ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามสื่อมวลชนเมื่อวันพุธ (26 ก.พ.) หลังถูกยิงคำถามว่าสหรัฐฯ จะยอมให้จีนใช้กำลังเข้ายึดไต้หวันหรือไม่ ถือเป็นการถอยกลับมาที่จุดยืนเดิมของวอชิงตัน จากท่าทีท้าทายปักกิ่งยิ่งกว่านี้ในยุคของโจ ไบเดน ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง ปักกิ่งอัดไทเปในวันพฤหัสบดี (27) โวยวายเรียกร้องความสนใจเกินเหตุ เรื่องที่จีนจัดซ้อมรบตามปกติ
“ผมไม่ขอตอบเรื่องนี้นะ” ทรัมป์ กล่าวกับพวกผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาว พร้อมกับกล่าวต่อไปว่า “ผมไม่อยากจะเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในจุดนั้น”
คำตอบของ ทรัมป์ มีขึ้นในระหว่างที่อนุญาตให้พวกผู้สื่อข่าวเข้าไปสังเกตการณ์การประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรกของทรัมป์ที่ทำเนียบขาว แล้วมีผู้สื่อข่าวคนหนึ่งถามขึ้นมาว่า สหรัฐฯ มีนโยบายไม่ยอมให้จีนใช้กำลังยึดไต้หวันอย่างแน่นอนภายใต้รัฐบาลของเขาใช่หรือไม่
ทรัมป์ ระบุว่าตนต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน รวมถึงในด้านการลงทุนข้ามแดน ถึงแม้ว่าตัวเขาจะเพิ่งสั่งรีดภาษีสินค้านำเข้าจากจีน 10% รวดอยู่หยกๆ ก็ตาม
จีนนั้นไม่ปฏิเสธทางเลือกในการใช้กำลังทหารเข้ายึดครองเกาะไต้หวันซึ่งปักกิ่งถือว่าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของตน ขณะที่รัฐบาลที่ไทเปในอดีตก็เคยอ้างตนเองเป็นตัวแทนของจีนทั้งหมด ก่อนจะเปลี่ยนท่าทีในระยะไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา
ด้าน มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ของหสรัฐฯ โดยระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ มีจุดยืนต่อไต้หวันที่ชัดเจนมานานแล้วว่าจะไม่ทอดทิ้ง ซึ่งก็หมายถึงไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังหรือการข่มขู่เพื่อเปลี่ยนแปลงสถานะปัจจุบันของไต้หวัน
“อเมริกามีพันธกรณีที่จะต้องป้องกันไม่ให้สถานการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น และจะต้องตอบสนองมัน ซึ่งเราก็จะทำ... จีนเองก็ทราบเรื่องนี้ดี” เขากล่าว หลังถูกถามว่าสหรัฐฯ จะทำเช่นไรหากจีนยกพลโจมตีไต้หวันจริงๆ
สหรัฐฯ ย้ายข้างจากการรับรองไทเปเป็นตัวแทนหนึ่งเดียวของจีนทั้งหมด หันมาสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับปักกิ่งในปี 1979 ซึ่งมีการรับรองด้วยว่าจีนนั้นมีจีนเดียว นั่นคือสาธารณรัฐประชาชนจีน
ถึงแม้ยืนยันมาโดยตลอดว่าไม่สนับสนุนการประกาศเอกราชโดยไต้หวัน แต่สหรัฐฯ ยังคงความสัมพันธ์แบบไม่เป็นทางการกับไต้หวัน และถือเป็นผู้สนับสนุนและซัปพลายเออร์อาวุธรายใหญ่ที่สุดของไทเป ภายใต้กฎหมายซึ่งกำหนดให้อเมริกาต้องจัดหาเครื่องไม้เครื่องมือให้ไต้หวันสามารถป้องกันตนเองได้
นอกจากนั้น รัฐบาลสหรัฐฯ หลายชุดที่ผ่านมายังยึดถือนโยบาย “ความกำกวมเชิงยุทธศาสตร์” โดยไม่ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะส่งทหารเข้าช่วยเหลือไต้หวันหรือไม่ในกรณีที่จีนโจมตี
อย่างไรก็ดี ในยุคของอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน เขาเคยแหกธรรมเนียมนี้ด้วยการออกมาพูดว่า กองทหารสหรัฐฯ พร้อมปกป้องไต้หวันจากการโจมตีของจีน แม้จะใช้วิธีแก้เกี้ยว โดยหลังจากไบเดนพูดเช่นนี้แล้ว ก็มีเจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐฯ ออกมาแถลงว่า ยังคงรับรองเรื่องจีนมีเพียงจีนเดียว
จีนซัดไต้หวันโวยเกินเหตุเรื่องปักกิ่งซ้อมรบ
ระหว่างการแถลงข่าวตามวาระเมื่อวันพฤหัสฯ (27) อู๋ เชียน โฆษกระทรวงกลาโหมจีน กล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นของไต้หวันเกี่ยวกับการซ้อมรบปกติของกองทัพปลดแอกประชาชนของจีนในวันพุธ (26) เป็นการกล่าวเกินจริง พร้อมกับเรียกร้องให้ไทเปยุติการหลอกลวงเพื่อเรียกร้องความสนใจ
ทั้งนี้ เมื่อวันพุธ (26) ไต้หวันแถลงว่า กองทัพจีนได้กำหนดเขตซ้อมรบที่จะมี “การยิง” ตรงบริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของช่องแคบไต้หวัน ใกล้กับเมืองเกาสง และผิงตงของไต้หวัน และประณามว่า การดำเนินการดังกล่าวอันตราย ยั่วยุ และคุกคามเที่ยวบินพาณิชย์ เรือสินค้า อีกทั้งยังไม่มีการแจ้งล่วงหน้า
ต่อมาในวันพฤหัสฯ กระทรวงกลาโหมไต้หวันรายงานว่า ตรวจพบเครื่องบินทหารจีนจำนวน 45 ลำ ซึ่งถือเป็นจำนวนสูงสุดที่ตรวจพบในปีนี้ และเรือของกองทัพเรือจีน 14 ลำปฏิบัติภารกิจรอบเกาะไต้หวันในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยที่มีเรือ 7 ลำปรากฏตัวในบริเวณที่จีนประกาศเป็นเขตซ้อมรบ ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งไต้หวัน 40 ไมล์ทะเล และไต้หวันได้ส่งกองกำลังออกไปติดตาม แจ้งเตือน และตอบโต้อย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่อาวุโสของไต้หวัน 2 คนที่ไม่ประสงค์เปิดเผยชื่อ บอกกับรอยเตอร์ในวันพฤหัสฯ ว่า ไม่พบว่ามีการใช้กระสุนจริงในเขตซ้อมรบของจีน รวมทั้งไม่มีสถานการณ์ตึงเครียดทางทหารเพิ่มขึ้น
ทั้งคู่ยังบอกว่า ความเคลื่อนไหวของจีนคล้ายกับกิจกรรมทางทหารอื่นๆ ที่ผ่านมาในภูมิภาคแถบนี้ เช่น ในทะเลจีนใต้และนอกชายฝั่งออสเตรเลีย ซึ่งกองทัพเรือจีนไม่ได้แจ้งล่วงหน้าแต่อย่างใด
(ที่มา : รอยเตอร์/MGRออนไลน์)


