ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ มีคำสั่งวานนี้ (25 ก.พ.) ให้กระทรวงพาณิชย์ไปดำเนินการสอบสวนเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการรีดภาษี “ทองแดงนำเข้า” โดยหวังพลิกฟื้นภาคการผลิตทองแดงในสหรัฐฯ ที่จำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อาวุธยุทโธปกรณ์ โครงข่ายไฟฟ้า และสินค้าอุปโภคบริโภคอีกหลากหลายชนิด
ทรัมป์ ลงนามคำสั่งให้ โฮเวิร์ด ลุตนิค รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดการสอบสวนด้านความมั่นคงแห่งชาติโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 232 แห่งกฎหมาย Trade Expansion Act ปี 1962 ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับเดียวกันกับที่ ทรัมป์ เคยใช้สั่งรีดภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมนำเข้าในอัตรา 25% เมื่อตอนที่ดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ เทอมแรก
เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวผู้ไม่ประสงค์ออกนามระบุว่า การขึ้นภาษีนำเข้าทองแดงจะเกิดขึ้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับผลการสอบสวน ทว่า ทรัมป์ นั้นนิยมมาตรการรีดภาษีมากกว่าระบบโควตา
คำสั่งนี้นับเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของ ทรัมป์ ที่มุ่งบ่อนทำลายระบบการค้าเสรี (free trade) ที่เขาต่อต้านมาโดยตลอดตั้งแต่ยังเป็นผู้สมัครและหลังจากที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ แล้ว โดย ทรัมป์ นั้นเห็นว่านโยบายดังกล่าวเป็นการทำลายฐานอุตสาหกรรมภายในสหรัฐฯ เอง
มาตรการของ ทรัมป์ ไม่เพียงเล่นงานประเทศที่เป็นศัตรูทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างจีนเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงชาติพันธมิตรและคู่ค้ารายสำคัญๆ อย่างแคนาดาและเม็กซิโกด้วย
ทรัมป์ ได้เซ็นคำสั่งรีดภาษีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศหลายฉบับตั้งแต่เข้าครองทำเนียบขาวเป็นสมัยที่ 2 เมื่อเดือน ม.ค. และแม้จะเริ่มเล่นงานปักกิ่งแบบเบาะๆ ด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจีนเพียง 10% ทว่ามาตรการรีดภาษีสินค้าแคนาดาและเม็กซิโก 25% นั้นเสี่ยงที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในสัปดาห์หน้า และยังจะมีภาษีสินค้าอื่นๆ ตามมาอีก เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม และยานยนต์ เป็นต้น
ปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาฝ่ายการค้าของทำเนียบขาว ระบุว่า การสอบสวนครั้งนี้จะเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว “ภายในเวลาของทรัมป์” พร้อมระบุว่าที่ผ่านมาจีนได้ใช้มาตรการอุดหนุนและผลิตสินค้าส่วนเกินเพื่อบ่อนทำลายการแข่งขันและควบคุมการผลิตทองแดงโลกเอาไว้ในมือ ในลักษณะเดียวกับที่พวกเขาครองตลาดเหล็กและอะลูมิเนียมอยู่ในเวลานี้
อย่างไรก็ตาม หากฟังจากคำพูดของ นาวาร์โร ประเทศที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการรีดภาษีทองแดงมากที่สุดน่าจะเป็นชิลี แคนาดา และเม็กซิโก ซึ่งเป็น 3 ซัปพลายเออร์รายใหญ่ที่ส่งออกทองแดงบริสุทธิ์ (refined copper) ทองแดงผสม (copper alloys) และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากทองแดง (copper articles) เข้าสหรัฐฯ ในปี 2024 ตามข้อมูลจากสำนักงานสำมะโนประชากรแห่งสหรัฐฯ (US Census Bureau)
“เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียม อุตสาหกรรมทองแดงที่ยิ่งใหญ่ของอเมริกาถูกบ่อนทำลายด้วยฝีมือผู้กระทำการระดับโลกที่จ้องโจมตีฐานการผลิตภายในประเทศของเรา” ลุตนิค ระบุในพิธีลงนามเอกสารที่ทำเนียบขาว พร้อมประกาศจะเข้ามาหยุดพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรมซึ่งทำให้คนอเมริกันจำนวนมากต้องตกงาน
“อุตสาหกรรมของอเมริกาขึ้นอยู่กับทองแดง และมันควรจะถูกผลิตในอเมริกา โดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ” เขากล่าว “ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเอาทองแดงกลับบ้าน”
เอกสาร fact sheet ของทำเนียบขาวระบุว่า การสอบสวนจะมุ่งเน้นไปที่การประเมินความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติจากการที่สหรัฐฯ พึ่งพาทองแดงนำเข้า “ในทุกรูปแบบ” มากจนเกินไป พร้อมอ้างอิงข้อมูลสถิติที่ว่าสหรัฐฯ พึ่งพาทองแดงนำเข้าสูงถึง 45% ของการบริโภคทองแดงในปีที่แล้ว ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงต้นทศวรรษ 1990
เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเผยด้วยว่า กระบวนการสอบสวนซึ่งจะมีสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เข้าร่วมด้วยจะศึกษาผลกระทบจากการนำเข้าทองแดงดิบ (raw mined copper) สินแร่ทองแดง (copper concentrates) ทองแดงผสม (copper alloy) เศษทองแดง (scrap copper) และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ทำมาจากโลหะชนิดนี้ แต่ยังไม่ขอระบุว่ามีผลิตภัณฑ์อะไรบ้าง
กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ถือว่าทองแดงเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญยิ่งยวดในระยะกลาง (medium term) เนื่องจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นในเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์และการผลิตไฟฟ้าทั่วโลก นอกจากนี้ ทองแดงยังเป็นวัตถุดิบที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายมากเป็นอันดับ 2 ในอุตสาหกรรมอาวุธของสหรัฐฯ
ที่มา : รอยเตอร์