ยูเครนเริ่มต้นปีที่ 4 ของการทำสงครามแบบเต็มขั้นกับรัสเซียเมื่อวันจันทร์ (24 ก.พ.) ด้วยการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมซัมมิตของเหล่าผู้นำยุโรปและชาติผู้สนับสนุนอื่นๆ ทว่าไม่มีความแน่ใจเสียแล้วว่าตนเองจะสามารถพึ่งพาอาศัยสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรเหนียวแน่นที่สุดได้อีกต่อไป ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง “สี จิ้นผิง” ก็ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับ “ปูติน” ในวันเดียวกันนี้ โดยม่งยืนยันความเป็นหุ้นส่วนแบบ “ไม่มีขีดจำกัด” ของประเทศทั้งสอง
ความร้าวฉานระหว่างยูเครนกับสหรัฐฯยิ่งเห็นถนัดชัดเจนในสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประณาม โวโลดิมีร์ เซเลนสกี้ ว่า เป็น “ผู้เผด็จการ” ที่ไม่ได้รับความนิยมจากประชาชนภายในประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องรีบหาทางกับข้อตกลงสันติภาพกับรัสเซีย ก่อนที่ประเทศจะสูญสิ้น ขณะที่ผู้นำยูเครนตอบโต้โดยระบุว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯกำลังใช้ชีวิตอยู่ใน “ฟองอากาศแห่งข้อมูลข่าวสารที่เป็นเท็จ” ของฝ่ายรัสเซีย
ลึกลงไปเบื้องใต้สงครามปะทะคารมคราวนี้ พวกเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯได้เปิดการพูดจาโดยตรงกับฝ่ายรัสเซียในซาอุดดีอาระเบียสัปดาห์ที่แล้ว โดยไม่ให้ทั้งและยุโรปเข้าร่วมด้วย ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายว่าด้วยสงครามยูเครนซึ่งสร้างความตื่นตะลึงไปทั่ว
เวลานี้วอชิงตันแสดงท่าทีชัดเจนว่า ถ้าหากมีการทำข้อตกลงสันติภาพกันได้ ตนก็จะไม่ส่งกองทหารเข้ายูเครน เพื่อเป็นหลักประกันด้านความมั่นคงตามคำเรียกร้องอย่างไม่หยุดหย่อนของเคียฟ จึงกลายเป็นการโยนภาระให้แก่พวกมหาอำนาจยุโรป ที่จะต้องดิ้นรนหาทางออกโดยปราศจากการหนุนหลังของสหรัฐฯ
มีรายงานว่า เซเลนสกี้ ผู้ซึ่งบอกให้ยุโรปจัดแจงก่อตั้งกองทัพของตนเองขึ้นมา เวลาเดียวกันก็รบเร้าวอชิงตันให้จัดการกับปัญหาโดยคำนึงถึงผลในทางปฏิบัตินั้น ได้หมุนโทรศัพท์มากกว่าสิบครั้งนับตั้งแต่วันศุกร์ (21) ที่ผ่านมา หลักๆ แล้วคือเพื่อสนทนากับพวกผู้นำยุโรป หารือถึงหนทางที่จะก้าวเดินกันต่อไป
ในวันจันทร์ (24) เซเลนสกีบอกกับที่ประชุมซัมมิตในกรุงเคียฟ ของพวกผู้นำที่เดินทางมาเยือนในวาระครบรอบ 3 ปีของสงครามยูเครน โอ่อวดว่า สามปีหลังจากการเริ่มต้นสิ่งที่ปูตินเรียกว่า “การปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” ที่จะกินเวลา “3 วัน” ยูเครนก็ยังคงมีชีวิตอยู่ ยังคงสู้รบและมีเพื่อนมิตรในโลกมากยิ่งกว่าแต่ก่อน
ทั้งนี้ ผู้ที่เข้าร่วมซัมมิตคราวนี้ มีทั้ง ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน, ประธานคณะมนตรียุโรป อันโตนิโอ คอสตา, และพวกผู้นำของแคนาดา, เดนมาร์ก, ไอซ์แลนด์, ลัตเวีย, ลิทัวเนีย, ฟินแลนด์, นอร์เวย์, สเปน, และสวีเดน
ขณะที่ผู้นำของ แอลเบเนีย, สหราชอาณาจักร, โครเอเชีย, สาธารณรัฐเช็ก, เยอรมนี, ญี่ปุ่น, มอลโดวา, เนเธอร์แลนด์, โปแลนด์, สวิตเซอร์แลนด์, และตุรกี เข้าร่วมผ่านทางวิดีโอลิงก์ อย่างไรก็ดี ไม่มีตัวแทนจากสหรัฐฯแต่อย่างใด
เหล่าอาคันตุกะผู้มาเยือน แสดงความเคารพทหารยูเครนที่เสียชีวิตไปในสงคราม, ยืนไว้อาลัยต่อหน้าอนุสรณ์สถานที่จัดทำขึ้นจากธงชาติจำนวนมาก ณ จัตุรัสกลางกรุงเคียฟ มีเสียงไซเรนเตือนภัยทางอากาศดังก้องขึ้นขณะที่พวกเขาพบปะหารือกันในเวลาต่อมา ทว่าไม่ได้มีการโจมตีด้วยขีปนาวุธติตตามมา
“สี จิ้นผิง” คุยโทรศัพท์กับ “ปูติน”
ในอีกด้านหนึ่ง ตามรายงานของสื่อทางการแดนมังกร ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้กล่าวยืนยันความเป็นหุ้นส่วนแบบ “ไม่มีขีดจำกัด” ของเขา ในการพูดคุยทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียเมื่อวันจันทร์ (24)
สำนักข่าวรอยเตอร์บอกว่า ผู้นำทั้งสองจัดการสนทนากันคราวนี้ ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กำลังผลักดันให้เกิดข้อตกลงโดยรวดเร็วเพื่อยุติสงครามยูเครน ซึ่งกำลังทำให้เกิดความคาดหมายกันขึ้นมาว่า วอชิงตันอาจจะพยายามตอกลิ่มสร้างความแตกแยกระหว่าง สี กับ ปูติน ขณะที่เขามุ่งโฟกัสที่การแข่งขันชิงชัยกับแดนมังกร ที่เป็นระบบเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองลงมาจากสหรัฐฯเท่านั้น
การพูดคุยทางโทรศัพท์ครั้งนี้ ดูมีจุดมุ่งหมายเพื่อบอกปัดลู่ทางความเป็นไปได้ดังเช่นว่านี้ – โดยตามรายงานข่าวระบุว่า ผู้นำทั้งสองเน้นย้ำถึงคุณสมบัติของความเป็นพันธมิตรระหว่างประเทศทั้งสองว่ามีทั้งความคงทนถาวรและมุ่งผล “ในระยะยาว” โดยที่มีพลวัตภายในของตนเอง ซึ่งจะไม่ได้รับผลกระทบจาก “ฝ่ายที่สาม” ใดๆ
“ความสัมพันธ์จีน-รัสเซีย” มีพลังขับดันภายในที่แข็งแกร่ง และมึคุณค่าทางยุทธศาสตร์ที่โดดเด่นพิเศษไม่เหมือนใคร อีกทั้งไม่ได้มุ่งหมายไปที่ฝ่ายที่สามใดๆ หรือว่าตกอยู่ใต้อิทธิพลของฝ่ายที่สามใดๆ” นี่เป็นคำกล่าวของ สี กับ ปูติน ตามบันทึกย่อการสนทนาอย่างเป็นทางการของฝ่ายจีน ซึ่งสื่อทางการแดนมังกรนำออกมาเผยแพร่
“ยุทธศาสตร์ต่างๆ เพื่อการพัฒนา และนโยบายการต่างประเทศต่างๆ ของจีนและรัสเซียนั้นมุ่งผลระยะยาว” สี กล่าว พร้อมกับเสริมว่า ประเทศทั้งสอง “เป็นเพื่อนบ้านที่ดี ซึ่งไม่สามารถที่จะถูกเคลื่อนย้ายให้แยกออกห่างจากกันได้”
(ที่มา: รอยเตอร์/MGRออนไลน์)