xs
xsm
sm
md
lg

‘ทรัมป์-แฮร์ริส’ ดีเบตนัดแรกดุเดือด ซัดกันนัวทั้งเรื่องเศรษฐกิจ-ทำแท้ง-ผู้อพยพ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รองประธานาธิบดี กมลา แฮร์ริส และอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สองผู้สมัครชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดศึกปะทะคารมบนเวทีประชันวิสัยทัศน์ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกและอาจจะเป็นครั้งเดียวระหว่างทั้งคู่เมื่อค่ำวานนี้ (10 ก.ย.) ตามเวลาในสหรัฐฯ โดยมีการโจมตีตอบโต้กันไปมาตั้งแต่ประเด็นเรื่องการทำแท้ง เศรษฐกิจ ผู้อพยพ เรื่อยไปจนถึงคดีความต่างๆ ที่ ทรัมป์ เผชิญอยู่ และต่างหวังใช้โอกาสนี้พลิกสถานการณ์ชิงความได้เปรียบในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนศึกเลือกตั้งที่จะมาถึงในวันที่ 5 พ.ย.

ศึกดีเบตครั้งนี้เริ่มเปิดฉากขึ้นในเวลา 21.00 น. ตามเวลามาตรฐานตะวันออก (ET) ที่เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย โดยมีสถานีโทรทัศน์ ABC News เป็นเจ้าภาพ ท่ามกลางคำถามว่า ทรัมป์ และ แฮร์ริส ซึ่งไม่เคยพบเจอกันตัวเป็นๆ มาก่อนจะทักทายกันอย่างไร? ซึ่งปรากฏว่า แฮร์ริส จบข้อสงสัยนี้ด้วยการเป็นฝ่ายเดินไปหา ทรัมป์ ที่โพเดียมของเขา และยื่นมือทักทายพร้อมกับแนะนำตัวเองว่า “กมลา แฮร์ริส” ซึ่งถือเป็นการจับมือในศึกดีเบตระหว่างผู้สมัครชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา

รอยเตอร์ชี้ว่าท่าทีของ แฮร์ริส เป็นการส่งสัญญาณ "ลดการ์ด" ให้กับชายซึ่งใช้เวลาตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาดูหมิ่นเหยียดหยามเธอทั้งในแง่ของเพศและเชื้อชาติ

แฮร์ริส ซึ่งเป็นอดีตอัยการวัย 59 ปี พุ่งเป้าโจมตีจุดอ่อนต่างๆ ของ ทรัมป์ ซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง จนทำให้ ทรัมป์ ในวัย 78 ปีออกอาการโมโหอย่างเห็นได้ชัด และพยายามตอบโต้ด้วยการอ้างข้อมูดบิดเบือนต่างๆ โดยในช่วงหนึ่งของการอภิปราย แฮร์ริส ได้กล่าวถึงการปราศรัยหาเสียงของ ทรัมป์ โดยเยาะเย้ยว่าคนส่วนใหญ่ “มักจะกลับก่อน” เพราะว่า “ทนความเบื่อไม่ไหว”

ทรัมป์ ตอกกลับทันควันว่า “ในการปราศรัยของผม เรามีการปราศรัยขนาดใหญ่ที่สุด และเหลือเชื่อที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ” พร้อมทั้งกล่าวหาว่า แฮร์ริส “จัดรถบัส” ไปขนคนเข้ามาฟังการปราศรัยของตัวเอง

ทรัมป์ ยังอ้างทฤษฎีสมคบคิดไร้หลักฐานที่ระบุว่า ผู้อพยพผิดกฎหมายชาวเฮติในเมืองสปริงฟิลด์ รัฐโอไฮโอ “กินสัตว์เลี้ยง” ของประชาชนในพื้นที่ โดยข้อมูลนี้ถูกแชร์กันอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ และถูกนำมาโหมกระพือโดย เจ. ดี. แวนซ์ ซึ่งเป็นคู่ชิงรองประธานาธิบดีของ ทรัมป์ เอง

“ที่สปริงฟิลด์ คนพวกนั้นกินสุนัข พวกที่อพยพย้ายเข้ามา พวกเขากินแมว” ทรัมป์ กล่าว “พวกนั้นกินสัตว์เลี้ยงของประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมือง”

เจ้าหน้าที่เมืองสปริงฟิลด์เคยออกมาชี้แจงแล้วว่าข้อครหาเหล่านั้นไม่เป็นความจริง และผู้ดำเนินรายการของ ABC ก็รีบโต้แย้งทันทีหลังจากที่ ทรัมป์ พูดเรื่องนี้ขึ้นมา ขณะที่ แฮร์ริส แสดงออกด้วยการหัวเราะและเย้ยหยันอีกฝ่ายว่า “พูดจาสุดโต่ง”

แฮร์ริส ซึ่งเป็นอดีตอัยการรัฐแคลิฟอร์เนียยังพยายามขุดคุ้ยพฤติกรรมในอดีตของ ทรัมป์ ขึ้นมาโจมตี โดยเฉพาะเรื่องที่เขาพยายามล้มผลเลือกตั้งในปี 2020 ซึ่งตลอด 1 ชั่วโมงแรกของการดีเบตดูเหมือนว่ายุทธศาสตร์นี้จะได้ผลไม่น้อย และบีบให้ ทรัมป์ ต้องพยายามหาทางแก้ต่างให้กับตัวเอง

ทรัมป์ กล่าวว่าตนเอง “ไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง” กับเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 ม.ค. ปี 2021 นอกเหนือไปจาก “พวกเขาขอให้ผมขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์” และยังคงอ้างเหมือนเดิมว่าตนเองคือผู้ที่ชนะศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2020

แฮร์ริส ยกพฤติกรรมในอดีตของ ทรัมป์ มาเป็นเหตุผลว่าถึงเวลาแล้วที่สหรัฐฯ จะต้องพลิกประวัติศาสตร์หน้าใหม่

“โดนัลด์ ทรัมป์ ถูกชาวอเมริกัน 81 ล้านคนไล่ลงจากเก้าอี้ ขอให้ทุกท่านเข้าใจชัดเจนตามนี้ด้วย และเห็นได้ชัดว่าเขามีปัญหาในการทำความเข้าใจข้อเท็จจริงข้อนี้ แต่เราไม่สามารถยอมให้สหรัฐฯ มีประธานาธิบดีที่พยายามล้มล้างเจตนารมณ์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งที่จัดขึ้นอย่างเสรีและเป็นธรรม อย่างที่เขาเคยพยายามทำมาในอดีตได้” แฮร์ริส กล่าว

รองประธานาธิบดีหญิงผู้นี้ยังจิกกัด ทรัมป์ ด้วยการบอกว่าผู้นำทั่วโลกต่าง “หัวเราะเยาะ” เขา และมองว่าเขา “สร้างความอับอาย” ต่อสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสำนวนภาษาเดียวกันกับที่ ทรัมป์ มักจะพูดเย้ยหยัน โจ ไบเดน ระหว่างที่เดินสายหาเสียง

ด้าน ทรัมป์ ก็หันมาเล่นงาน แฮร์ริส ด้วยการอ้างว่าเธอ “ไม่เคยได้รับคะแนนโหวต” ในการเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต และยังอ้างว่าเธอก้าวขึ้นมาแทนที่ ไบเดน ตามแผน “รัฐประหาร” (coup) ของคนในพรรค

“เขาเกลียดเธอ” ทรัมป์ อ้างว่า ไบเดน รู้สึกเช่นนั้น “เขาทนเธอไม่ได้”

อย่างไรก็ตาม การโต้เถียงเช่นนี้ดูเหมือนจะยิ่งไปเพิ่มน้ำหนักให้กับคำพูดของ แฮร์ริส ที่ว่า ทรัมป์ ขาดความสามารถในการ “ควบคุมอารมณ์” ซึ่งประธานาธิบดีควรจะมี


ผู้สมัครทั้งสองยังแลกหมัดกันในประเด็นด้านเศรษฐกิจ ซึ่งผลสำรวจความคิดเห็นพบว่า ทรัมป์ มีคะแนนนิยมสูงกว่า แฮร์ริส ในด้านนี้

แฮร์ริส ได้แจกแจงนโยบายต่างๆ ที่เธอได้นำเสนอตลอดช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เช่น การให้ประโยชน์ทางภาษีแก่ครอบครัวและผู้ประกอบการรายย่อย เป็นต้น ขณะเดียวกันก็โจมตีแผนของ ทรัมป์ ในการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ โดยบอกว่ามันไม่ต่างอะไรกับการรีดภาษีการขาย (sales tax) เอากับชนชั้นกลาง

“โดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้เราต้องเผชิญปัญหาการว่างงานรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression)” แฮร์ริส กล่าว โดยอ้างถึงตัวเลขการว่างงานในสหรัฐฯ ซึ่งพุ่งสูงสุด 14.8% ในเดือน เม.ย. ปี 2020 และลงมาอยู่ที่ 6.4% ในขณะที่ ทรัมป์ พ้นตำแหน่ง

ด้าน ทรัมป์ ก็วิพากษ์วิจารณ์ แฮร์ริส เกี่ยวกับปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในรัฐบาลไบเดน โดยระบุว่า “เงินเฟ้อถือเป็นหายนะสำหรับประชาชน สำหรับกลุ่มชนชั้นกลาง และคนทุกๆ กลุ่ม” จากนั้นก็รีบเปลี่ยนไปสู่ประเด็นเรื่องผู้อพยพ โดยอ้างแบบไร้หลักฐานยืนยันว่ามีผู้อพยพ “จากโรงพยาบาลบ้า” (insane asylums) หลบหนีข้ามพรมแดนจากเม็กซิโกเข้ามายังสหรัฐฯ เป็นจำนวนมาก

ผู้สมัครทั้ง 2 รายยังแสดงมุมมองที่แตกต่างเกี่ยวกับประเด็นการทำแท้ง ซึ่งผลสำรวจความคิดเห็นบ่งชี้ว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่สนับสนุนแนวทางของ แฮร์ริส มากกว่า

ทรัมป์ อ้างไปถึงคำพิพากษาของศาลสูงสุดในปี 2022 ที่ยกเลิกสิทธิตามรัฐธรรมนูญในการทำแท้ง และให้แต่ละรัฐมีอำนาจตัดสินใจในประเด็นนี้เอง โดยเขาอ้างว่า “ผมเองมีส่วนในการผลักดันเรื่องนี้ และใช้ความกล้าหาญในการทำสิ่งนี้”

ด้าน แฮร์ริส แสดงความไม่พอใจต่อข้อกล่าวอ้างของ ทรัมป์ ที่ว่าการที่สิทธิทำแท้งกลายเป็นเรื่องของแต่ละรัฐถือเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย

“นี่คือสิ่งที่ประชาชนต้องการงั้นหรือ? คนจำนวนมากถูกปฏิเสธรับเข้าห้องฉุกเฉิน เพราะพวกเจ้าหน้าที่สาธารณสุขกลัวว่าจะติดคุกเนี่ยนะ?” แฮร์ริส ตั้งคำถาม

เมื่อถูกถามว่าจะใช้สิทธิ “วีโต” หรือไม่หากสภาคองเกรสผ่านกฎหมายแบนการทำแท้ง? ทรัมป์ ยืนยันว่า “สิ่งนั้นจะไม่เกิดขึ้น” แต่ก็ปฏิเสธที่จะตอบอย่างตรงไปตรงมา


ทรัมป์ และ แฮร์ริส ยังกล่าวหาซึ่งกันและกันว่าพยายามใช้กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เป็น “อาวุธ” โจมตีฝ่ายตรงข้าม โดย ทรัมป์ นั้นอ้างว่าการที่ตนถูกยื่นฟ้องฐานสมคบคิดล้มผลเลือกตั้งเมื่อปี 2020 และจัดการเอกสารชั้นความลับอย่างไม่เหมาะสม รวมถึงเรื่องการจ่ายเงินปิดปากดาราหนังผู้ใหญ่ที่เคยมีสัมพันธ์สวาทด้วยนั้น ทั้งหมดเป็น “แผนสมคบคิด” ที่ แฮร์ริส และ ไบเดน ร่วมมือกันสร้างขึ้นมา --- ซึ่งก็เป็นการกล่าวหาแบบไม่มีหลักฐานตามเคย

ด้าน แฮร์ริส ฟาดกลับด้วยการชี้ว่า ทรัมป์ ข่มขู่จะใช้กฎหมายเอาผิดกับบรรดาศัตรูทางการเมือง หากได้กลับมาเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2

“โปรดเข้าใจด้วยว่า เขาคือคนที่เคยออกมาพูดอย่างเปิดเผยว่าจะฉีก --- นี่ดิฉันเอ่ยตามที่เขาพูดนะ --- จะฉีกรัฐธรรมนูญ” เธอกล่าว

ทรัมป์ ยังคงอ้างซ้ำๆ เหมือนเดิมว่าการที่ตนแพ้ศึกเลือกตั้งในปี 2020 ก็เพราะ “ถูกโกง” พร้อมทั้งกล่าวหา แฮร์ริส ว่าเป็นพวก “มาร์กซิสต์” และอ้างด้วยว่าผู้อพยพเป็นต้นเหตุทำให้สถิติอาชญากรรมในสหรัฐอเมริกาพุ่งสูงขึ้น

ในประเด็นสงครามอิสราเอล-กาซา แฮร์ริส ประกาศว่า “สงครามจำเป็นต้องยุติลงทันที และมันจะยุติลงได้ก็ต่อเมื่อเรามีข้อตกลงหยุดยิง และเราจำเป็นต้องช่วยตัวประกันทั้งหมดออกมา” ขณะที่ ทรัมป์ ระบุว่า แฮร์ริส “เกลียดชังอิสราเอล ถ้าเธอได้เป็นประธานาธิบดี ผมเชื่อว่าภายใน 2 ปีข้างหน้าจะไม่มีชาติอิสราเอลเหลืออยู่แน่นอน”

แฮร์ริส เถียงกลับทันควันว่า “นี่ไม่ใช่ความจริงเลยแม้แต่น้อย ตลอดชีวิตและการทำงานของดิฉันสนับสนุนอิสราเอลและประชาชนชาวอิสราเอลเรื่อยมา”

ที่มา : รอยเตอร์