ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เปิดเผยว่าเขาอาจกำหนดมาตรการรีดภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) อย่างเร็วที่สุดในช่วงเย็นวันพุธ (12 ก.พ.) กับทุกประเทศที่โขกรีดภาษีสินค้านำเข้าจากอเมริกา ในความเคลื่อนไหวที่โหมกระพือความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าในวงกว้างทั่วโลก และเสี่ยงเร่งให้เงินเฟ้อของสหรัฐฯ พุ่งทะยาน
"ผมอาจทำมันภายหลังจากนี้ หรือไม่ ผมอาจทำมันในเช้าวันพรุ่งนี้ แต่เราจะลงนามในมาตรการภาษีตอบโต้" ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาว
คำขู่รีดภาษีรอบใหม่ของทรัมป์ ที่ก่อความสั่นคลอนแก่ตลาด มีขึ้นในขณะที่ นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย มีกำหนดเดินทางเยือนทำเนียบขาวในวันพฤหัสบดี (13 ก.พ.) ท่ามกลางเสียงคร่ำครวญของรัฐบาลทรัมป์ กรณีที่อินเดีย เรียกเก็บภาษีในระดับสูงกับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ
ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้มีขึ้นในขณะที่ บรรดานักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันการเงินระดับโลกทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นมอร์แกน สแตนลีย์ ไปจนถึงโนมูระ โฮลดิ้ง ระบุชื่อ อินเดีย และไทย เป็นหนึ่งในชาติที่เสี่ยงเป็นเป้าหมายลำดับถัดไป ในความเคลื่อนไหวของ ทรัมป์ ที่ประกาศจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้กับบรรดาคู่หูทางการค้าทั้งหลาย
รายงานของบลูมเบิร์ก อ้างอิงคำประเมินจากบรรดานักวิเคราะห์ระบุว่า ไทย และอินเดีย ถูกล็อกเป้าในลำดับต้นๆ เพราะว่าการเรียกเก็บภาษีของพวกเขาที่กำหนดกับสหรัฐฯ ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วถือว่าสูงกว่าอัตราภาษีที่อเมริกาเรียกเก็บจากทั้ง 2 ชาติ ค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวเน้นย้ำว่า ทรัมป์ ยังไม่ได้ให้ความชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มนโยบายที่จะดำเนินการ ในนั้นรวมถึงประเทศใดบ้างที่เป็นเป้าหมายและจะใช้มาตรการดังกล่าวบนพื้นฐานอะไร
ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากรีพับลิกัน เชื่อว่า ทรัมป์ กำลังพิจารณายกเว้นภาษีต่างๆ ที่อาจรวมถึงยานยนต์และอุตสาหกรรมยา เช่นเดียวกับอื่นๆ แต่เขาเองก็ยังไม่แน่ใจ
พวกนักเศรษฐศาสตร์มองมาตรการรีดภาษีในฐานะปัจจัยก่อความเสี่ยงเงินเฟ้อ และจากข้อมูลที่เผยแพร่ในวันพุธ (12 ก.พ.) พบว่าราคาผู้บริโภคสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในเดือนมกราคม มากที่สุดในรอบเกือบ 1 ปีครึ่ง
ประธานาธิบดีรายนี้สร้างความตกตะลึงแก่ตลาดอยู่ก่อนแล้ว จากการประกาศรีดภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมนำเข้าทั้งหมด เริ่มตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม ความเคลื่อนไหวที่เรียกเสียงประณามจากเม็กซิโก แคนาดาและสหภาพยุโรป ส่วนญี่ปุ่นและออสเตรเลีย เผยว่าพวกเขากำลังหาทางขอขอยกเว้นจากการรีดภาษี
ข่าวคราวนี้ทำให้ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ที่พึ่งพิงเหล็กและอะลูมิเนียมนำเข้า พยายามดิ้นรนหาทางชดเชยต้นทุนที่คาดหมายว่าจะพุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม พวกเจ้าหน้าที่ของอียูส่งสัญญาณก่อนหน้านี้ในวันพุธ (12 ก.พ.) ว่าสหภาพยุโรปให้ความสำคัญกับการเจรจาเป็นลำดับแรก ในเรื่องของมาตรการตอบโต้การแก้เผ็ด เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดจากสงครามการค้า
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทรัมป์ ประกาศเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มเติมอีก 10% มีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ กระตุ้นให้จีนออกมาตรการตอบโต้ และมีผลบังคับใช้เมื่อช่วงต้นสัปดาห์
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ ชะลอรีดภาษีสินค้านำเข้าจากเม็กซิโกและแคนาดา ไปจนถึงวันที่ 4 มีนาคม เปิดทางให้มีการเจรจาเกี่ยวกับมาตรการต่างๆ ที่จะนำมาใช้รับประกันความมั่นคงตามแนวชายแดนสหรัฐฯ และสกัดการไหลบ่าเข้ามาของยาเฟนตานิล
แรงงานสหรัฐฯ บางส่วนขานรับด้วยความยินดีกับมาตรการรีดภาษี แต่บรรดาบริษัทผู้ผลิตและธุรกิจอื่นๆ เตือนว่าการขึ้นภาษีอาจนำมาซึ่งราคาข้าวของที่แพงขึ้น ขณเดียวกันเหล่าผู้ผลิตเหล็กของยุโรป ก็แสดงความกังวลว่ามาตรการรีดภาษีของสหรัฐฯ จะนำมาซึ่งการไหลบ่าของเหล็กราคาถูกเข้าสู่ยุโรป
จัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา ให้สัมภาษณ์กับพวกผู้สื่อข่าวในบรัสเซลส์ ว่าชาวอเมริกาบางส่วนอาจต้องตกงาน และการเติบโตของสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบจากมาตรการรีดภาษีเหล็กของทรัมป์
(ที่มา : รอยเตอร์/บลูมเบิร์ก)


