xs
xsm
sm
md
lg

Weekend Focus : โลกประณาม ‘สังหารหมู่’ พลเรือนยูเครน ตราหน้ารัสเซียก่อ ‘อาชญากรรมสงคราม’

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ศพชายในชุดพลเรือนไม่ต่ำกว่า 20 ร่างถูกพบอยู่ตามท้องถนนในเมืองบูชาเมื่อวันเสาร์ที่ 2 เม.ย. นับเป็นภาพสลดใจที่เรียกเสียงประณามรุนแรงจากทั่วโลก ขณะที่รัสเซียยืนยันว่าภาพเหล่านี้เป็นแค่การ “จัดฉาก” เพื่อดิสเครดิตมอสโก
สหรัฐฯ และพันธมิตรยุโรปยกระดับมาตรการคว่ำบาตรและเรียกร้องให้มีการเอาผิดกับรัสเซียฐานก่ออาชญากรรมสงคราม หลังมีการเผยภาพศพพลเรือนจำนวนมากถูกทิ้งกระจัดกระจายเกลื่อนถนนในเมืองบูชา (Bucha) ของยูเครน ขณะที่มอสโกปฏิเสธเสียงแข็ง โดยอ้างว่าภาพทั้งหมดเป็น “การจัดฉาก” เพื่อทำลายชื่อเสียงของรัสเซีย ในขณะที่การเจรจาสันติภาพกับกรุงเคียฟเริ่มมีความคืบหน้า

อนาโตลี เฟโดรุก นายกเทศมนตรีเมืองบูชา ออกมาให้ข้อมูลว่าเหยื่อหลายคน “ถูกยิงเข้าที่ศีรษะจากทางด้านหลัง” ขณะที่ อิรีนา เวเนดิกโตวา อัยการสูงสุดยูเครน ยืนยันว่ามีการพบศพพลเรือนที่เมืองบูชาแล้วไม่ต่ำกว่า 410 ร่าง

ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ประณามการเข่นฆ่าที่โหดเหี้ยมนี้ว่าเข้าขั้น “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” (genocide) ขณะที่ มิเชลล์ บาเชเลต์ ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนยูเอ็น ยอมรับว่าภาพถ่ายผู้เสียชีวิตที่เมืองบูชาบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการก่ออาชญากรรมสงคราม

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ออกมารับลูกกล่าวหา วลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียว่าก่ออาชญากรรมสงครามในยูเครน พร้อมเรียกร้องให้มีการไต่สวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน ก็ย้ำว่า สหรัฐฯ จำเป็นที่จะต้องส่งมอบอาวุธยุทโธปกรณ์ให้แก่ชาวยูเครนเพื่อให้พวกเขาสามารถยืนหยัดต่อสู้กับรัสเซียได้ต่อไป

“พวกคุณก็ได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นที่บูชาแล้ว นี่คือหลักฐานรับรอง และเขา (ปูติน) คืออาชญากรสงคราม” ไบเดน แถลงเมื่อวันจันทร์ (4 เม.ย.)

- รัสเซียยันภาพสังหารหมู่ ‘เฟกนิวส์’

รัฐบาลรัสเซียยืนยันว่าทหารของตนไม่ได้เข่นฆ่าพลเรือนแบบไม่เลือกหน้าตามที่ถูกกล่าวหา และภาพถ่ายจากเมืองบูชา หรือสถานที่อื่นๆ ล้วนแต่เป็นการสร้างหลักฐานปลอมโดยกองกำลังยูเครน หรือไม่คนเหล่านั้นก็อาจจะถูกฆ่าหลังจากที่ทหารรัสเซียถอนกำลังออกมาแล้ว

มาเรีย ซาคาโรวา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติว่า การที่ชาติตะวันตกรีบออกมาตีโพยตีพายประณามรัสเซียทันทีที่ภาพศพในเมืองบูชาถูกเผยแพร่ บ่งบอกว่านี่คือส่วนหนึ่งของแผนทำลายชื่อเสียงที่สหรัฐฯ และองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) หวังเตะสกัดการเจรจาสันติภาพระหว่างมอสโกกับเคียฟที่กำลังมีความคืบหน้า

“ใครกันที่ถนัดเรื่องยั่วยุแบบนี้? แน่นอนว่าก็คือสหรัฐฯ และนาโต” ซาคาโรวา กล่าว “ในกรณีนี้ดิฉันคิดว่า การที่พวกเขารีบออกมาแถลงตั้งแต่นาทีแรกๆ ที่ภาพและคลิปถูกปล่อย ทำให้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าใครเป็นผู้สั่ง”

สำนักข่าว RT ของรัสเซียอ้างคำชี้แจงจากกระทรวงกลาโหมซึ่งระบุว่า ทหารรัสเซียถอนกำลังออกจากเมืองบูชาตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค. และในตอนนั้นนายกเทศมนตรีของเมืองก็ออกคลิปวิดีโอยืนยัน โดยไม่ได้เอ่ยสักคำว่ามีพลเรือน “ถูกยิงทิ้งนอนตายเกลื่อนถนน” นั่นหมายความว่าภาพและคลิป “หลักฐาน” การสังหารหมู่เพิ่งจะปรากฏหลังจากที่ทหารรัสเซียถอนกำลังออกไปแล้วถึง 4 วัน และเป็นช่วงที่หน่วยข่าวกรองและผู้แทนของสถานีโทรทัศน์ยูเครนเดินทางเข้าไปในเมือง

กระทรวงกลาโหมรัสเซียยังอ้างว่าฝ่ายยูเครนกำลังเตรียม “ก่อเหตุยั่วยุ” ในลักษณะเดียวกันนี้ที่เมืองอื่นๆ เพื่อป้ายสีความผิดให้รัสเซีย ขณะที่โฆษกหญิง ซาคาโรวา โทษสื่อตะวันตก โดยเฉพาะสื่ออเมริกัน ว่ามีส่วนร่วมเผยแพร่ “เฟกนิวส์” และเข้าข่าย “สมคบคิดกับพวกที่วางแผนฆ่าพลเรือนในเมืองบูชา”

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเยอรมนีได้ออกมาโต้แย้งรัสเซียในวันพุธ (6) โดยระบุว่ามี “ภาพถ่ายดาวเทียม” ที่สามารถยืนยันได้ว่าสิ่งที่มอสโกพูดไม่เป็นความจริง

สเตฟเฟน เฮอเบสเตรท โฆษกรัฐบาลเบอร์ลิน ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมในช่วงระหว่างวันที่ 10-18 มี.ค. ทำให้ได้ข้อสรุปว่า พลเรือนเหล่านั้นถูกทิ้งให้นอนตายอยู่ข้างถนน “ตั้งแต่วันที่ 10 มี.ค. เป็นอย่างน้อย” ดังนั้น ที่มอสโกแย้งว่าภาพทั้งหมดเป็นการจัดฉากหลังจากที่ทหารรัสเซียถอนกำลังออกไปแล้ว จึงเป็นข้ออ้างที่ “ฟังไม่ขึ้น”

“มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่า กองกำลังความมั่นคงรัสเซียเข้าไปยังพื้นที่ดังกล่าวระหว่างวันที่ 7 มี.ค. จนถึง 30 มี.ค.” เฮอเบสเตรท ระบุ “พวกเขาได้ทำการสอบสวนนักโทษ ซึ่งต่อมาคนเหล่านั้นถูกประหาร นี่คือชุดข้อมูลที่เราได้มา”

โฆษกเบอร์ลินย้ำว่า การที่ทหารรัสเซียยิงสังหารพลเรือนแบบจงใจเช่นนี้ถือเป็นหลักฐานว่า ปูติน ในฐานะประธานาธิบดีรัสเซียและผู้บัญชาการสูงสุด “ให้การรับรองต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน และการก่ออาชญากรรมสงคราม”

เซียร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ออกมาแถลงตอบโต้ในวันอังคาร (5) โดยชี้ว่าตะวันตกพยายามกระพือข่าวการสังหารหมู่ในเมืองบูชาเพื่อสร้าง “ความกลัวที่ไม่สามารถควบคุมได้” และตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นในขณะที่การเจรจาสันติภาพรัสเซีย-ยูเครนเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง

เมื่อวันที่ 29 มี.ค. คณะผู้เจรจายูเครนได้เสนอร่างสนธิสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรก ระบุถึงความพร้อมในการประกาศสถานะ “เป็นกลาง” ไม่เข้าร่วมกลุ่มใดๆ ไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ รวมทั้งปฏิเสธอย่างเป็นทางการว่าจะไม่อนุญาตให้ต่างชาติเข้าไปติดตั้งระบบอาวุธในดินแดนของตน และจะไม่ซ้อมรบร่วมกับต่างชาติโดยไม่ได้รับการยินยอมจากกลุ่มประเทศที่ร่วมรับประกันความมั่นคงต่อยูเครนตามสนธิสัญญาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งในประเทศเหล่านี้ก็จะรวมถึงรัสเซียด้วย

ลาฟรอฟ เสริมว่า การค้ำประกันความมั่นคงตามร่างสนธิสัญญานี้ย่อมปิดโอกาสที่นาโตจะขยายอิทธิพลทางฝั่งตะวันออกโดยสิ้นเชิง และยังรับประกัน “ความมั่นคงที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ในภาคพื้นยุโรปทั้งหมด” อีกทั้งร่างข้อกำหนดหลักยังระบุว่า การรับประกันความมั่นคงจะไม่บังคับใช้กับไครเมียและดอนบาส ซึ่งรัสเซียถือว่าเป็นความคืบหน้าในการเจรจา

ประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน เดินทางลงพื้นที่ในเมืองบูชา (Bucha) ซึ่งมีการพบศพพลเรือนยูเครนถูกสังหารหมู่นับร้อยๆ คน เมื่อวันที่ 4 เม.ย.
- ‘เซเลนสกี’ ท้ายุบ UN ถ้าหยุดรัสเซียไม่ได้

ประธานาธิบดีเซเลนสกี แห่งยูเครนได้ขึ้นแถลงต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในวันอังคาร (5) โดยเรียกร้องให้ยูเอ็นปฏิรูปการทำงานเสียใหม่ และออกบทลงโทษต่อรัสเซียในทันที หรือไม่ก็ “ยุบตัวเองไปเสีย”

เซเลนสกี เปรียบเทียบสิ่งที่ทหารรัสเซียทำต่อเมืองบูชาและเมืองอื่นๆ ของยูเครนว่าไม่ต่างจากพวก “ผู้ก่อการร้าย” อย่างกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) และขอให้คณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็นขับรัสเซียออกจากการเป็น 1 ใน 5 สมาชิกถาวร เนื่องจากสถานะดังกล่าวทำให้มอสโกสามารถใช้สิทธิ “วีโต” คว่ำร่างมติของยูเอ็นที่จะส่งผลเสียต่อตนเองมาโดยตลอด

“ถ้าไม่มีหนทางอื่น ตัวเลือกถัดไปก็คงต้องให้พวกท่านยุบตัวเองไปเสียดีกว่า” เซเลนสกี กล่าว

“สุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทั้งหลาย ท่านพร้อมหรือไม่ที่จะยุบยูเอ็น? ถ้าคำตอบคือไม่ ท่านก็ต้องลงมือทำทันที”

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ออกมาตราหน้าผู้นำรัสเซียว่าเป็นอาชญากรสงคราม และเรียกร้องให้มีการไต่สวนเหตุการณ์สังหารหมู่ที่เมืองบูชา
- สหรัฐฯ แซงก์ชัน ‘ลูกสาวปูติน’

เหตุการณ์ที่เมืองบูชาทำให้ชาติตะวันตกเรียกร้องให้เพิ่มมาตรการจัดการกับรัสเซีย โดยคณะกรรมาธิการยุโรปเสนอมาตรการแซงก์ชันรอบที่ 5 ของอียู ซึ่งจะรวมถึงการแบนการนำเข้าถ่านหินรัสเซีย และไม่อนุญาตให้เรือรัสเซียเข้าเทียบท่าในอียู ขณะที่ อัวร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป แถลงว่า อียูยังมีมาตรการลงโทษรออยู่อีกมากมาย โดยขณะนี้กำลังพิจารณาแบนน้ำมันและตัดรายได้ของรัสเซียที่มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยมาตรการเหล่านี้จะมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อได้รับการอนุมัติอย่างเป็นเอกฉันท์จากทั้ง 27 รัฐสมาชิกของอียู

อย่างไรก็ตาม อียูยังไม่ประกาศแบนก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย ซึ่งเป็นรายได้ที่สำคัญมากของแดนหมีขาว เนื่องจากชาติอียูยังจำเป็นต้องพึ่งพาก๊าซรัสเซียเป็นปริมาณถึง 1 ใน 3 ของความต้องการ โดยเฉพาะเยอรมนีซึ่งใช้ก๊าซนำเข้าจากแดนหมีขาวถึงกว่า 40% เลยทีเดียว

สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรธนาคารใหญ่ของรัสเซียเพิ่มเติมอีก 2 แห่งในวันพุธ (6) ได้แก่ สเบอร์แบงก์ (Sberbank) และอัลฟาแบงก์ (Alfa Bank) พร้อมสั่งห้ามภาคธุรกิจอเมริกันเข้าไปลงทุนใหม่ๆ ในรัสเซีย ยิ่งไปกว่านั้นยังขยายบทลงโทษไปถึง “มาเรีย โวรอนต์โซวา” และ “คาเทรินา ทิโคโนวา” บุตรสาววัยผู้ใหญ่ 2 คนของ ปูติน ที่เกิดกับอดีตภริยา “ลุดมิลา ชเกรบเนวา” ด้วย

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ชี้แจงเหตุผลในการคว่ำบาตรลูกสาว ปูติน ทั้ง 2 คนว่า “เราเชื่อว่า ปูติน มีทรัพย์สินจำนวนมากซุกซ่อนอยู่ภายใต้ชื่อสมาชิกในครอบครัวของเขา และนั่นคือเหตุผลที่เราต้องคว่ำบาตรคนกลุ่มนี้”

สำหรับบุคคลอื่นๆ ที่ถูกวอชิงตันลงดาบแซงก์ชันในรอบนี้ ได้แก่ ภริยาและบุตรสาวของ เซียร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย และบรรดาสมาชิกสภาความมั่นคงแห่งชาติรัสเซีย ซึ่งมีอดีตประธานาธิบดี ดมิตรี เมดเวเดฟ และนายกรัฐมนตรี มิคาอิล มีชุสติน รวมอยู่ด้วย

ทำเนียบขาวอ้างว่า บุคคลเหล่านี้ “แสวงหาความร่ำรวยใส่ตัวบนความทุกข์ของชาวรัสเซีย และบางคนยังให้การสนับสนุนที่จำเป็นแก่ ปูติน ในการทำสงครามรุกรานยูเครน”

สหรัฐฯ ยังเตรียมประกาศบทลงโทษเพิ่มเติมต่อรัฐวิสาหกิจสำคัญๆ ของรัสเซีย เพื่อปิดกั้นองค์กรเหล่านี้ไม่ให้สามารถทำการค้าหรือเคลื่อนย้ายเงินทุนผ่านระบบการเงินโลกได้

ภาพถ่ายดาวเทียมของบริษัท Maxar Technologies เมื่อวันที่ 19 มี.ค. เผยให้เห็นว่ามีศพผู้เสียชีวิตนอนกระจัดกระจายอยู่บนถนน Yablonska ในเมืองบูชา (Bucha) ของยูเครน ตั้งแต่ก่อนที่ทหารรัสเซียจะถอนกำลังออกไปในวันที่ 30 มี.ค.
- นาโตเตือนสงครามยูเครนส่อลากยาว ‘หลายปี’

เยน สโตลเตนเบิร์ก เลขาธิการนาโต ออกมาแสดงความกังวลในวันพุธ (6) ว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครนอาจลากยาวต่อไปอีก “หลายเดือน หรืออาจจะหลายปี” เนื่องจากยังไม่เห็นว่า ปูติน จะเลิกล้มความตั้งใจควบคุมแผ่นดินยูเครนทั้งหมด

สโตลเตนเบิร์ก เตือนว่า สงครามกำลังเข้าสู่ “ช่วงวิกฤต” โดยรัสเซียได้เคลื่อนย้ายกำลังพลขึ้นไปทางภาคเหนือของยูเครนเพื่อทำการติดอาวุธเพิ่ม คาดว่าจะมีปฏิบัติการจู่โจมครั้งใหญ่ในภาคตะวันออกเร็วๆ นี้

“เรายังไม่เห็นอะไรที่บ่งชี้ว่าประธานาธิบดี ปูติน อาจจะเลิกล้มความพยายามในการควบคุมยูเครนทั้งหมดและเปลี่ยนแปลงระเบียบสากล” เลขาธิการนาโต ระบุ

“เราต้องมองทุกอย่างตามความเป็นจริง และตระหนักว่าสงครามครั้งนี้อาจจะยืดเยื้อไปอีกนานหลายเดือนหรือหลายปี และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้าในระยะยาว ทั้งในด้านของการสนับสนุนยูเครน การคงมาตรการคว่ำบาตร และการเสริมกำลังป้องกันตนเอง”

นาโตปฏิเสธที่จะเข้าแทรกแซงโดยตรงในสงครามครั้งนี้ เนื่องจากยูเครนไม่ได้เป็นรัฐสมาชิก อีกทั้งยังไม่ต้องการเผชิญหน้าโดยตรงกับรัสเซียซึ่งอาจจะทำให้ความขัดแย้งลุกลามกลายเป็นสงครามระดับภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม กลุ่มชาตินาโตได้มีการเสริมกำลังทหารหลายหมื่นนายเพื่อป้องกันพรมแดนด้านตะวันออก และได้ส่งอาวุธยุทโธปกรณ์จำพวกจรวดต่อต้านรถถังและจรวดต่อต้านอากาศยานให้แก่รัฐบาลเคียฟ เพื่อช่วยให้กองทัพยูเครนมีศักยภาพเพียงพอที่จะต้านทานการรุกคืบของทหารรัสเซียได้
กำลังโหลดความคิดเห็น