซกซ์” เป็นความเสี่ยงหมายเลข 1 ที่เซนเทบัลลีแบกอยู่
เพราะข้อมูลสถิติว่าด้วยยอดเงินบริจาคสู่เซนเทบัลลีแสดงให้เห็นว่า หลังจากที่ปรินซ์แฮร์รีลาออกจากความเป็นสมาชิกพระราชวงศ์อังกฤษ และย้ายถิ่นไปปักหลักในถิ่นมอนเตซิโตเมื่อปี 2020 ยอดเงินบริจาคลดฮวบ และผู้บริจาครายใหญ่ถอนตัวไปเป็นจำนวนมาก
ในการนี้ ดร.ชันดาวก้ากล่าวตรงไปตรงมาว่า การมีหรือไม่มีปรินซ์แฮร์รีจะไม่ส่งผลด้านลบต่อเซนเทบัลลี หนำซ้ำ ยอดเงินบริจาคจะดีขึ้นด้วย ในเมื่อผู้ที่ประสงค์จะส่งเสริมภารกิจของเซนเทบัลลีมีความมั่นใจมากขึ้น
ประธานเซนเทบัลลียังเล่าในรายการ Sunday Morning ช่องสกายนิวส์ เมื่อ 30 มีนาคมที่ผ่านมาด้วยว่า ปรินซ์แฮร์รีทรงริเริ่มการรณรงค์กลั่นแกล้งบีฑาเธอ โดยปลดโซ่ล่ามเครื่องจักรนักพีอาร์แห่งมอนเตซิโตให้พุ่งไปปั่นสื่อมวลชน เพื่อป้ายสีใส่ร้ายเธอ
“สาเหตุเดียวที่ดิฉันมาให้สัมภาษณ์คือ ในวันอังคารที่ 25 มีนาคม เจ้าชายแฮร์รีทรงอนุมัติให้มีการปล่อยข้อมูลไปยังสื่อมวลชน อันเป็นข่าวที่ทำลายกันหนักมาก โดยไม่ได้แจ้งทราบแก่ดิฉัน หรือทีมผู้อำนวยการระดับประเทศ หรือกระทั่งกรรมการบริหารของดิฉัน
“คิดดูนะคะว่าการเล่นงานป้ายสีกันขนาดนั้น สร้างความเสียหายเพียงไรทั้งต่อตัวดิฉัน ตลอดจนบุคลากร 540 รายในเซนเทบัลลีและครอบครัวของพวกเขา นี่ล่ะค่ะ ตัวอย่างที่โจ่งแจ้งว่าพระองค์กลั่นแกล้งรังแกดิฉันอย่างมหาศาล” ประธานเซนเทบัลลีกล่าวกับพิธีกรด้วยเสียงนุ่มนวล และด้วยสำเนียงภาษาอังกฤษที่ดีมาก
หลังจากการออกโทรทัศน์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม ให้สัมภาษณ์เปิดโปงชนิดที่เจาะลึกมากกว่าเมื่อรอบแรก ความพยายามของชาวคณะมอนเตซิโตในอันที่จะฟื้นฟูภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของปรินซ์แฮร์รี ได้ปรับแท็กติกไปสู่การประกาศยืนยันในเนื้อข่าวเมื่อวันจันทร์ที่ 31 มีนาคม ว่า ข้อมูลของดร.ชันดาวก้าไม่มีมูลความจริง ขอให้ทุกคนรอการตัดสินของคณะกรรมาธิการกำกับองค์การกุศล ซึ่งจะเปิดการสอบสวนในเร็ววัน
ทั้งนี้ แม้แท็กติกดังกล่าวมีความเสี่ยงสูง เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ การเรียกดูหลักฐานลึกๆ ทั้งหมด ซึ่งเป็นอะไรที่ดูเหมือนว่าอดีตกลุ่มทรัสตีหลีกเลี่ยง และยอมถอยไปแล้วในคราวของศาลสูง กระนั้นก็ตาม แท็กติกนี้มีผลดีไม่มากก็น้อยเพราะทำให้เกิดหลักฐานทางสังคมว่า ปรินซ์แฮร์รีมีความมั่นใจที่จะพิสูจน์ตนเองผ่านกระบวนการของคณะกรรมาธิการฯ โดยที่ว่าหลังจากนี้ก็รอไปด้นต่อแบบที่เรียกว่าไปตายเอาดาบหน้าก็เป็นไปได้
ต้องรอเฉลย: “แฮร์รี”ทรงลาออก หมายจะดับเครื่องชนปธ.เซนเทบัลลี? หรือแค่กลบเกลื่อนสาเหตุแท้จริงที่ต้องยอมถอยเพื่อเป็นไปตามดีลหฤโหด ดั่งที่เริ่มปล่อยข่าวว่า ทรงถูกบีบให้ออกโรงเมื่อ 25 มีนาคม 2025!?!
ในการออกข่าวโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อโปรโมทสินค้าตรา As Ever ของเมแกน มาร์เคิล บนเว็บไซต์ข่าวของ HELLO! เมื่อ 31 มีนาคม 2025 มีการใช้แท็กติกพาดหัวเรียกแขกว่า เมแกน มาร์เคิล ปล่อยจดหมายส่วนตัวออกมาในท่ามกลางกระแสความขัดแย้งเรื่ององค์การกุศลของปรินซ์แฮร์รี ที่เป็นหนามทิ่มแทง
ข่าวโฆษณาดังกล่าวมีนัยสำคัญเกี่ยวกับชาวคณะมอนเตซิโต กับวิกฤติอิมเมจปรินซ์ล่มสลาย 2 ประการ
ในประการแรก เห็นได้ชัดว่าพระชายาของปรินซ์แฮร์รีถนอมตัวให้อยู่ห่างวิกฤติของพระสวามี โดยจะไม่เปิดช่องให้ตัวเธอโดนหางเลขฟาดฟันฟรีๆ หลังจากที่เก็บเนื้อเก็บตัวหลบใต้เรดาร์นักข่าวอย่างสุดความสามารถ แต่ก็พลาดพลั้งโดนไปชุดใหญ่ไฟกระพริบจากข้อมูลที่ดร.ชันดาวก้าให้สัมภาษณ์กรณีดัชเชสเมแกนเหยียดผิว ในรายการ Sunday Morning เมื่อหนึ่งวันก่อนหน้า หรือก็คือ 30 มีนาคม 2025
ในประการที่สอง ทีมเครื่องจักรพีอาร์ของพระตำหนักมอนเตซิโต (ที่สื่อมวลชนบอกไว้หลายครั้งว่า เมแกนเป็นหัวขบวนของทึม) ยังมีความพยายามจะนำเสนอประเด็นแก้ตัวให้ปรินซ์แฮร์รี เพื่อกอบกู้อิมเมจของพระองค์ให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นมิติใดๆ ก็ตาม โดยในเที่ยวนี้ ใช้พื้นที่ประมาณ 10%ตอนท้ายข่าวโฆษณา เพื่อนำเสนอการวิเคราะห์ของ นิก เอเดะ กูรูคนดังด้านแบรนด์และวัฒนธรรม
“ผมแน่ใจว่าพระหัตถ์ของปรินซ์แฮร์รีถูกบังคับเพื่อให้พระองค์ออกมาเคลื่อนไหวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในเรื่องที่ต้องก้าวออกจากองค์การกุศลแอฟริกันนี้”
พร้อมนี้ กูรูนิก เอเดะ พูดด้วยว่า ‘หากปรินซ์แฮร์รีสามารถทำได้ พระองค์ก็น่าจะไม่อยากให้เรื่องของพระองค์ไปกระเทือนถึงเมแกน’ ซึ่งเปิดตัวสินค้าในสัปดาห์นี้ ประโยคนี้ของกูรูนิก แฝงใจความระหว่างบรรทัดว่า ปรินซ์แฮร์รีคงไม่คาดคิดว่าพระองค์จะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ ถูกฟาดกลับจนอิมเมจยับเยิน จนกระทั่งเน่าฉาวไปถึงพระชายา
ประเด็นที่ดูเสมือนว่าชาวคณะมอนเตซิโตต้องการแพลมออกไปในมุกถนัด ว่าปรินซ์แฮร์รีทรงเป็นเหยื่อของวีวีไอพีบางท่านที่กดดันพระองค์ไปสู่หายนะ ชื่อเสียงและภาพที่สร้างสมไว้ ย่อยยับเกินจะฟื้นฟูนั้น บ่งบอกเรื่องราวซับซ้อนหลังไมค์ที่น่าสนใจอย่างที่สุด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปรินซ์กับเรื่องอันไม่โอเคเกินกว่าที่ประดาผู้ใหญ่วีวีไอพี จะยอมปล่อยปละได้ และจึงส่งผลเป็นรูปการณ์ที่ปรินซ์แฮร์รีและพวก ต้องหลุดพ้นจากเซนเทบัลลี ตลอดจนหลุดออกจากบรรดาปฏิบัติการเกี่ยวกับการระดมทุนสนับสนุนบรรดาภารกิจของเซนเทบัลลี
ทั้งนี้ โดยทั่วไป การระดมทุนมาใน 2 รูปแบบ ได้แก่ #เงินบริจาค ซึ่งประธานเซนเทบัลลีจะปรับโครงสร้างให้ตรงไปยังที่ทำการในแอฟริกา และ #เงินจากการระดมทุนผ่านกิจกรรมที่มีการซื้อขายเข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งประธานเซนเทบัลลีจะปรับโครงสร้างให้อยู่ในการบริหารจัดการของผู้ปฏิบัติงานในแอฟริกา
ความยอกย้อนที่ทำให้จะต้องมีการปรับโครงสร้างดังกล่าว สะท้อนอยู่ในความไม่สมเหตุสมผลหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาบรรดาข้อมูลต่างๆ ที่แถลงการณ์ที่ทีมของเจ้าชายแฮร์รีผลิตขึ้นไปป้อนสู่สื่อมวลชน มีแง่มุมที่ไม่เคลียร์อย่างยิ่งยวด
เช่น ทำไมบรรดาทรัสตีที่กำลังฮึ่มฮั่มจะรุกฆาตประธานเซนเทบัลลี ด้วยการจัดประชุมบอร์ดทรัสตี แล้วจะฮั้วกันโหวตถอดถอนดร.ชานดาวก้าให้พ้นทางออกไป จึงกลับเป็นฝ่ายล่าถอย และยอมยกเลิกกำหนดการประชุมบอร์ดทรัสตีไปเอง หลังจากนั้นก็ไปถึงขั้นตอนลาออกจากหมวกทรัสตี
ยิ่งกว่านั้นทำไมทรัสตีทั้ง 5 ราย ซึ่งเดลิเมลออนไลน์ชี้ว่าล้วนแต่เป็นคนของปรินซ์แฮร์รี ป๋าใหญ่แห่งเซนเทบัลลี จึงกลายเป็นฝ่ายที่ลาออกด้วยข้ออ้างอันง่ายดายเกินไปว่า “ขัดแย้งกับประธานจนกระทั่งไม่สามารถจะปรองดองกันได้” ทั้งที่กำลังจะดำเนินการผลักดันให้ประธานพ้นตำแหน่งด้วยสุดยอดแท็กติก
หนำซ้ำ ปรินซ์แฮร์รีกับปรินซ์ซีอิโซก็ทรงยอมลาออกเอง ด้วยข้ออ้างง่ายๆ ว่าเพื่อความเป็นปึกแผ่นกับทรัสตีทั้ง 5 ทั้งนี้ ในพื้นที่หลังไมค์ อาจจะเผชิญกับดีลหฤโหดที่กูรูนิก เอเดะ เอ่ยถึงว่า บีบให้ปรินซ์แฮร์รีต้องออกโรงเคลื่อนไหวในวันอังคารที่ 25 มีนาคม อย่างนั้นหรือไม่!?!
ดูทรงแล้ว แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการพร้อมใจกันลาออก ที่อาจจะช่วยส่งผลเป็นการตัดจบปัญหาที่เกี่ยวข้อง (ไม่มากก็น้อย) กับการโยกย้ายปฏิบัติการด้านเงินบริจาคไปยังแอฟริกา
แนวโน้มเรื่องนี้จึงส่อเค้าว่า “วีวีไอพี” เบื้องหลังดร.โซฟี ชันดาวก้า ซึ่งมีอำนาจเหนือกว่าปรินซ์ทั้งสองพระองค์ และมีอาวุธลับอยู่ในมือ ได้เล็งเห็นว่าตัดจบสยบทุกวิชามารในลักษณะนี้ เซนเทบัลลีบอบช้ำน้อยที่สุด ผู้บริจาคทั้งปวงสบายใจและมั่นใจที่จะสนับสนุนช่วยเหลือการยกระดับชีวิตของชาวแอฟริกัน
รอเฉลยกันสักระยะ น่าจะมีข้อมูลแพลมเพิ่มอีกดั่งที่กูรูนิก เอเดะ บอกกับ HELLO! ว่า
“ทีมของดัชเชสจะเคืองใจกับการสื่อข่าวเชิงลบที่แวดล้อมเซนเทบัลลี และปรินซ์แฮร์รี!!”
พร้อมนี้ นิก เอเดะ กล่าวเป็นนัยด้วยว่า นี่เป็นพายุที่แค่เริ่มก่อตัว และเขาคิดว่าผู้ที่จะได้พูดเป็นคนสุดท้ายจะไม่ใช่ทั้งดร.โซฟี หรือทีมของปรินซ์แฮร์รี แต่ทีมของปรินซ์ก็จะระดมกำลังกันออกมาเล่าในส่วนของปรินซ์เกี่ยวกับเรื่องอื้อฉาวนี้
และที่แน่ๆ สื่อมวลชนคือตาอยู่ ได้กินพุงปลา เพราะทุกฝ่ายต่างต้องใช้บริการอินฟลูเอนเซอร์บนแพลตฟอร์มของสื่อ ซึ่งเรียกเก็บค่าใช้พื้นที่และค่าผลิตคอนเทนต์กันอิ่มเอม อย่างว่านะ อาชีพใคร เขาก็ต้องทำในส่วนของเขาอย่างเต็มที่ เพื่อป้อนสู่การเสพข้อมูลอร่อยๆ ให้แก่สาธารณชน
คอลัมน์ PLANET No.3
โดย รัศมี มีเรื่องเล่า
(ที่มา: เดลิเมลออนไลน์ Palace Confidential สกายนิวส์ นิตยสาร HELLO!)