(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)
Beijing calls Li Ka-shing a ‘traitor’ in Panama ports deal
by Yong Jian
15/03/2025
ปักกิ่งเคยวิพากษ์วิจารณ์ผู้เฒ่าเจ้าสัวใหญ่ผู้นี้ ตอนที่เขาเทขายทรัพย์สินจีนไปเมื่อปี 2015 มาถึงตอนนี้ก็ตำหนิติเตียนการที่เขาตัดสินใจเทขายกิจการท่าเรือในทั่วโลก
ปักกิ่งวิพากษ์วิจารณ์ ลี กาชิง (Li Ka-shing) (1) เจ้าพ่อนักธุรกิจแห่งฮ่องกง อย่างรุนแรงถึงขนาดประณามว่า “กำลังทรยศต่อประชาชนจีนทั้งมวล” หลังจากบริษัทเรือธงของเขาประกาศแผนการที่จะขายกิจการบริหารท่าเรือทั่วโลกแทบทั้งหมด รวมทั้งท่าเรือสำคัญ 2 แห่งที่คลองปานามา ไปให้แก่ แบล็กร็อก (BlackRock) (2) บริษัทเพื่อการลงทุนยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกัน
สำนักงานกิจการฮ่องกงและมาเก๊า (Hong Kong and Macao Affairs Office หรือ HKMAO) หน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อคณะรัฐมนตรีของจีน (China’s State Council) ได้เผยแพร่บทความชิ้นหนึ่ง [1] ที่ใช้ชื่อเรื่องว่า “Don’t be naive and senile” (อย่าได้ทำตัวเป็นเด็กไร้เรียงสา หรือเฒ่าชราหลงๆ ลืมๆ) บนเว็บไซต์ของหน่วยงานเมื่อวันพฤหัสบดี (13 มี.ค.) ที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหาเรียกร้องให้เจ้าสัวอาวุโสวัย 96 ปีผู้นี้พิจารณาทบทวนอีกครั้งเกี่ยวกับธุรกรรมนี้
บทความชิ้นนี้บอกว่า “ดีลขนาดใหญ่โต” ที่เสนอโดย ซีเค ฮัทชิสัน (CK Hutchison) ซึ่งเป็นบริษัทเรือธงของ ลี คราวนี้ มิได้เป็นพฤติกรรมเชิงพาณิชย์ธรรมดาๆ เลย เนื่องจากมันถูกประกาศออกมาหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประโคมเรียกร้องตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ต้องการให้สหรัฐฯหวนกลับเข้าไปควบคุมคลองปานามาอีกคำรบหนึ่ง
“หลังจากที่ คลองปานาได้ “ถูกทำให้กลายเป็นของอเมริกัน” และ “ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องทางการเมือง” ไปเรียบร้อยแล้ว ก็เป็นที่แน่นอนทีเดียวว่าสหรัฐฯจะใช้คลองนี้เพื่อจุดประสงค์ต่างๆ ในทางการเมืองและเพื่อติดตามดำเนินการตามวาระทางการเมืองของพวกเขาเอง” หวัง จิว์นซี (Wang Junxi) กล่าวในบทความชิ้นนี้ โดยอ้างอิงว่าเป็นความคิดเห็นจาก “ชาวเน็ตจำนวนมาก” ทั้งนี้ เห็นกันว่าชื่อผู้เขียนชื่อนี้อาจจะเป็นนามแฝง เนื่องจากไม่ได้มีการให้รายละเอียดว่าผู้เขียนผู้นี้มีตำแหน่งอะไรอยู่ที่ไหน รวมทั้งชื่อนี้ก็ไม่เคยปรากฏว่าได้เขียนเผยแพร่บทความอะไรมาก่อนเลย
“ทันทีที่สหรัฐฯดำเนินมาตรการจำกัดปิดกั้นการให้เรือเข้าเทียบท่า และบังคับใช้ “ค่าธรรมเนียมเพิ่มพิเศษ (surcharge) ที่ประกาศออกมาด้วยเหตุผลทางการเมือง” ต้นทุนด้านลอจิสติกส์ของบรรดาบริษัทจีน ตลอดจนเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานของบริษัทเหล่านี้ ก็จะต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงอย่างสำคัญ”
หวังบอกว่า โดยอาศัยธุรกรรมคราวนี้ แบล็กร็อกจะสามารถควบคุมกิจการท่าจอดเรือสินค้าคอนเทนเนอร์ในตลอดทั่วโลกได้ถึงราวๆ 10.4% กลายเป็น 1 ใน 3 ผู้ดำเนินการท่าเรือรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีความเป็นไปได้ว่าบางทีบริษัทอาจจะร่วมมือกับสหรัฐฯในการใช้นโยบายกดขี่บีฑาเล่นงานจีน เพิ่มต้นทุนในเรื่องการเทียบจอดเรือสินค้าของประเทศจีน และบีบคั้นแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดของบรรดาบริษัทเดินเรือทะเลของจีน
“สหรัฐฯยังอาจจะใช้ธุรกรรมนี้เป็นแบบอย่างสำหรับผลักดันให้เกิดการควบคุมกิจการและการซื้อหาครอบครองกิจการของท่าเรือต่างๆ ทั่วโลก โดยผ่านการกดดันบังคับทางการเมือง เพื่อควบคุมท่าเรือสำคัญๆ จำนวนมากยิ่งขึ้น และอาศัย “การอ้างอำนาจบังคับใช้กฎหมายของตนเองนอกอาณาเขต” (long-arm jurisdiction) มาบีบคั้นให้ประเทศต่าง ต้องดำเนินการตามมาตรการกดขี่บีฑาของพวกเขา ด้วยความมุ่งหมายที่จะทำให้เรือจีนไม่มีที่จะเข้าจอดเทียบท่า” เขากล่าว
“ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาเหล่านี้ บรรดาชาวเน็ตโดยทั่วไปจึงต่างตั้งคำถามอันฉกาจฉกรรจ์ และพากันวิพากษ์วิจารณ์ ซีเค ฮัทชิสัน ตลอดจนดีลที่พวกเขาเสนอออกมาครั้งนี้ โดยกล่าวว่านี่คือการยอมคุกเข่าอย่างหมอบราบคาบแก้ว, การมุ่งแต่จะเสาะแสวงหากำไรลูกเดียว, การขายคุณธรรมความซื่อสัตย์เพื่อแลกเปลี่ยนกับกำไร, การไม่คำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติและความยุติธรรมแห่งชาติ, และการทรยศต่อประชาชนจีนทั้งมวล” เขากล่าว และระบุต่อไปว่า “การแสดงออกซึ่งอารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้ของชาวเน็ต เป็นสิ่งที่สามารถเข้าใจกันได้อย่างเต็มที่”
ผู้เขียนผู้นี้รบเร้าว่า ในการต่อสู้กันระหว่างสหรัฐฯกับจีน ลี ควรเลือกยืนอยู่ข้างที่ถูกต้อง
บทความชิ้นนี้ตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกสุด [2] โดย ต้ากุงเป้า (Ta Kung Pao) หนังสือพิมพ์โปรปักกิ่งที่ออกในฮ่องกง ในฉบับวันพฤหัสบดี (13 มี.ค.) ภายหลังจากที่จีนปิดการประชุมประจำปีของ “สองสภา” ไปในวันอังคาร (11 มี.ค.) ทั้งนี้ “สองสภา” ที่กล่าวนี้ก็คือ การประชุมเต็มคณะของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ (the National People’s Congress หรือ NPC) ซึ่งก็คือรัฐสภาของจีน และสภาปรึกษาการเมืองแห่งประชาชนจีน (Chinese People’s Political Consultative Conference หรือ CPPCC)
ค่าธรรมเนียมเข้าจอดเรือก้อนมหึมา
ในคำปราศรัยเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยสองของเขาเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2025 โดนัลด์ ทรัมป์ บอกว่าถึงเวลาแล้วที่สหรัฐฯจะต้องยึดอำนาจในการควบคุมคลองปานามากลับคืนมาอีกครั้ง เขากล่าวประณามอดีตประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ ที่ได้ลงนามในสนธิสัญญาคลองปานามา (Panama Canal Treaty) ปี 1977 ซึ่งมีเนื้อหารับรองให้ปานามาได้รับสิทธิในการควบคุมคลองยุทธศาสตร์เชื่อมระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกกับแอตแลนติกแห่งนี้ภายหลังจากปี 1999
ทรัมป์ร้องโอดครวญว่า คลองปานามา ซึ่งมีคุณค่าในทางทหารเป็นอย่างยิ่ง เวลานี้ถูกควบคุมโดยบริษัทจีนแห่งหนึ่ง เขากล่าวเช่นนี้โดยเป็นการขยายจากข้อเท็จจริงที่ว่า บริษัทฮัทชิสัน พอร์ต โฮลดิ้งส์ (Hutchison Port Holdings หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า ฮัทชิสัน พอร์ต) ที่เป็นกิจการหนึ่งในเครือของ ซีเค ฮัทชิสัน ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนซื้อขายหุ้นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง เป็นผู้ดำเนินการท่าเรือของคลองปานามาอยู่ 2 แห่ง นั่นคือ ท่าเรือบัลบัว (port of Balboa อยู่ทางปลายคลองด้านติดต่อกับมหาสมุทรแปซิฟิก) และท่าเรือคริสโตบัล (port of Cristobal อยู่ทางปลายคลองด้านติดต่อกับมหาสมุทรแอตแลนติก) โดยเริ่มเข้าดำเนินกิจการนี้มาตั้งแต่ปี 1997 ในปี 2020 สหรัฐฯได้เพิกถอนสถานะพิเศษของฮ่องกง และเริ่มปฏิบัติต่อพวกบริษัทฮ่องกงเหมือนกับเป็นบริษัทจีน
เมื่อวันที่ 21 มกราคมปี 2025 นี้ สำนักงานของผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (Office of the US Trade Representative หรือ USTR) ได้เปิดการปรึกษาหารือสาธารณะ (public consultation) [3] ในเรื่องการสอบสวนตามอำนาจในหมวด 301 (Section 301 ของรัฐบัญญัติการค้าสหรัฐฯ ปี 1974 U.S. Trade Act of 1974) ที่กำลังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ว่าด้วยการกระทำ, การวางนโยบาย, และการปฏิบัติต่างๆ ของประเทศจีน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเข้าครอบงำภาคการเดินเรือทะเล, ลอจิสติกส์, และการต่อเรือ
ยูเอสทีอาร์ได้เสนอแนะว่า พวกเรือสินค้าคอนเทนเนอร์ที่ต่อจากจีน ควรถูกคิดค่าธรรมเนียมพิเศษที่อาจจะสูงถึง 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเมื่อใดก็ตามที่เข้ามาเทียบท่าของสหรัฐฯ การปรึกษาหารือสาธารณะนี้มีกำหนดจะสิ้นสุดลงในวันที่ 24 มีนาคมที่จะถึงนี้
ในวันที่ 4 มีนาคม ซีเค ฮัทชิสัน แถลง [4] ว่า บริษัทได้ตกลงเห็นชอบที่จะขายหุ้นทั้ง 80% ซึ่งมีอยู่ในฮัทชิสัน พอร์ตส์ – โดยที่ ฮัทชิสัน พอร์ตส์ เป็นเจ้าของ, เป็นผู้ดำเนินการ, และเป็นผู้พัฒนาท่าเรือต่างๆ รวม 43 แห่ง โดยคิดเป็นท่าเทียบเรือรวมทั้งสิ้น 199 แห่งกระจายอยู่ใน 23 ประเทศ— ให้แก่แบล็กร็อก ในราคา 22,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
โจว มี่ (Zhou Mi) นักวิจัยอาวุโสของบัณฑิตสภาด้านการค้าระหว่างประเทศและความร่วมมือทางเศรษฐกิจของประเทศจีน (Chinese Academy of International Trade and Economic Cooperation) บอก [5] กับสื่อ โกลบอลไทมส์ (Global Times หนังสือพิมพ์และเว็บไซต์ข่าวในเครือของ เหรินหมินรึเป้า ปากเสียงอย่างเป็นทางการของพรรคคอมมิวนิสต์จีน) ในวันที่ 7 มีนาคมว่า แผนการของสหรัฐฯที่จะบังคับเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ เอากับบรรดาเรือที่เกี่ยวข้องกับจีนเช่นนี้ ถือเป็นวิธีการแบบทำตามอำเภอใจฝ่ายเดียว ซึ่งละเมิดระเบียบกฎเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization หรือ WTO)
“เรื่องนี้จะทำให้ต้นทุนด้านลอจิสติกส์เพิ่มสูงขึ้น พวกวิสาหกิจสหรัฐฯนั้นย่อมจะใช้วิธีส่งผ่านราคาซึ่งสูงขึ้นนี้ลงมาทางปลายน้ำ ด้วยเหตุนี้ต้นทุนของห่วงโซ่อุปทานสหรัฐฯก็จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ” เขาบอก “การจำกัดกีดกั้นไม่ให้พวกกิจการสหรัฐฯใช้เรือจีน ก็มีแต่จะทำให้ภาวะไม่สมดุลของกองเรือสินค้าของสหรัฐฯยิ่งเลวร้ายลง และหยุดยั้งขวางกั้นความเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมการต่อเรือของพวกเขาเอง”
ทั้งนี้ ยังไม่ต้องพูดถึงผลกระทบใหญ่ในอีกด้านหนึ่ง จากการที่เมื่อวันที่ 12 มีนาคม สหรัฐฯยังประกาศขึ้นภาษีศุลกากรในอัตรา 25% เอากับเหล็กกล้าและอะลูมิเนียมนำเข้าสู่สหรัฐฯทั้งหมด ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะบังคับให้พวกซัปพลายเออร์โลหะต้องไปสร้างโรงงานกันในอเมริกา
คำสัญญาของเติ้ง เสี่ยวผิง
รัฐบาลสมัยราชวงศ์ชิง ได้ยอมสละเกาะฮ่องกงในปี 1842 และสละแหลมเกาลูนในปี 1560 ให้แก่บริเตนใหญ่ (ชื่อประเทศของสหราชอาณาจักรในเวลานั้น)
ในปี 1863 นักธุรกิจชาวสกอตแลนด์ 2 คนได้จัดตั้งบริษัทฮ่องกง แอนด์ วัมเปา ด็อค คอมพานี (Hongkong and Whampoa Dock Company หรือ HWD) ซึ่งปัจจุบันคือ ฮัทชิสัน พอร์ตส์ โดยในปี 1977 HWD ได้ควบรวมกิจการกับบริษัทฮัทชิสัน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (Hutchison International Ltd) กลายเป็น ฮัทชิสัน วัมเปา (Hutchison Whampoa) ซึ่ง ลี เข้าไปซื้อมาครอบครองในปี 1979
หลังจากกรณีสังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมินปี 1989 ผู้นำจีน เติ้ง เสี่ยวผิง ได้บอกกับ ลี ระหว่างการพบปะกันครั้งหนึ่งในปี 1990 ว่า เสรีภาพและการปกครองตนเองของฮ่องกงจะยังคงไม่ถูกเปลี่ยนแปลงใดๆ เป็นเวลา 50 ปีภายหลังสหราชอาณาจักรส่งมอบฮ่กงกงคืนให้แก่จีนในปี 1997
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปภายหลังจากประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ขึ้นครองอำนาจในปี 2012 และดำเนินการควบคุมฮ่องกงในทางการเมืองอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น ลี ก็ได้เริ่มต้นขายทรัพย์สินที่มีอยู่ในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่
ในเดือนกันยายน 2015 หน่วยงานคลังสมองที่อยู่ในการควบคุมของสำนักข่าวซินหัวของทางการจีน ตีพิมพ์บทความ [6]] ที่ใช้ชื่อเรื่องว่า “Don’t let Li Ka-shing run away!” (อย่าปล่อยให้ ลี กาชิง หลบหนีไป!) โดยบทความนี้วิพากษ์วิจารณ์ ลี ที่ขายทรัพย์สินในจีนและไปลงทุนในยุโรป บทความนี้กล่าวว่า ลี ไม่ควรที่จะหอบเอาเงินทั้งหมดของเขาออกไปจากฮ่องกง เนื่องจากเขาได้รับประโยชน์จากการที่ปักกิ่งคอยให้ความสนับสนุนมาเป็นเวลาหลายสิบปี
ในเดือนสิงหาคม 2016 วิกเตอร์ ลี (Victor Li) บุตรชายคนหัวปีของ ลี กาชิง กล่าวว่า เชือง คอง (Cheung Kong ชื่อดั้งเดิมของอาณาจักรธุรกิจของ ลี กาชิง ทั้งนี้ ซีเค ในชื่อ ซีเค ฮัทชิสัน ก็คือตัวย่อของ เชือง คอง นั่นเอง) (3) อาจจะขายอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดในฮ่องกง ยกเว้นสำนักงานใหญ่ที่ตั้งอยู่ในย่านเซนทรัล (Central)
ภายหลังการประท้วงอย่างใหญ่โตในฮ่องกงปี 2019 ปักกิ่งก็ได้จัดการเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งของฮ่องกงจน “สมบูรณ์แบบ” ในเดือนมีนาคม 2021 ด้วยการยกเลิก [7] สิทธิเสียงในการเลือกตั้งซึ่งเจ้าสัวผู้นี้ได้เคยมีอยู่ในฐานะเป็นสมาชิกคนหนึ่งจากจำนวนสมาชิก 1,200 คนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งได้รับอำนาจให้เป็นผู้เลือกประธานบริหาร หรือก็คือผู้ว่าการคนต่อไปของมหานครแห่งนี้ ทว่าถึงตอนนี้ คณะผู้นำจีนตระหนกแล้วว่า พวกท่าเรือของ ลี มีคุณค่าทางยุทธศาสตร์อย่างมหาศาลในสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ
ไซมอน เลา (Simon Lau) คอมเมนเตเตอร์เรื่องฮ่องกงซึ่งตั้งฐานอยู่ในแคนาดา กล่าว [8] เอาไว้ในช่องยูทูบของเขาว่า ลี สามารถที่จะขายเพียงแค่ท่าเรือ 2 แห่งในปานามาก็ได้ แต่เขาตัดสินใจที่จะเทขายออกไปทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าเขามองการณ์ในแง่ร้ายเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทางการค้าระดับโลกในระยะยาว เลา บอกว่าการตัดสินใจของ ลี สร้างความหงุดหงิดผิดหวังอย่างร้ายแรงให้แก่ปักกิ่ง
หย่ง เจี้ยน เป็นผู้ร่วมเขียนรายงานข่าวส่งให้แก่เอเชียไทมส์ เขาเป็นนักหนังสือพิมพ์ชาวจีนที่ชำนาญเป็นพิเศษในเรื่องเทคโนโลยี, เศรษฐกิจ, และการเมืองของจีน
เชิงอรรถ
[1] https://www.hmo.gov.cn/sgazx/gayw/202503/t20250313_40505.html
[2] https://www.takungpao.com/opinion/233119/2025/0313/1067823.html
[3] https://ustr.gov/about-us/policy-offices/press-office/press-releases/2025/february/ustr-seeks-public-comment-proposed-actions-section-301-investigation-chinas-targeting-maritime
[4] https://www1.hkexnews.hk/listedco/listconews/sehk/2025/0304/2025030402128.pdf
[5]https://www.globaltimes.cn/page/202503/1329694.shtml#:~:text=The%20US'%20plan%20to%20impose,the%20Global%20Times%20on%20Friday.
[6]https://www.jingjidaokan.com/icms/null/null/ns:LHQ6LGY6LGM6MmM5NDkzOWM1MGE4MjFmMjAxNTBiMjlkZjk3MTAzM2IscDosYTosbTo=/show.vsml
[7] https://asiatimes.com/2021/08/li-ka-shing-walking-away-from-hk-democracy/
[8] https://www.youtube.com/watch?v=U0J8Hk8ge7U&t=2834s
หมายเหตุผู้แปล
(1) ลี กาชิง Li Ka-shing หรือ เหลย ก๊าเส่ง (ภาษากวางตุ้ง) หรือ หลี เกียเซ้ง (ภาษาแต้จิ๋ว) หรือ หลี่ เจียเฉิง (ภาษาจีนกลาง) เกิดเมื่อปี 1928 เป็นนักธุรกิจใหญ่ นักลงทุน และนักการกุศล ชาวฮ่องกง ในการจัดอันดับอภิมหาเศรษฐีโลกของนิตยสารฟอร์บส์ เมื่อเดือนมีนาคม 2024 เขาติดอันดับที่ 38 โดยมีทรัพย์สินสิทธิคิดเป็นมูลค่า 37,400 ล้านดอลลาร์ ลี เข้าลงทุนและดำเนินกิจการในอุตสาหกรรมต่างๆ หลายหลากกว้างขวาง เป็นต้นว่า การขนส่ง, อสังหาริมทรัพย์, บริการทางการเงิน, การค้าปลีก, ตลอดจนพลังงานและสาธารณูปโภค อาณาจักรธุรกิจ เชือง คอง โฮลดิงส์ (Cheung Kong Holdings) ของเขาเข้าลงทุนในภาคส่วนต่างๆ จำนวนมากของเศรษฐกิจฮ่องกง เขายังคงมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาอาวุโสของ ซีเค ฮัทชิสัน โฮลดิงส์ (CK Hutchison Holdings) และ ซีเค แอสเสต โฮลดิงส์ (CK Asset Holdings) ภายหลังเกษียณอายุจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารบริษัทในเดือนพฤษภาคม 2018 ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Li_Ka-shing และ https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B9%8C_%E0%B8%81%E0%B9%8A%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87
(2) แบล็กร็อก BlackRock เป็นบริษัทการลงทุนนานาชาติสัญชาติอเมริกัน ก่อตั้งขึ้นในปี 1988 โดยในตอนแรกทีเดียวมุ่งที่จะเป็นวิสาหกิจบริหารจัดการความเสี่ยงและผู้บริหารจัดการสินทรัพย์ระดับสถาบันที่เน้นหนักด้านตราสารหนี้ ปัจจุบันแบล็กร็อกมีฐานะเป็นผู้บริหารจัดการสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีสินทรัพย์ในความดูแลเป็นจำนวน 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ณ ปี 2024 แบล็กร็อกตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ในนครนิวยอร์ก และมีสำนักงานรวม 70 แห่งใน 30 ประเทศ และมีลูกค้าอยู่ใน 100 ประเทศ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/BlackRock#:~:text=BlackRock%2C%20Inc.%20is%20an%20American,under%20management%20as%20of%202024.
(3) บริษัท เชือง คอง (โฮลดิ้งส์) จำกัด (Cheung Kong (Holdings) Limited) เป็นกลุ่มกิจการนานาชาติที่ดำเนินธุรกิจหลายหลาก ซึ่งตั้งฐานอยู่ในฮ่องกง เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2015 บริษัทแห่งนี้ได้ควบคุมกิจการเข้ากับบริษัทลูกของตน คือ ฮัทชิสัน วัมเปา (Hutchison Whampoa) โดยเป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงองค์กรครั้งใหญ่ของเครือกิจการนี้ ซึ่งมีการจัดตั้งบริษัทเรือธงของกลุ่มขึ้นมาใหม่ ใช้ชื่อวา ซีเค ฮัทชิสัน โฮลดิ้งส์ (CK Hutchison Holdings)
ประธานของ เชือง คอง โฮลดิ้งส์ คือ ลี กาชิง เขาก่อตั้งกิจการที่ใช้ชื่อว่าบริษัท เชือง คอง อินดัสตรีส์ (Cheung Kong Industries) ขึ้นมาในช่วงทศวรรษ 1950 โดยธุรกิจหลักคือการเป็นโรงงานผลิตพลาสติก แต่ในที่สุดแล้ว บริษัทนี้ก็ได้วิวัฒนาการกลายเป็นบริษัทการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ สำหรับ เชือง คอง (โฮลดิ้งส์) นั้น ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1971
กลุ่ม เชือง คอง ทำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำนวนมากในฮ่องกง ทั้งประเภทที่พักอาศัย, อาคารสำนักงาน, กิจการค้าปลีก, กิจการอุตสาหกรรม, และกิจการโรงแรม
สำหรับ ซีเค ฮัทชิสัน โฮลดิ้งส์ บริษัทเรือธงแห่งใหม่ของกลุ่ม เป็นบริษัทที่จดทะเบียน ณ เกาะเคย์แมน ถึงแม้ยังคงตั้งฐานอยู่ที่ฮ่องกง ธุรกิจหลักๆ ของบริษัทแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ ท่าเรือและบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง, การค้าปลีก, โครงสร้างพื้นฐาน, และโทรคมนาคม บริษัทดำเนินกิจการอยู่ในกว่า 50 ประเทศ รวมทั้งยังไปลงทุนในที่อื่นๆ ตลอดทั่วโลก
(ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Cheung_Kong_Holdings และ https://en.wikipedia.org/wiki/CK_Hutchison_Holdings)