xs
xsm
sm
md
lg

‘เกาหลีใต้’ กุมขมับเมื่อสหรัฐฯ เสนอแผนตั้ง ‘กลุ่ม Chip 4’ รวมหัว ‘วอชิงตัน-โตเกียว-โซล-ไทเป’ ผงาดอุตสาหกรรมชิป กีดกัน ‘ปักกิ่ง’ อยู่นอกวง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: แอนดรูว์ แซลมอน ***


ชิปกำลังกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความสำคัญที่สุดในทางยุทธศาสตร์ของโลก
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)

US Chip 4 plan hands South Korea a devil’s choice
By/ ANDREW SALMON
12/08/2022

วอชิงตัน ทำให้ โซล กลายเป็นจุดเด่นถูกจับตาด้วยข้อเสนอก่อตั้ง Chip 4 กลุ่มพันธมิตรผู้ผลิตชิปที่ประกอบด้วย สหรัฐฯ-เกาหลีใต้-ญี่ปุ่น-ไต้หวัน” โดยมุ่งกีดกันจีนให้อยู่นอกวง ซึ่งเป็นการคุกคามที่จะทำให้ความสัมพันธ์ทางการค้ามูลค่ามหาศาลที่โสมขาวมีอยู่กับแดนมังกรอาจถึงขั้นพังพินาศ

โซล, เกาหลีใต้ - ลี แจยอง (Lee Jae-yong) ทายาท และผู้นำในทางพฤตินัยของซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ได้รับการอภัยโทษจากประธานาธิบดีในวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา สำหรับคดีความผิดเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน เป็นการขจัดเมฆดำทะมึนทางกฎหมายที่ลอยอยู่เหนือศีรษะเขามายาวนานตั้งแต่ปี 2017

ถึงแม้ ลี ออกจากเรือนจำ และทำหน้าที่การงานด้านบริหารของเขามาตั้งแต่ปี 2021 ที่ผ่านมา แต่หากเป็นไปได้แล้วสำหรับในเวลานี้ นายใหญ่ของกิจการที่ถือเป็นเรือธงแห่งชาติของเกาหลีใต้รายนี้ น่าจะต้องการตกเป็นข่าวเกรียวกราวน้อยลงกว่านี้มากกว่า

เขากลับมาเป็นข่าวบนหน้าหนึ่งอีกครั้งหนึ่งคราวนี้ ในจังหวะเวลาเดียวกับที่ฝันร้ายชวนขวัญผวาดระดับย่ำแย่ที่สุดของภาคบริษัทเอกชนเกาหลีใต้ ก็กำลังกลายเป็นความจริงขึ้นมา นั่นคือ พวกเขากำลังถูกบังคับให้ต้องเลือกเอาระหว่างจีน ที่เป็นคู่ค้ารายสำคัญที่สุด กับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรทรงความสำคัญทางยุทธศาสตร์

วอชิงตันกำลังต้องการให้โซลตัดสินใจชัดๆ ภายในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์นี้ ว่าจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมในกลุ่มพันธมิตรเซมิคอนดักเตอร์ “ชิป 4” (Chip 4) ที่เพิ่งก่อตัวขึ้นมาหมาดๆ ซึ่งมุ่งที่จะนำเอาพวกผู้ผลิตชิปของอเมริกัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน มาจับมือกัน ขณะเดียวกันกับที่จงใจกีดกันจีนให้อยู่นอกวง

โซลเพิ่งได้รับคำเชิญให้เข้าร่วมการพบปะหารือเบื้องต้นของการจับกลุ่มคราวนี้ ซึ่งมีกำหนดการคร่าวๆ จะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคม หรือไม่ก็ต้นเดือนกันยายน โดยที่สำนักข่าวยอนฮัป (Yonhap) รายงานเอาไว้เมื่อวันที่ 8 ส.ค. อ้างเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ผู้หนึ่งซึ่งไม่มีการระบุชื่อ บอกว่า “รัฐบาลของเราจะเข้าร่วมในการประชุมเบื้องต้นนี้ ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะหาทางให้ได้รับผลประโยชน์แห่งชาติของเราให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”
(ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.yna.co.kr/view/AEN20220808001500315)

ขณะที่กำหนดการพบปะดังกล่าวขยับใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ปรากฏว่าพวกแหล่งข่าวรัฐบาลโสมขาวต่างพากันเต้นฟุตเวิร์กหลบเลี่ยงประเด็นนี้กันเป็นแถว ส่วนเหล่าบริษัทที่เกี่ยวข้องก็รูดซิปปิดปากสนิท อันที่จริง เรื่องนี้ไม่สามารถพูดได้ว่าเป็นปริศนาคำทายที่โผล่ขึ้นมาอย่างไม่คาดหมายจนทำให้ยังไม่ทราบว่าจะตอบกันยังไง เนื่องจากความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ นั้นอยู่ในภาวะพายุกระหน่ำฝนฟ้าคะนองมาเป็นปีๆ แล้ว

ทว่ามันเป็นปัญหาชนิดซึ่งไม่ว่ารัฐบาลของประธานาธิบดียุน ซุคยอล หรือคณะบริหารโซลชุดอื่นๆ ไม่ว่าชุดไหน ก็ไม่ได้มีหนทางออกที่ชัดจน

ยุน ซึ่งอ้างเหตุผลว่าเขาอยู่ระหว่างการลาพักร้อน กลายเป็นผู้นำของภูมิภาคแถบนี้เพียงรายเดียวเท่านั้นซึ่งไม่ได้ออกพบปะต้อนรับ แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ระหว่างการเดินทางเยือนเอเชียช่วงสั้นๆ ของเธอเมื่อเร็วๆ นี้ เมื่อพิจารณาว่า เพโลซี แวะมาที่โซลหลังออกจากไทเป –ในการเยือนไต้หวันซึ่งจุดชนวนให้ปักกิ่งเดือดดาลโกรธเกรี้ยวอย่างที่คาดหมายกันได้อยู่แล้ว และส่งผลให้ความตึงเครียดในภูมิภาคพุ่งทะยานทะลุฟ้า – ยุนอาจจะวาดหวังเอาไว้ว่า ท่าทีแบบ “พอแล้ว ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับอะไรวุ่นๆ ทั้งหลายอีกแล้ว” ของเขาจะเปิดทางให้รัฐมนตรีต่างประเทศของเขามีช่องทางขยับเนื้อขยับตัวได้มากขึ้น ในการเดินทางไปเยือนจีนในวันที่ 10 สิงหาคม

ในความเป็นจริง โซลถูกผลกระทบเข้าอย่างจังดอกหนึ่งไปเรียบร้อยแล้ว นั่นคือ ประเด็นปัญหาประการหนึ่งซึ่งฝ่ายจีนได้แสดงความไม่พอใจเอาไว้มาก ทว่าได้สร่างซาเงียบหายกันไปนานทีเดียว ได้แก่ เรื่องการติดตั้งประจำการระบบป้องกันขีปนาวุธ “ทาด” (THAAD) ของสหรัฐฯ ในเกาหลีใต้ เวลานี้จู่ๆ ประเด็นนี้ก็กลับปะทุแรงขึ้นมาใหม่ รวมทั้งยังไม่แน่ว่าอาจจะมีอะไรเลวร้ายกว่านี้โผล่ขึ้นมาอีกหรือไม่ ขณะที่เกาหลีใต้ยังไม่ตัดสินใจเลือกทางไหนในเรื่องเกี่ยวกับชิปนี้

มันเป็น “ประเด็นปัญหาที่อ่อนไหว” รัฐมนตรีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ลี จองโฮ บอกกับพวกผู้สื่อข่าวต่างประเทศเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พร้อมกับย้ำว่า “ผมนะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย แต่ผมไม่ได้เป็นคนที่เป็นตัวหลักในการตัดสินใจ” ถึงแม้เขายอมรับด้วยว่า เรื่องกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างนี้ในที่สุดแล้วอาจทำให้เกาหลีจำเป็นต้อง “...มาถึงข้อสรุปที่ยากลำบากมากๆ”

ขณะที่พวกผู้สังเกตการณ์ทางอุตสาหกรรมกล่าวเตือนว่า ประเด็นปัญหา Chip 4 นี้ ทำให้เกิดปัญหาหลายๆ ด้านทับซ้อนกัน

“เรื่องนี้มีมิติทางเศรษฐกิจ และก็มีมิติด้านความมั่นคงด้วย ผมคิดว่าฝ่ายจีนต้องการเอาสองเรื่องนี้มาผสมกันนะ” ที ดับเบิลยู กัง (TW Kang) ให้ความเห็นกับเอเชียไทมส์ เขาเคยเป็นผู้บริหารในอุตสาหกรรมเซมคอนดักเตอร์ โดยเคยทำงานทั้งในจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐฯ แต่เวลานี้เกษียณอายุแล้ว “พวกเขากำลังพูดถึงปัญหาชิป4 เคียงคู่ไปกับเรื่อง THADD มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะขอให้แยกออกจากกัน”

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ (ซ้าย) ไปเยือนโรงงานแห่งหนึ่งของบริษัทซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ขณะเขาเดินทางไปเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2022 โดยที่มีประธานาธิบดียุน ซุกยอล ของเกาหลีใต้ (กลาง) และลี แจยอง (ที่ 2 จากขวา) รองประธาน ที่เป็นประธานในทางพฤตินัยของซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ให้การต้อนรับ ทั้งนี้ ภาครัฐและภาคเอกชนเกาหลีใต้อาจจะถูกผลักดันให้ต้องตัดสินใจกระทำสิ่งที่พวกเขาพยายามหลีกเลี่ยงเรื่อยมา นั่นคือการต้องเลือกระหว่างสหรัฐฯ กับจีน
จากความสัมพันธ์ที่น่าพอใจ กลายเป็นความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยปัญหา

เป็นเวลาหลายศตวรรษมาแล้ว ราชวงศ์ต่างๆ ของจีนมีอิทธิพลอย่างสูงต่อราชอาณาจักรซึ่งปกครองคาบสมุทรเกาหลี ในฐานะเป็นผู้ถ่ายทอดระบบทางด้านเกษตรกรรม ศาสนา ปรัชญา การปกครอง การแพทย์, การศึกษา และระบบอื่นๆ

ความผูกพันเหล่านี้ถูกตัดขาดสะบั้นเมื่อเกาหลีใต้ทำสงครามกับจีนในช่วงสงครามเกาหลี (Korean War) จากปี 1950 ถึง 1953 แต่แล้วก็กลับมาเชื่อมโยงกันใหม่อีกครั้งภายหลังการล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ยุโรป โดยที่ปักกิ่ง และโซล ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปี 1992

หลายทศวรรษหลังจากนั้นมา ทุกสิ่งทุกอย่างดูจะดีไปหมด

จีน ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านอยู่ข้างๆ กัน เติบโตขยายตัวได้อย่างรวดเร็วยิ่ง และไม่ช้าไม่นานก็แซงหน้าสหรัฐฯ กลายเป็นทั้งผู้บริโภครายใหญ่ที่สุดของสินค้าออกของเกาหลีใต้ รวมทั้งเป็นจุดหมายปลายทางด้านการลงทุนชั้นนำของแดนโสมขาวด้วย กลุ่มนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลหลั่งไหลไปมาในทั้งสองทิศทาง มีการลงนามกันในข้อตกลงการค้าเสรีทวิภาคีในปี 2014

ดูไปแล้วมันเหมือนกับเกาหลีใต้สามารถที่จะคว้าสิ่งดีๆ ไปได้จากทั้งสองข้าง กล่าวคือ สามารถขายของให้แก่จีนแบบระเบิดระเบ้อ ขณะเดียวกัน ก็ได้รับประโยชน์จากความคุ้มครองด้านความมั่นคงปลอดภัยที่จัดให้โดยเพื่อนมิตรร่วมระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมอย่างสหรัฐฯ

ครั้นแล้วคณะบริหารโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ก็ริเริ่มวางแผนการ “หย่าร้างแยกขาด” (decoupling) กับจีนในระดับทั่วโลก โดยที่รัฐบาลโจ ไบเดน ยังคงเดินทางในเส้นทางเดียวกันนี้ต่อมา เมื่อเป็นเช่นนี้ โซลจึงถูกดึงลากให้เข้าสู่การทะเลาะเบาะแว้งนี้ด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

ในปี 2017 ปักกิ่งดำเนินการตอบโต้ทางเศรษฐกิจอย่างมโหฬารใส่โซล หลังจากเกาหลีใต้ยินยอมให้สหรัฐฯ เข้าไปจัดตั้งประจำการหน่วยทหารระบบต่อต้านขีปนาวุธ THAAD ขึ้นในดินแดนโสมขาว ถึงแม้จีนยืนกรานทักท้วงว่าสหรัฐฯ สามารถใช้เรดาร์ที่มีพลังสูงมากของระบบอาวุธนี้แอบส่องข้ามพรมแดนเพื่อสอดแนมกิจกรรมต่างๆ ของจีน

ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ลอตเต้ (Lotte) หนึ่งในกลุ่มธุรกิจยักษ์เกาหลีใต้ซึ่งมีกิจการต่างๆ หลากหลาย ถูกบังคับให้ต้องถอนยวงการดำเนินงานด้านค้าปลีกของตนในจีนไปเลย ขณะที่ยอดขายรถของฮุนได มอเตอร์ ได้รับผลกระทบอย่างแรง กรุ๊ปทัวร์จีนเดินทางไปเกาหลีเหือดแห้งหดหาย และ เค-ป็อป เค-ดรามา รวมทั้งเค-เกมก็สูญเสียตลาดจีนของพวกเขาไปอย่างฉับพลัน

มีความคาดหวังกันว่า การพบปะหารือกันในวันที่ 8-9 สิงหาคมที่ผ่านมา ระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศ พัค จิน (Park Jin) ของเกาหลีใต้ กับหวัง อี้ (Wang Yi) ของจีน ในเมืองชิงต่าว (Qingdao) มณฑลซานตง ของแดนมังกร อาจจะสามารถรีเซตความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันขึ้นมาใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม บันทึกย่อผลการหารือครั้งนี้ที่เผยแพร่โดยกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ นำเสนอวาระของสิ่งที่ได้หารือกัน ทว่ากลับคลุมเครือเกี่ยวกับสิ่งที่ตกลงกันได้จริงๆ –ทั้งนี้ ถ้าหากมีการตกลงอะไรกันขึ้นมาได้
(ดูบันทึกย่อของกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ได้ที่ https://www.mofa.go.kr/www/brd/m_4076/view.do?seq=369319)

ในความเป็นจริงแล้ว การพบปะคราวนี้จุดชนวนให้เกิดพายุลูกใหม่ขึ้นมาด้วยซ้ำ โดยหลังจากเอกสารสรุปอย่างเป็นทางการของฝ่ายจีน รวมทั้งรายงานของสื่อจีน ระบุว่าเกาหลีใต้จะไม่ขยายระยะเวลาการปฏิบัติงานของระบบ THAAD ต่อไปอีก ปรากฏว่าทั้งกระทรวงกลาโหมและสำนักงานประธานาธิบดีเกาหลีใต้ต่างออกมาปฏิเสธคำแถลงของฝ่ายจีนเหล่านี้

จรวดสกัดกั้นของระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD  พุ่งสู่ท้องฟ้าขณะมีการยิงทดสอบที่รัฐอะแลสกา, สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2017 (ภาพเผยแพร่โดยสำนักงานป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ)  อาวุธชนิดนี้ซึ่งเกาหลีใต้ยินยอมให้สหรัฐฯนำเข้ามาติดตั้งประจำการ ด้วยจุดประสงค์ในการป้องกันขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ กลับทำให้จีนโกรธเคือง เนื่องจากมองว่าระบบเรดาร์ของมันทำให้สหรัฐฯสอดแนมพื้นที่ภายในจีนได้
ระบบป้องกันขีปนาวุธนี้ “เป็นเรื่องอธิปไตยด้านความมั่นคง ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยสามารถเป็นหัวข้อของการเจรจาต่อรองกันได้” สำนักงานประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ระบุ
(ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.yna.co.kr/view/AEN20220811006453315)

พายุปั่นป่วนที่เกิดขึ้นมาอย่างไม่คาดคิดเช่นนี้ ย่อมไม่ได้รับการต้อนรับด้วยความยินดีในช่วงเวลาที่ โซล กำลังจะต้องตัดสินใจเรื่อง Chip 4 ทั้งนี้ หากดูจากตัวเลขเงินๆ ทองๆ หลายๆ ตัว ก็จะเข้าใจได้อย่างชัดเจนเลยว่าทำไมการเลือกระหว่างผลประโยชน์ที่ได้จากอเมริกันและจากจีน จึงเป็นเรื่องที่ตัดสินใจกันได้ลำบากยากเย็นนัก

ตามข้อมูลตัวเลขของธนาคารซานตานแดร์ (Santander) จีน (รวมฮ่องกงด้วย) คือคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ โดยเป็นผู้รับสินค้าออกของโสมขาวไป 31.9% ในปี 2020 ขณะที่สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับสอง บริโภคสินค้าออกเกาหลีใต้ในระดับ 14.5%
(ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://santandertrade.com/en/portal/analyse-markets/south-korea/foreign-trade-in-figures)

ญี่ปุ่นก็อยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคลายไม่ออกแบบเดียวกัน นั่นคือ เป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์กับสหรัฐฯ ขณะที่จีนมีฐานะเป็นผู้ซื้อสินค้าส่งออกรายใหญ่ที่สุดของแดนอาทิตย์อุทัย กระนั้นก็ตาม ตัวเลขของซานตานแดร์ แสดงอย่างชัดเจนว่า โตเกียวน่าจะยุ่งยากใจน้อยกว่า กล่าวคือ จีนและฮ่องกงรวมกันเป็นผู้รับสินค้าออกของญี่ปุ่น 27% ในปี 2020 ขณะที่สหรัฐฯ รับไว้ 18.5%

ความสลับซับซ้อนในเรื่องเซมิคอนดักเตอร์

ยิ่งเรื่องการทะเลาะวิวาทกันระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในแวดวงเซมิคอนดักเตอร์ด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่พวกผู้วางนโยบายและเหล่านักธุรกิจเกาหลีใต้มองเห็นว่ามีอันตรายอย่างยิ่งและต้องใช้ความระวัดระวังอย่างสูงลิ่ว

ตามข้อมูลของ อินเวสต์โคเรีย (InvestKorea) ในปี 2020 เกาหลีครองส่วนแบ่งตลาดชิปทั่วโลกโดยรวมเอาไว้ 18.4% และเฉพาะตลาดชิปความจำของทั่วโลกส่วนแบ่งก็จะขึ้นไปเป็น 56.9% ชิปคือสินค้าออกชั้นนำของโสมขาว แทบจะทุกปีที่ผ่านมาในระยะหลังๆ นี้ (ขึ้นอยู่กับวัฏจักรราคาเซมิคอนดักเตอร์ด้วย) ชิปมีสัดส่วนคิดเป็นราวๆ 20% ของยอดขนส่งสินค้าออกไปต่างแดนโดยรวมของเกาหลีใต้
(ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.investkorea.org/ik-en/cntnts/i-312/web.do)

กิจการเรือธงแห่งชาติอย่าง ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ คือซัปพลายเออร์รายใหญ่ที่สุดในเรื่องเซมิคอนดักเตอร์ความจำของโลก และเป็นเพลเยอร์ใหญ่อันดับสอง ตามหลังบริษัท TSMC ของไต้หวันเท่านั้น ในเรื่องการเป็นโรงงานรับจ้างผลิตชิปชนิดไม่ใช่ความจำระดับก้าวหน้าล้ำยุค ขณะที่ เอสเค ไฮนิกซ์ (SK hynix) คู่แข่งขันสัญชาติเกาหลีใต้ด้วยกัน เป็นเพลเยอร์ผู้ผลิตชิปความจำอันดับสองของโลก

เมื่อปีที่แล้ว ตามรายงานของ เทคไวร์เอเชีย (TechWireAsia) จีนเป็นตลาดรองรับการส่งออกชิปโดยรวมของเกาหลีใต้เอาไว้ประมาณ 48%
(ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://techwireasia.com/2022/07/chip-4-alliance-will-south-korea-pick-the-us-or-remain-an-ally-to-china/)

คราวนี้มาดูข้อเสนอเรื่อง “Chip 4” ของวอชิงตัน

เรื่องนี้เสนอกันขึ้นมาทีแรกสุดเมื่อเดือนมีนาคม การรวมกลุ่มเช่นนี้จะทำให้เกิดกลุ่มพันธมิตรที่สั่นสะเทือนทั่วโลกได้ทีเดียว (กลุ่มนี้ยังรู้จักกันในชื่อว่า “Fab 4” โดยที่ Fab ย่อมาจาก fabrication plant โรงงานผลิตชิป ขณะเดียวกัน ชื่อนี้ยังเป็นชื่อของวงดนตรีป็อปชื่อดังวงหนึ่ง)

พูดกันอย่างกว้างๆ 4 ฝ่ายซึ่งวอชิงตันต้องการให้รวมตัวกันเป็น Chip 4 ต่างมีจุดแข็งที่แตกต่างกัน สหรัฐฯ นั้นยังคงสามารถรักษาความแข็งแกร่งสำคัญมากๆ ในเรื่องการเป็นเจ้าของสิทธิบัตรด้านดีไซน์และเทคโนโลยีของพวกชิประดับก้าวหน้า ขณะที่ญี่ปุ่นเป็นซัปพลายเออร์ของเคมีภัณฑ์ระดับล้ำยุค ตลอดจนพวกวัสดุต่างๆ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ด้าน ไต้หวัน และเกาหลีใต้ คือผู้นำของโลกในการเป็นโรงงานผลิตพวกชิประดับก้าวหน้าที่สุดออกมาเป็นจำนวนมากๆ โดย ไต้หวัน นำหน้าทางด้านเซมิคอนดักเตอร์ชนิดไม่ใช่ความจำ ส่วนเกาหลีใต้เป็นที่หนึ่งทางด้านชิปความจำ

จีนไม่สามารถคุยได้เลยว่ามีความแข็งแกร่งนำหน้าใครๆ ในเรื่องส่วนประกอบด้านต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งอยู่ตรงหัวใจของการสร้างโลกดิจิทัล ในปี 2020 แดนมังกรมีส่วนแบ่งตลาดชิปทั่วโลกเพียงแค่ 4.8% อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่เป็นผู้บริโภคชิปจำนวนมากมายมหาศาล จีนจึงกำลังลงทุนอย่างมโหฬารยิ่งทั้งด้วยเงินทุนแห่งชาติ กำลังคน และทรัพยากรด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อพยายามไล่ตาม ภายใต้ยุทธศาสตร์ “เมดอินไชน่า 2025” (Made in China 2025) ของตน
(ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.investkorea.org/ik-en/cntnts/i-312/web.do)

สามารถที่จะกล่าวได้ว่า คำถามใหญ่ประการเดียวที่กำลังลอยวนเวียนอยู่เหนืออุตสาหกรรมชิปทั่วโลกก็คือคำถามที่ว่า เป็นไปได้หรือไม่ และด้วยวิธีการใดหรือว่าเมื่อใด ที่พวกเพลเยอร์ชาวจีนจะสามารถไล่ตามทันในด้านการสร้างสมรรถนะต่างๆ ตามที่ระบุเอาไว้ข้างต้น –โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความยอดเยี่ยมในการสร้างโรงงานชิปเพื่อผลิตเซมิคอนดักเตอร์ระดับก้าวหน้าของบริษัทไต้หวันและเกาหลีใต้

เป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้วที่รัฐมนตรี ลี จะไม่ตอบคำถามข้อนี้

จีน “กำลังประสบความสำเร็จมากมายในอุตสาหกรรมนี้ ... มันเป็นเรื่องยากลำบากที่จะระบุออกมาเป็นตัวเลขเกี่ยวกับช่วงห่างดังกล่าวนี้ มันขึ้นอยู่กับมาตรฐานหรือหลักเกณฑ์ในการวัด แต่ผมสามารถพูดได้ว่า พวกเขากำลังใช้ความพยายามอย่างกระตือรือร้นขยับเข้ามาใกล้สมรรถนะของเรา” เขากล่าว

แต่ในขณะที่พวกเขาแข่งขันกัน พวกโรงงานผลิตในอุตสาหกรรมชิปของเกาหลีใต้ก็ยังมีการลงทุนอย่างมากมายในตลาดจีนด้วย ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ สร้างโรงงานผลิตพวก NAND flash memory ในฮับหลายแห่งของจีนทั้งในเมืองซีอาน และเมืองซูโจว ขณะที่ เอสเค ไฮนิกซ์ ก็ตั้งโรงงานผลิต DRAM memory ในเมืองฉงชิ่ง ต้าเหลียน และอู๋ซี

 สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2017 (ภาพเผยแพร่โดยสำนักงานป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ) อาวุธชนิดนี้ซึ่งเกาหลีใต้ยินยอมให้สหรัฐฯ นำเข้ามาติดตั้งประจำการ ด้วยจุดประสงค์ในการป้องกันขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ กลับทำให้จีนโกรธเคือง เนื่องจากมองว่าระบบเรดาร์ของมันทำให้สหรัฐฯ สอดแนมพื้นที่ภายในจีนได้
“มันเรื่องสำคัญมากๆ ที่เกาหลีจะต้องกระจายการตั้งโรงงานผลิตในเอเชียของตนออกไปให้มากกว่าที่เป็นอยู่เวลานี้ โดยรวมศูนย์อยู่ที่จีนให้น้อยลง” กัง ผู้ซึ่งยังเขียนหนังสือเรื่อง Is Korea the Next Japan? (เกาหลีกำลังเป็นญี่ปุ่นรายต่อไปใช่ไหม?) กล่าว “ผมคิดว่าพวกเขาต้องกลับมาคิดทบทวนเรื่องการขยายงานในระดับทั่วโลกของพวกเขา”
(ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ของ กัง ได้ที่ https://www.amazon.de/-/en/T-W-Kang/dp/0029166926)

ในความเป็นจริง แบบแผนการลงทุนในระยะหลังๆ มานี้ สร้างความกระจ่างให้เห็นอยู่แล้วว่า พวกผู้ผลิตชิปเกาหลีเหล่านี้กำลังหาทางกระจายความเสี่ยงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของตน และถ้าหากจีนต้องการสิ่งที่เกาหลีใต้และไต้หวันมีอยู่ สหรัฐฯ ก็มีความต้องการอย่างเดียวกันนี้เช่นกัน

ถึงแม้อเมริกาเคยเป็นผู้ครองส่วนแบ่งตลาดโลกเอาไว้มากที่สุดในภาคอุตสาหกรรมชิปโดยรวม โดยที่ในปี 2020 มีส่วนแบ่งอยู่ 50.8% แต่เวลานี้อเมริกาต้องพึ่งพาอาศัย 2 ผู้ผลิตระดับท็อปชาวเอเชีย (นั่นคือ TSMC ของไต้หวัน และซัมซุง แห่งเกาหลีใต้) ในเรื่องการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ระดับล้ำสมัย ในความพยายามที่จะแก้ไขจุดอ่อนข้อนี้ วอชิงตันจึงได้ผ่าน “รัฐบัญญัติ ชิปส์ และวิทยาศาสตร์” (CHIPS and Science Act หรือเรียกย่อๆ ว่า CHIPS Act) ออกมาในเดือนนี้ ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะดึงดูดพวกผู้ผลิตให้ไปตั้งโรงงานกันในสหรัฐฯ
(ตัวเลขส่วนแบ่งตลาดชิปของอเมริกา ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.investkorea.org/ik-en/cntnts/i-312/web.do)
(เรื่องสหรัฐฯ ออกรัฐบัญญัติ CHIPS Act ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://asiatimes.com/2022/07/chips-act-passage-to-re-energize-us-chip-making/ หรือในเวอร์ชันเก็บความเป็นภาษาไทยแล้วที่ https://mgronline.com/around/detail/9650000078588)

ผู้ผลิตชิปรายสำคัญทั้ง 2 รายของเกาหลี ต่างกำลังถือเรื่องการลงทุนในสหรัฐฯ เป็นหมากตาสำคัญของพวกเขา –กระทั่งเมื่อวัดด้วยมาตรฐานของการตั้งโรงงานเพื่อผลิตเซมิคอนดักเตอร์ตามออเดอร์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องต้องทุ่มเทเงินทุนกันอย่างสาหัสสากรรจ์

ซัมซุง เวลานี้กำลังอัปเกรดการดำเนินงานในสหรัฐฯ ของตนด้วยโรงงานแห่งใหม่มูลค่า 17,000 ล้านดอลลาร์ในรัฐเทกซัส และเป็นไปได้ที่จะมีการสร้างโรงงานเพิ่มเติมขึ้นมาอีกจำนวนมาก เป็นต้นว่า ตามรายงานเมื่อเดือนกรกฎาคมซึ่งออกมาทั้งจากเกาหลีและจากสหรัฐฯ บริษัทแห่งนี้ได้ยื่นคำขอสร้างโรงงานผลิตชิป 11 แห่งในรัฐดังกล่าว ซึ่งจะมีมูลค่ารวมกันเบ้อเริ่มเทิ่มถึง 192,000 ล้านดอลลาร์
(ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://english.hani.co.kr/arti/english_edition/e_business/1053250.html และ https://spectrumlocalnews.com/tx/south-texas-el-paso/news/2022/07/22/plans-call-for-11-samsung-chip-making-plants-in-texas--nearly--200-billion-investment#:~:text=Samsung%20has%20submitted%20an%20application,the%20other%20two%20in%20Austin.)

เมื่อเดือนที่แล้ว เชย์ แตวอน (Chey Tae-won) ประธานของกลุ่ม SK ได้ร่วมประชุมหารือทางออนไลน์กับ ไบเดน ซึ่งเขาให้คำมั่นสัญญาที่จะลงทุนมากขึ้นอีก 22,000 ล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ เพิ่มเติมจากที่ให้คำมั่นเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะลงทุน 7,000 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ในจำนวนรวมทั้งสิ้น 30,000 ล้านดอลลาร์นี้ ประมาณครึ่งหนึ่งจะเป็นการลงทุนในเรื่องเซมิคอนดักเตอร์ ที่เหลือจะเป็นในด้านแบตเตอรี่รถไฟฟ้า และชีวเภสัชภัณฑ์ สื่อเกาหลีรายงาน
(ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://koreajoongangdaily.joins.com/2022/07/27/business/industry/Korea-SK-Joe-Biden/20220727180441529.html)

ขณะที่ตัวเลขต่างๆ ทางด้านการค้ามีความโน้มเอียงที่จะเป็นตัวสร้างให้เกิดการทำความตกลงกันในทางธุรกิจมากที่สุด แต่จากดีลใหญ่ๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้นก็ชี้ให้เห็นถึงอีกมิติหนึ่งของความสัมพันธ์จีน-เกาหลี และความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ

ในเวลาเดียวกับที่จีนเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดสำหรับสินค้าออกของเกาหลีใต้ แต่ในเรื่องการไปลงทุนในแดนโสมขาว โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐฯ และญี่ปุ่นแล้ว แดนมังกรก็กลายเป็นรายเล็กๆ เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเลขล่าสุดต่างๆ ยังบ่งบอกให้เห็นว่า จีนกำลังสูญเสียเสน่ห์ดึงดูดในการเป็นจุดหมายปลายทางเพื่อการลงทุนของเกาหลีใต้

ตามสถิติตัวเลขที่เผยแพร่โดยกระทรวงการคลังและเศรษฐกิจของโซล ปี 2021 เป็นปีสร้างสถิติใหม่ในเรื่องการออกไปลงทุนนอกประเทศของแดนโสมขาว ด้วยยอดรวมที่ 75,870 ล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้เป็นการลงทุนในสหรัฐฯ มากที่สุดคือ 27,590 ล้านดอลลาร์ ตามมาด้วยหมู่เกาะเคย์เมน อยู่ที่ 10,630 ล้านดอลลาร์ ส่วนการลงทุนในจีนอยู่ในระดับพอประมาณแค่ 6,670 ล้านดอลลาร์
(ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://english.moef.go.kr/pc/selectTbPressCenterDtl.do?boardCd=N0001&seq=5314)

แต่ถึงแม้เกาหลีใต้ทุ่มเงินหลายหมื่นล้านเข้าไปในสหรัฐฯ แล้วเช่นนี้ วอชิงตันก็ยังคงเล่นบทกดดันไม่ยอมเลิก เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจีน

ยากที่จะหลีกเลี่ยง เกาหลีใต้ถูกสหรัฐฯ บีบคั้นให้ต้องตัดสินใจว่าจะเลือกใคร

ถึงแม้การลงทุนในสหรัฐฯ ของพวกเขาจะมีขนาดที่ใหญ่โตมหึมา รวมทั้งพวกเขายังสามารถต่อสายได้รับการยืนยันรับรองทางการเมืองชนิดเป็นข่าวเกรียวกราวจากตัวไบเดนเอง แต่มันมีความเป็นไปได้ที่ไม่ว่าจะเป็น ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ หรือเอสเค ไฮนิกซ์ ต่างจะไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการอุดหนุนแบบใจกว้างตามที่เสนอเอาไว้ในรัฐบัญญัติ CHIPS and Science Act ของสหรัฐฯ

สกอตต์ ฟอสเตอร์ (Scott Foster) ผู้สังเกตการณ์ด้านอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งตั้งฐานอยู่ในญี่ปุ่น บอกกับเอเชียไทมส์ว่า “บริษัทใดก็ตามที่รับการอุดหนุนภายใต้รัฐบัญญัติ CHIPS Act จะต้องทำตามข้อกำหนดที่ห้ามไปทำการลงทุนล้ำยุคใหม่ๆ ใดๆ ในประเทศจีน ยกเว้นเฉพาะการลงทุนประเภทซ่อมบำรุงเท่านั้น”

“TSMC ไม่ได้มีการสร้างโรงงาน fabs ล้ำสมัยใดๆ เลยในจีน แต่ ซัมซุง กำลังเป็นผู้ผลิต NAND Flash รายใหญ่ที่สุดในจีน แน่นอนเลยว่า ถ้าพวกเขาเซ็นขอรับการอุดหนุนตามกฎหมายชิป สำหรับโรงงานใหม่ของพวกเขาในเทกซัสแล้ว พวกเขาก็ไม่สามารถอัปเกรดพวกโรงงาน Fabs ที่อยู่ในจีนได้” ฟอสเตอร์ ชี้

แหล่งข่าวโซลรายหนึ่งประเมินสถานการณ์ว่า จากแผนการในการลงทุนระยะยาวในจีนของทั้ง ซัมซุง และ เอสเค เป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นว่าทั้งสองบริษัทต่างไม่ได้วาดหวังที่จะได้รับการอุดหนุนจากกฎหมายสหรัฐฯ

โรงงานของบริษัทไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง คอมพานี (TSMC) ของไต้หวัน ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหนานจิง (นานกิง) มณฑลเจียงซู ทางภาคตะวันออกของจีน  ทั้งนี้ถึงแม้ TSMC ยังมีธุรกิจใหญ่โตอยู่บนจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ก็ได้ชะงักไม่สร้างโรงงานใหม่ๆ ซึ่งใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย
"ผมไม่ทราบว่า ซัมซุง และ เอสเค กำลังคาดหมายที่จะได้รับการอุดหนุนใดๆ จากรัฐบัญญัติ CHIPS Act หรือเปล่า เนื่องจากพวกเขาอยู่ในกระบวนการลงทุนนี้ตั้งแต่ก่อนที่รัฐบัญญัติฉบับนี้จะประกาศออกมา” โทนี มิเชลล์ (Tony Michell) นักเศรษฐศาสตร์ซึ่งสอนอยู่ที่สถาบันการพัฒนาเกาหลี (Korean Development Institute) บอกกับเอเชียไทมส์

มิเชลล์ กล่าวต่อไปว่า “จริงๆ แล้วมันเป็นกฎหมายที่แย่นะ ถ้าหากคุณต้องการที่จะใช้เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ”

ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว แรงเสียดทานจากฝ่ายอเมริกันก็สร้างปัญหาให้แก่การปรากฏตัวของ เอสเค ไฮนิกซ์ ในจีนอยู่แล้ว กล่าวคือ เมื่อปีที่แล้ว วอชิงตันได้ใช้อำนาจควบคุมการส่งออกมากีดกันไม่ให้บริษัทโสมขาวแห่งนี้สามารถส่งออกเครื่องจักรอุปกรณ์ทำชิป EUV (Extreme Ultraviolet) ระดับก้าวหน้า ซึ่งได้มาจากบริษัทเนเธอร์แลนด์ ASML เข้าไปในจีนเพื่ออัปเกรดโรงงาน DRAM ของ เอสเค ไฮนิกซ์ ในแดนมังกร

เรื่องนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความปรารถนาของสหรัฐฯ ที่จะจำกัดบีบคั้นการผลิตชิปของจีน --เหมือนๆ กับที่มีมาตราในรัฐบัญญัติ CHIPS Act ระบุเอาไว้ว่า “ไม่มีการให้การอุดหนุนแก่พวกนักลงทุนซึ่งไปลงทุนในจีน” เวลานี้เงื่อนไขต่างๆ สำหรับการเข้าร่วมในกลุ่ม Chip 4 ยังไม่ได้มีการกำหนดออกมา แต่จากตัวอย่างต่างๆ ข้างต้นย่อมส่อให้เห็นอะไรมากมายแล้ว

โกลบอลไทมส์ (Global Times) สื่อในเครือของพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งแสดงตัวเป็นฝ่ายสนับสนุนแนวทางชาตินิยม กล่าวเตือนเอาไว้ในบทบรรณาธิการของตนเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ถึงผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้นมาจากการตัดสินใจเลือกของเกาหลีใต้ ดังนี้ “เกาหลีใต้ทราบดีว่า การตัดสายสัมพันธ์ด้านธุรกิจชิปที่มีอยู่กับจีน อาจกลายเป็นการเร่งรัดให้จีนเพิ่มความเร็วในการพัฒนาเทคโนโลยีชิปของตนเอง และในทันทีที่จีนใช้ความพยายามจนประสบความสำเร็จในการผลิตชิประดับไฮเอนด์ด้วยราคาที่ต่ำมากๆ แล้ว ผลิตภัณฑ์พวกเขาก็จะไหลบ่าเข้าท่วมท้นตลาดเกาหลีใต้ได้อย่างง่ายดาย แบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในเรื่องรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านมาแล้วในอดีต”
(ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.globaltimes.cn/page/202208/1272523.shtml)

มันช่างอุดมด้วยความเสี่ยงและการข่มขู่คุกคามเต็มไปหมด แต่ความหนักหน่วงยากลำบากของเรื่องนี้ก็ไม่ได้หยุดยั้งพวกวางนโยบายชาวเกาหลีจากการวาดหวังที่จะได้รับผลซึ่งดีที่สุด –อย่างน้อย พวกเขาก็ยืนยันเช่นนี้ในเวลาแสดงท่าทีต่อสาธารณะ อย่างเช่นรัฐมนตรีลี กล่าวในวันที่ 11 สิงหาคมว่า กลุ่มพันธมิตร Chip 4 ไม่ได้วางแผนจัดตั้งขึ้นมา “เพื่อกีดกันประเทศหนึ่งประเทศใด หรือเพื่อสร้างประชาคมแบบปิด” และไม่ลืมที่จะออกตัวด้วยว่า “นี่คือความเข้าใจของผมนะ”

บางทีมันอาจจะเป็นเช่นนั้น ทว่ากระทั่ง ลี ก็ยังต้องยอมรับว่ามีประเด็นปัญหามากมายเยอะแยะทีเดียวที่เขาและเพื่อนร่วมงานจำเป็นต้องพิจารณา ขณะที่พวกเขาชั่งน้ำหนักว่าจะใช้แบบแผนวิธีการอย่างใดกับเรื่องกลุ่มพันธมิตร Chip 4

“รัฐบาลเวลานี้กำลังดูที่ประเด็นปัญหาทางด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และด้านการทูต” เขากล่าว “เรากำลังศึกษาทบทวนเรื่องนี้อย่างระมัดระวัง ... มีสิ่งต่างๆ เยอะแยะทีเดียวที่จำเป็นจะต้องตัดสินใจกัน”

แต่สิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่จะสามารถขัดเกลาปรับแต่งจนกระทั่งสร้างความพึงพอใจให้แก่ทุกๆ ฝ่ายได้นั้น ดูไม่น่าจะเป็นไปได้ “คำถามก็คือว่าฝ่ายเกาหลีจะใช้วิธีไหนจึงจะสามารถลากเลื้อยหลบหลีกอยู่ระหว่างสหรัฐฯ และจีนโดยที่ไม่สร้างความหงุดหงิดรำคาญใจให้แก่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในสองฝ่ายนี้ ซึ่งผมเองไม่คิดว่ามันจะมีคำตอบในเรื่องนี้หรอก” ฟอสเตอร์กล่าว

เขาชี้ต่อไปว่า ไต้หวันก็อยู่ในฐานะทำนองเดียวกันนี้ ทว่า TSMC บริษัทผู้ผลิตชิประดับเรือธงของไต้หวันนั้น อาจจะสามารถพลิกพลิ้วผ่านออกมาได้ด้วยความเสียหายที่เบาบางกว่า

“ความแตกต่างข้อหนึ่งระหว่าง TSMC กับ ซัมซุง ก็คือว่า TSMC ได้ถูกบังคับให้ต้องยอมเสียลูกค้าอย่าง หัวเว่ย ไปแล้ว ซึ่งนั่นคือ 16% ของยอดขายของพวกเขาทีเดียวนะ แต่ตลาด (ทั่วโลก) ยังคงแข็งแรงมากจนกระทั่งพวกเขาสามารถแบกรับไหว” เขากล่าวต่อ “สำหรับ TSMC ในเวลานี้ ผลด้านลบต่อๆ ไปจึงเล็กมากๆ ทว่า ซัมซุง ยังคงเป็นซัปพลายเออร์ชิป memory จำนวนมหึมาให้จีนอยู่”

ทางด้าน กัง เสนอแนะว่าประเด็นปัญหานี้มีขอบเขตเกินเลยไปกว่าเรื่องชิป การค้า หรือเศรษฐกิจ และบาดลึกลงไปในความแตกแยกระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่กำลังถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งกำลังทำให้ภูมิภาคนี้แตกออกเป็น 2 ส่วนไปด้วย

ในภาวะเช่นนี้ กังบอกว่าเขาสนับสนุนให้เกาหลีใต้เลือกอยู่กับฝ่ายตะวันตก “ผมคิดว่าในภาพใหญ่แล้ว สำหรับเกาหลี อนาคตของเกาหลียึดโยงอยู่กับฝ่ายตะวันตกนะ” เขากล่าว พร้อมอธิบายความเห็นของเขาว่า “โดยสาระสำคัญแล้วนี่เป็นประเด็นปัญหาซึ่งไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการดำรงคงอยู่เท่านั้น แต่เป็นปัญหาเรื่องอัตลักษณ์เรื่องตัวตน คุณกำลังเลือกที่จะเป็นสังคมเสรีที่ต้อนรับความหลากหลาย หรือเลือกเป็นสังคมที่มีความเป็นเผด็จการมากกว่าล่ะ? การตัดสินใจเลือกเช่นนี้ และก็เป็นการเลือกอย่างชัดเจนโจ่งแจ้งด้วยนั้น คุณก็ต้องมีการเสียสละในทางเศรษฐกิจกันบ้าง”