ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดของสำนักข่าวเอ็นบีซีนิวส์ พบคะแนนนิยมของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ดำดิ่งแตะระดับต่ำสุดรอบใหม่นับตั้งแต่ดำรงตำแหน่ง ด้วยมีอเมริกันชนพึงพอใจการทำงานของเขาเพียงแค่ 39% ส่วนที่ไม่พึงพอใจมีมากถึง 56%
ในขณะที่ผู้คนในสหรัฐฯ ต้องใช้จ่ายเงินมากขึ้นเพื่อซื้ออาหาร แก๊ส จ่ายค่าเช่าและอื่นๆ ผลสำรวจพบว่ามีชาวอเมริกันชนถึง 65% ที่อ้างว่ารายได้ของครอบครัวลดลงต่ำกว่าค่าครองชีพ สืบเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งทะยาน ผลก็คือมีประชาชนเพียง 33% ที่พอใจแนวทางบริหารจัดการเศรษฐกิจของไบเดน
ผลสำรวจยังพบอีกว่า มีชาวอเมริกันชนถึง 75% ที่เชื่อว่าประเทศของพวกเขากำลังมุ่งหน้าไปผิดทาง โดยหนสุดท้ายที่ผู้คนในสหรัฐฯ รู้สึกเช่นนี้ ต้องย้อนกลับไปในช่วงระหว่างภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปี 2008 ซึ่งคราวนั้นมีประชาชนชาวอเมริกาเกินกว่า 75% ที่เชื่อว่าประเทศของพวกเขาอยู่บนหนทางที่ผิด
คะแนนนิยมของไบเดน ดูเหมือนจะกลับมาทรุดลงอีกครั้ง หลังจากกอบกู้ความนิยมคืนมาได้บางส่วนเมื่อไม่นานที่ผ่านมา โดยเมื่อช่วงต้นเดือนนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นที่จัดทำโดยวอชิงตันโพสต์-เอบีซีนิวส์ พบว่า มีชาวอเมริกันชนพึงพอใจการทำงานของไบเดน 42%
ในผลสำรวจความคิดเห็นของวอชิงตันโพสต์กับเอบีซีนิวส์ พบว่ามีประชาชนชาวสหรัฐฯ พึงพอใจแนวทางการรับมือไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ของไบเดน มากถึง 59% ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้คนมีความพึงพอใจมากที่สุดต่อการทำงานของ ไบเดน
อย่างไรก็ตาม มีชาวอเมริกาเพียง 33% ที่พึงพอใจต่อแนวทางบริหารจัดการเศรษฐกิจของประธานาธิบดีรายนี้ และมีเพียง 23% ที่พึงพอใจต่อแนวทางรับมือภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่พุ่งทะยานของเขา 2 เรื่องที่ดูเหมือนจะกลายมาเป็นประเด็นสำคัญที่สุดของศึกเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน
ราคาเบนซินในสหรัฐฯ พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อไม่นานที่ผ่านมา ค่าเฉลี่ยทั่วประเทศแตะระดับ 4.47 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ส่วนราคาสินค้าตามร้านขายของชำก็สูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วปัญหาขาดแคลนนมผงดัดแปลงสำหรับทารกได้โหมกระพือความปวดร้าวรอบใหม่แก่ครอบครัวชาวอเมริกัน
กระนั้นก็ตามผลสำรวจพบว่ามีชาวอเมริกันราว 41% ที่ยังพอใจอยู่บ้างกับสถานการณ์ทางการเงินของพวกเขาในปัจจุบัน แต่มี 16% ที่บอกว่าไม่พอใจเป็นอย่างมากต่อสถานการณ์ทางการเงินของพวกเขา
ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดนี้จัดทำระหว่างวันที่ 5 ถึง 7 พฤษภาคม และระหว่างวันที่ 9 ถึง 10 พฤษภาคม โดยมีผู้ตอบแบบสอบถาม 1,000 คน และมีค่าความคลาดเคลื่อน 3%
(ที่มา : เอ็นบีซี/เดอะฮิลล์)