xs
xsm
sm
md
lg

มีคนอดอยากยากจนในอัฟกานิสถานมากขึ้นเรื่อยๆ ที่บอกว่าไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเอาลูกไปขายกิน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


คุณแม่อาซิส กุล (ที่สองจากขวา) ต่อสู้อย่างสุดความสามารถที่จะแก้ไขวิกฤตชีวิต ที่สามีไปตกลงขายลูกสาว คือน้องกันดี (กลาง) วัย 10 ปี ให้เป็นเจ้าสาวเด็กน้อย โดยรับมัดจำค่าสินสอดมาแล้ว 100,000 อัฟกานี  อาซิสประกาศจะฆ่าตัวตาย ถ้าหากลูกสาวคนนี้ถูกเจ้าของเงินมาพรากเอาตัวไป ความยากจนไม่มีเงินซื้ออาหารมาให้ลูกๆ ได้ประทังชีวิต ทำให้คุณพ่อของน้องกันดีแอบไปทำข้อตกลงและรับเงินมาโดยไม่ปรึกษาอาซิสเลย และที่ผ่านมา เขาหลบหนีไปแล้ว ทิ้งปัญหาให้อาซิสแบกรับตามลำพัง
ในนิคมผู้พลัดถิ่นขนาดใหญ่ทางภาคตะวันตกใกล้เมืองเฮรัตของอัฟกานิสถาน นิคมซึ่งมากมายด้วยกระต๊อบก้อนโคลนพลังงานแสงตะวันที่สร้างขึ้นให้พอคุ้มหัวจากแดดแผดเผาและน้ำค้างยะเยือกเย็น เพื่อเป็นที่พักพิงลี้ภัยความอดอยากข้นแค้นและภัยสงคราม คุณแม่อัฟกันประกาศจะต่อสู้หัวชนฝาเพื่อรักษาลูกสาวเอาไว้ไม่ให้ใครพรากไปตกนรกบนดิน

สามีของ อาซิส กุล ขายลูกสาววัยเพียง 10 ปี ให้แก่ชายหนุ่มวัย 21 ปี ผู้ที่ต้องการซื้อเธอไปเป็นเมีย เขาตัดสินใจดำเนินการโดยไม่ได้บอกกล่าวให้ฝ่ายภรรยารับรู้ และรับเงินมัดจำค่าตัวลูกสาวไว้แล้วก้อนหนึ่ง เงินดังกล่าวถูกนำไปซื้อหาอาหารเลี้ยงครอบครัวที่ประกอบด้วยลูก 5 คน ชายผู้เป็นสามียอมสารภาพกับเธอหลังเรื่องแดงออกมาแล้ว ว่าถ้าไม่ได้เงินก้อนนั้น ทั้งครอบครัวจะต้องอดตายกันหมด คุณพ่อบ้านยืนยันว่าจำเป็นต้องเสียสละลูกคนหนึ่งเพื่อรักษาคนอื่นๆ ที่เหลือเอาไว้

อัฟกานิสถานเผชิญวิกฤตความยากจนไม่มีอาหารยาไส้ มาตลอด 4 ทศวรรษของสงครามและภัยแล้ง

คุณพ่อคุณแม่ผู้อดอยากแร้นแค้นซึ่งมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในอัฟกานิสถาน พากันตัดสินใจอย่างจนตรอกเช่นนี้ไม่ใช่น้อยๆ เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาที่ประเทศชาติของพวกเขาจมถลำลงสู่วังวนแห่งความยากจน

ตอนที่กองกำลังตอลิบานเข้ายึดอำนาจปกครองอัฟกานิสถานได้สำเร็จเมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เศรษฐกิจของประเทศนี้ซึ่งแม้จะได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาตลอดเวลาร่วม 2 ทศวรรษ อยู่ในอาการโซซัดโซเซเต็มที ด้วยหลายเหตุปัจจัย เช่น ผลกระทบจากการสู้รบและการก่อการร้ายอันยืดเยื้อ ปัญหาคอร์รัปชันที่หนักหน่วง และวิกฤตภัยแล้งเรื้อรัง

ยิ่งกว่านั้น การที่กองกำลังตอลิบานเดินนโยบายจู่โจมเข้ายึดกรุงคาบูล 15 วันก่อนวันเส้นตายที่สหรัฐฯ กำหนดไว้ในการถอนตัวออกจากอัฟกานิสถาน ปัจจัยนี้กระตุ้นให้เกิดมาตรการถอนความช่วยเหลือต่างประเทศที่ให้แก่อัฟกานิสถานมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ตลอดจนมาตรการคว่ำบาตรรัฐบาลตอลิบาน เช่น การที่ฝ่ายตะวันตกนำโดยรัฐบาลวอชิงตันประกาศอายัดทรัพย์สินทั้งหลายของอัฟกานิสถานที่อยู่ในต่างประเทศ รวมทั้งระงับไม่ให้มีการปล่อยเงินทุนใดๆ ทั้งสิ้น

ผลที่มิอาจจะหลีกเลี่ยงได้คือความวิบัติหายนะสำหรับประเทศยากจนทุรกันดารไร้ทางออกทางทะเลแห่งนี้ ประเทศซึ่งถูกกระหน่ำรุมตีทั้งจากภาวะสงครามที่ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นเวลา 4 ทศวรรษ ภัยแล้งสุดทารุณ ตลอดจนปัญหาที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือ โรคระบาดใหญ่ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ในการนี้ ทุกภาคส่วนของสังคมล้วนได้รับความเดือดร้อน ข้าราชการและลูกจ้างภาครัฐที่เป็นนักวิชาชีพจำนวนมาก รวมทั้งแพทย์พยาบาลต่างไม่ได้รับเงินเดือนมาหลายเดือนแล้ว แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ กลุ่มคนซึ่งอ่อนแอเปราะบางที่สุดของสังคมทยอยถูกขย้ำกลืนกินจากภาวะขาดอาหารและปัญหาความยากจน ทั้งนี้ มีประมาณการกันว่า กว่าครึ่งหนึ่งของประชากรอัฟกันต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ความอดอยากแร้นแค้น

ชายอัฟกันผู้นี้ นามว่า ซาร์ดาร์ มูฮัมหมัด เขาขายไตไป 1 ข้าง เพื่อให้ได้เงินมายาไส้ตนเองและครอบครัว  ในภาพนี้ที่บันทึกกันเมื่อ 16 ธันวาคม 2021 เขาเปิดให้นักข่าวเอพีดูแผลผ่าตัดเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการขายไต
เรื่องดาษดื่นของคนยากจนข้นแค้นในอัฟกานิสถาน - ขายลูกไปเป็นเจ้าสาวเด็กน้อย แลกเงินสินสอดมายังชีพ

“แต่ละวันที่ผ่านไป สถานการณ์ในประเทศนี้คือเลวร้ายลงเรื่อยค่ะ ยิ่งสำหรับเด็กๆ ด้วยแล้ว พวกเขาทุกข์ยากลำบากกันสาหัสค่ะ” เป็นคำกล่าวของ อะซุนธา ชาร์ลส์ ผู้อำนวยการแห่งชาติประจำอัฟกานิสถาน ของ เวิลด์ วิชัน องค์การการกุศลของชาวคริสเตียนซึ่งมุ่งให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยในภาคตะวันตกของอัฟกานิสถานนั้น องค์การแห่งนี้เปิดคลินิกสุขภาพในย่านชานเมืองเฮรัตสำหรับช่วยเหลือผู้พลัดถิ่น

“ทุกวันนี้ ดิฉันใจสลายเมื่อได้เห็นหลายๆ ครอบครัวแสดงเจตนาที่จะขายลูกบางคนเพื่อเงินที่จะมาเลี้ยงดูลูกๆ ที่เล็กกว่าให้อยู่รอดต่อไปได้” ผ.อ.ชาร์ลส์ บอก “ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่ประชาคมนักมนุษยธรรมทั้งหลายจะต้องลุกขึ้นมาแสดงตัวยืนหยัดอยู่กับประชาชนอัฟกัน”

การขายลูกสาวตั้งแต่ที่พวกเธออายุยังอ่อนเยาว์มากๆ ถูกกระทำในนามของการหาคู่ครอง ซึ่งรูปการณ์แท้จริงโดยส่วนใหญ่ คือ การที่ผู้ซื้อซึ่งมักเป็นชายสูงอายุที่มีฐานะดี จะ “ตกเขียว” เด็กผู้หญิงเหล่านี้ด้วยเงินมัดจำก้อนหนึ่ง และรอเวลาให้เด็กเติบโตถึงระยะที่ใช้งานได้ ตั้งแต่ใช้เป็นนางบำเรอกาม และเป็นเด็กรับใช้ทำงานบ้านทุกอย่าง ตลอดจนรับใช้สมาชิกทุกคนในบ้าน รับใช้ตั้งแต่ภรรยาหลวง ไปจนถึงบรรดาผู้เฒ่าในบ้าน 

ชะตากรรมน่าสงสารเยี่ยงนี้ปรากฏเป็นเรื่องดาษดื่นมาเนิ่นนาน และเป็นประเพณีปฏิบัติที่ยังทำกันอยู่มากตลอดทั่วทั้งภูมิภาคแถบนี้ โดยที่ครอบครัวของฝ่ายเจ้าบ่าว ซึ่งบ่อยครั้งเป็นญาติห่างๆ จะจ่ายเงินก่อนล่วงหน้าเพื่อเป็นการผูกมัดให้การตกลงกันมีผลบังคับ ปกติแล้วเด็กที่ถูกซื้อตัวไปจะยังคงอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ไปสักระยะหนึ่ง อย่างน้อยก็จนกระทั่งเธอเติบโตอยู่ในอายุราว 15-16 ปี แต่ก็มีครอบครัวจำนวนมากซึ่งยากจนข้นแค้นอย่างยิ่งยวด ยินยอมให้ว่าที่เจ้าบ่าวนำตัวเด็กหญิงไปตั้งแต่อายุน้อยมากๆ หรือกระทั่งยินยอมที่จะขายลูกชายของพวกเขาด้วย

อะซุนธา ชาร์ลส์ ผู้อำนวยการแห่งชาติประจำอัฟกานิสถาน ของ เวิลด์ วิชั่น องค์การการกุศลของชาวคริสเตียนซึ่งมุ่งให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม พบปะพูดคุยกับผู้อพยพในนิคมผู้พลัดถิ่นศูนย์ภาคตะวันตกใกล้เมืองเฮรัตของอัฟกานิสถาน  เวิลด์ วิชั่นดำเนินโครงการช่วยเหลือเด็กๆ ที่นี่ให้ได้เรียนหนังสือ
กล้ำกลืนความทุกข์ ต้องขายลูกกิน เพราะไม่มีทางเลือกจริงๆ

ตัวอย่างเช่น กรณีน้องปาร์วานา มาลิก เด็กหญิงหน้าตาน่าเอ็นดู วัยเพียง 9 ปี จากครอบครัวอัฟกันยากจนในนิคมผู้พลัดถิ่นในจังหวัดบาดกีสทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ สกู๊ปของซีเอ็นเอ็นที่เผยแพร่เมื่อ 1 พฤศจิกายน 2021 รายงานว่า คุณพ่ออับดุล ขายน้องไปเป็นเจ้าสาวเด็กน้อย เพื่อจะมีเงินซื้ออาหารเลี้ยงดูลูกๆ อีก 6 ชีวิต โดยลูกค้าของเขาเป็นชายแปลกหน้าชื่อ กอร์บัน ซึ่งบอกว่าตนอายุ 55 ปี แต่คิ้วและเครางอกขาวไปหมดแล้ว สนนราคาค่าสินสอดที่จ่ายกันอยู่ที่มูลค่า 200,000 อัฟกานี หรือประมาณ 2,200 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา โดยประกอบด้วยแกะ ที่ดิน และเงินสด ซึ่งกอร์บัน มองว่าเป็นการตัดสินใจที่คุ้มค่า โดยบอกนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่าไม่แพง

การขายน้องปาร์วานาไม่ใช่แบบตกเขียว แต่เป็นการขายสด มีการชำระค่าตัวพร้อมกับส่งมอบเจ้าสาวตัวน้อยกันเมื่อ 24 ตุลาคม 2021 โดยกอร์บัน บอกนักข่าวซีเอ็นเอ็นนามอับดุลบินา ว่าที่บ้านของตนมีภรรยาหลวงอายุมากอยู่คนหนึ่งซึ่งจะดูแลน้องปาร์วานาอย่างดีในฐานะสมาชิกครอบครัว เพราะน้องคือภรรยารอง แต่ก็จะให้ช่วยทำงานต่างๆ ในบ้านด้วย

น้องปาร์วานาพูดกันนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า ไม่อยากจากบ้านไปเลย เธออยากเรียนหนังสือ จะได้โตขึ้นไปเป็นคุณครู ดังนั้น ในเวลาที่กอร์บันกุมแขนน้อง พาน้องออกจากประตูบ้านไปยังรถยนต์ของตน น้องขัดขืนไม่ยอมก้าวขา และในที่สุดก็ถูกลากตัวไปขึ้นรถ ไม่มีใครมั่นใจว่าชะตากรรมต่อไปของน้องจะดีได้ดั่งที่กอร์บันรับปากกับทุกคน

คุณแม่อาซิส กุล ประกาศจะฆ่าตัวตาย หากลูกสาวต้องถูกพรากไปเป็นเจ้าสาว

ในกรณีของอาซิส กุล เมื่อได้ทราบว่าสามีรับมัดจำค่าสินสอดแห่งการขายลูกสาวตัวน้อยวัยเพียง 10 ปี เธอดิ้นรนต่อต้านสุดฤทธิ์เพื่อไม่ให้ใครมาพรากลูกไป ซึ่งจัดเป็นสิ่งผิดธรรมดา ในสังคมที่ยึดมั่นเหนียวแน่นกับประเพณีพ่อเป็นใหญ่และผู้ชายคือช้างเท้าหน้า ทั้งนี้ ตัวเธอเองก็ถูกบังคับให้แต่งงานตั้งแต่ตอนอายุ 15 ปี

อาซิส กุล ประกาศว่าจะฆ่าตัวตาย ถ้าหาก กันดี กุล ลูกสาวคนนี้ถูกพรากเอาตัวไป

คุณแม่อาซิสจดจำได้แม่นยำถึงวินาทีแห่งความช็อกเสมือนหัวใจหยุดเต้นเมื่อได้ยินจากสามีว่า ได้ขายน้องกันดี ไปแล้ว

เรื่องราวมีอยู่ว่า เมื่อประมาณปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จู่ๆ ครอบครัวของเธอเกิดมีอาหารการกินในระดับที่พอไปได้ขึ้นมา ในที่สุดเธอจึงถามสามีว่าเอาเงินมาจากไหน แล้วเขาเปิดปากสารภาพ

“หัวใจฉันหยุดเต้นไปเลย ฉันรู้สึกว่าฉันจะต้องตายไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว แต่บางทีพระผู้เป็นเจ้าอาจจะไม่ต้องการให้ฉันตายหรอก” กุล เล่าอย่างนั้น ขณะที่น้องกันดี นั่งอยู่ติดกับคุณแม่ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของเธอเขม้นมองอย่างอายๆ จากภายใต้ผ้าคลุมผมสีท้องฟ้า

“แต่ละครั้งที่ฉันนึกไปถึงคืนนั้น ... ฉันก็เหมือนขาดใจตาย แล้วต้องยอมฟื้นกลับขึ้นมา มันทรมานจริงๆ”

เธอเล่าว่าเคยถามสามี ทำไมถึงทำแบบนี้

“เขาตอบว่าเขาต้องขายลูกไปสักคนหนึ่ง เพื่อช่วยให้ลูกๆ ทั้งหมดสามารถรอดชีวิตต่อไปได้ ‘พวกเราจะต้องตายกันหมดแน่ๆ ถ้ายังเป็นยังงี้อยู่ต่อไป’ (เขาพูด) ฉันก็ขึ้นเสียงใส่เขาว่า ‘ตายไปเสียเลย ยังดีกว่าสิ่งที่แกทำลงไป’ ”

อาซิสดิ้นรนวิ่งเต้นขอความช่วยเหลือจากชุมชนรอบๆ ตัวเธอ เธอเล่าให้พี่ชายและพวกผู้ใหญ่ของหมู่บ้านฟังว่า สามีเอาลูกไปขายโดยไม่เคยบอกกล่าวกับเธอเลย พวกเขาต่างเห็นใจและสนับสนุนเธอ ด้วยความช่วยเหลือของพวกเขา เธอสามารถจัดทำข้อตกลง “หย่า” ให้น้องกันดีได้ ทว่ามันมีเงื่อนไขว่าเธอต้องคืนเงิน 100,000 อัฟกานี หรือราว 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ ที่สามีรับมาจากฝ่ายว่าที่เจ้าบ่าว

เงินขนาดนี้ อาซิสไม่มีจะให้หรอก ปัจจุบันนี้ สามีหลบหนีไปแล้ว บางทีอาจจะด้วยความกลัวว่าเธอจะไปฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ถึงสิ่งที่เขาทำไป เพราะเมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลตอลิบานเพิ่งออกประกาศห้ามการบังคับผู้หญิงให้ยอมแต่งงาน ตลอดจนห้ามการใช้ผู้หญิงและเด็กหญิงเป็นของตอบแทนในเวลาทำความตกลงยุติกรณีพิพาทต่างๆ

ในการนี้ ครอบครัวของว่าที่เจ้าบ่าว ซึ่งเป็นหนุ่มเต็มตัวอายุประมาณ 21-22 ปี พยายามมาแล้วหลายครั้งที่จะเอาตัวน้องกันดีไป และเธอไม่แน่ใจว่าเธอจะสามารถป้องกันไม่ให้พวกเขามาพรากลูกไปได้อีกนานแค่ไหน

“ฉันหมดปัญญาไม่รู้จะทำยังไงแล้ว ถ้าฉันไม่สามารถหาเงินไปใช้คืนพวกเขา และไม่สามารถรักษาลูกสาวให้อยู่กับฉันต่อไปได้แล้ว ฉันจะฆ่าตัวตายแน่นอน” กุลประกาศอย่างนั้น

“แต่แล้วฉันก็มาคิดถึงลูกคนอื่นๆ ถ้าฉันตาย พวกเขาจะเป็นยังไงต่อไป ใครจะเป็นคนเลี้ยงดูพวกเขา” ลูกคนโตของเธอเป็นเด็กผู้ชายอายุ 12 ปี ส่วนคนเล็กสุดซึ่งเป็นลูกคนที่ 6 อายุเพียงแค่ 2 เดือน

ตอนนี้ที่ต้องอยู่ตัวคนเดียวแล้ว คุณแม่อาซิสต้องฝากลูกๆ ไว้กับแม่ที่แก่ชรา ขณะที่เธอไปรับจ้างทำงานตามบ้านของผู้คนต่างๆ ลูกชายวัย 12 ปีของเธอก็ทำงานเก็บหญ้าฝรั่นหลังกลับจากเรียนหนังสือที่โรงเรียน แต่ว่าฤดูเก็บหญ้าฝรั่นนั้นแสนสั้น เก็บกันสองสามสัปดาห์ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงก็หมดแล้ว

“เราไม่มีสมบัติอะไรเลย” อาซิส กุล บอก

กันดี กุล อุ้มน้องชายวัยทารก ให้ช่างภาพเอพีถ่ายรูปด้านนอกของบ้านที่ทำด้วยโคลนตากแดด ในนิคมผู้พลัดถิ่น  เธอยังไม่เห็นโอกาสที่จะหลุดรอดจากชะตากรรมแห่งการถูกบิดาเอาไปขายเป็นเจ้าสาวเด็กน้อย เพราะเรื่องนี้จะยุติได้ก็ต่อเมื่อคุณแม่ของเธอหาเงิน 100,000 อัฟกานี ไปคืนว่าที่เจ้าบ่าวได้ทั้งหมด
บ้านนี้มีคุณแม่ป่วยเรื้อรัง ซึ่งไม่คัดค้านการขายลูกเล็กๆ ไปเป็นเจ้าสาวเด็กน้อย

ในอีกด้านหนึ่งของนิคมผู้พลัดถิ่นแห่งเดียวกันนี้ คุณพ่อลูก 4 นามว่า ฮามิด อับดุลเลาะห์ ก็กำลังพยายามขายลูกสาวอายุน้อยไปเป็นเจ้าสาวแบบคลุมถุงชน ในเวลาเดียวกันก็ต้องดิ้นรนหาเงินทองมารักษาภรรยาที่ป่วยไข้เรื้อรัง โดยมีลูกคนที่ 5 เติบโตอยู่ในครรภ์

อับดุลเลาะห์เล่าว่า ไปยืมเงินมาจ่ายค่ารักษาภรรยาของเขา แล้วไม่สามารถคืนเงินกู้ได้ ดังนั้น เมื่อ 3 ปีก่อน เขาจึงยอมรับเงินมัดจำสำหรับการขาย โฮชรัน ลูกสาวคนโตซึ่งตอนนั้นมีอายุ 4 ขวบ เพื่อแต่งงานแบบคลุมถุงชนกับหนุ่มวัย 15 ปีในจังหวัดบาดกิส อันเป็นบ้านเดิมของเขา ตอนนี้เขามองหาคนซึ่งจะมาซื้อลูกสาวคนที่ 2 ที่ชื่อ นาเซีย ซึ่งอายุ 6 ปี

“เราไม่มีอะไรจะกินกันเลย” อับดุลเลาะห์อธิบาย พร้อมกับบอกว่าเขายังต้องซื้อหายามาให้ภรรยา ผู้ซึ่งอีกไม่นานก็จำเป็นต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติม “เขาต้องไปผ่าตัดอีกหนหนึ่ง ผมไม่มีเงินสักอัฟกานีเดียวเลย ที่จะเอาไปจ่ายเป็นค่าหมอ”

ครอบครัวที่ซื้อ โฮชรัน ยอมที่จะรอให้น้องอายุมากกว่านี้ ก่อนที่จะยอมจ่ายเงินค่าสินสอดส่วนที่เหลือ เขาอธิบาย

แต่เขาจำเป็นต้องใช้เงินตั้งแต่เดี๋ยวนี้เพื่อซื้อหาอาหารและเป็นค่ารักษาภรรยา ดังนั้นเขาจึงพยายามจัดการหมั้นหมายแต่งงานให้แก่ นาเซีย เพื่อให้ได้เงินมาสักราวๆ 20,000-30,000 อัฟกานี (200-300 ดอลลาร์สหรัฐ)

“เราจะทำอะไรอย่างอื่นได้ล่ะ เราจำเป็นต้องทำอย่างนี้ มันไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว” บิบี จัน ภรรยาของเขา กล่าวสนับสนุนสามี “ตอนที่เราตัดสินใจเรื่องนี้ มันเหมือนกับมีใครเขามาเฉือนมาตัดเอาตัวฉันออกไปส่วนหนึ่งเลยนะ”

ฮามิด อับดุลเลาะห์ คุณพ่อลูก 4 ซึ่งพยายามขายลูกสาวอายุน้อย 2 คน ไปเป็นเจ้าสาวแบบคลุมถุงชน เพื่อให้ได้เงินทองมารักษาภรรยาที่ป่วยไข้เรื้อรัง  ในภาพนี้ คุณพ่อฮามิดผู้ทุกข์ตรม ยืนด้านนอกของห้อง ฟังเสียงลูกๆ เล่นกัน
จนตรอกกันจริงๆ คุณแม่พยายามหาทางขายลูกชายคนโต เพื่อให้ลูกๆ ทุกคนมีอาหารตกถึงท้อง

ในจังหวัดบาดกิส ซึ่งอยู่ติดกับเฮรัตขึ้นไปทางเหนือ ครอบครัวผู้พลัดถิ่นที่อยู่อีกครอบครัวหนึ่งตรึกตรองที่จะขายลูกชายที่ชื่อ ซาเลาะห์อุดดิน อายุ 8 ขวบ

คุณแม่กุลดัสตาให้ข้อมูลว่า หลังจากที่ภายในบ้านไม่มีอาหารให้ลูกกินนานหลายวันแล้ว เธอบอกสามีให้เอาเด็กชายผู้นี้ไปขายที่ตลาด เพื่อจะได้มีเงินซื้อหาอาหารสำหรับเลี้ยงดูคนอื่นๆ

“ฉันไม่ต้องการขายลูกชายหรอก แต่ฉันต้องทำ” กุลดัสตา ซึ่งอยู่ในวัย 35 ปีกล่าวอย่างนั้น

“ไม่มีแม่คนไหนสามารถทำอย่างนี้กับลูกของเธอเองได้หรอก แต่เมื่อคุณไม่มีทางเลือกอื่นเลย คุณก็ต้องตัดสินใจทำสิ่งที่ขัดแย้งกับความปรารถนาของคุณ”

ซาเลาะห์อุดดิน กะพริบตา และเงียบๆ มองดูการสนทนาระหว่างคุณแม่กับนักข่าวเอพี ท่ามกลางการรายล้อมของพี่น้องชายหญิงที่ว่าถ้ารวมทั้งบ้านแล้ว ตัวเลขจะมากถึง 7 คน

ริมฝีปากของซาเลาะห์อุดดิน มีอาการสั่นไหวเล็กๆ

ชาคีร์ คุณพ่อของซาเลาะห์อุดดิน ซึ่งตาบอดข้างหนึ่งและมีปัญหาเจ็บป่วยที่ไต เล่าว่า ลูกๆ ร้องไห้กันมาหลายวันแล้วเนื่องจากหิวข้าว เขาเล่าด้วยว่า 2 ครั้งแล้วที่เขาตัดสินใจเอาลูกชายคนนี้ไปที่ตลาด ทว่าเขาก็ไม่สามารถทำใจให้เดินหน้าไปจนตลอดรอดฝั่งในทั้ง 2 ครั้งนั้น

“แต่ตอนนี้ผมคิดว่าผมไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วนอกจากเอาเขาไปขาย”

เชื่อกันว่า การขายเด็กชายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นน้อยกว่าการขายเด็กผู้หญิง และหากเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นมาก็มักเป็นกรณีที่ครอบครัวซึ่งไม่มีลูกสาว ซื้อเอาเด็กชายไปตั้งแต่เขายังเป็นทารกแบเบาะ

กระนั้นก็ตาม คุณแม่กุลดัสตาซึ่งอยู่ในภาวะอับจนสิ้นหนทาง หวังว่าอาจจะมีสักครอบครัวที่อยากได้ลูกชาย และยินดีซื้อเด็กอายุ 8 ขวบ

คุณแม่กุลดัสตากับลูกๆ นั่งคุยกับนักข่าวเอพีในบ้านที่นิคมผู้พลัดถิ่นใกล้เมืองเฮรัต เมื่อ 14 ธันวาคม 2021  เธอเล่าว่าหลังจากที่ภายในบ้านไม่มีอาหารให้ลูกทานนานหลายวันแล้ว เธอบอกสามีให้เอาลูกชายไปขายที่ตลาด เพื่อจะได้มีเงินซื้อหาอาหารมาเลี้ยงดูลูกๆ ทุกคน
UN ฟันธง อัฟกานิสถานจะเข้าสู่ปี 2022 โดยมีเด็กต่ำกว่า 5 ขวบ ราว 3.2 ล้านราย ทนทุกข์เพราะขาดอาหาร

ชาวอัฟกันนับล้านๆ ราย อยู่ในภาวะอับจนสิ้นหนทาง นี่เป็นสิ่งที่ชัดเจนมากภายในสภาพการณ์ที่ผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องเผชิญกับความหิวโหย ภายในสิ้นปี 2021 คาดกันว่าเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี จำนวนราว 3.2 ล้านคนในอัฟกานิสถานจะต้องทุกข์ทรมานจากการขาดอาหารอย่างเรื้อรัง รายงานของสหประชาชาติระบุอย่างนั้น

นาเซีย เป็นหนึ่งในเด็กจำนวนนั้น เด็กหญิงอายุ 4 ปีผู้นี้นอนแน่นิ่งอยู่ในอ้อมแขนของคุณแม่ ภายหลังไปรับการตรวจรักษาที่คลินิกสุขภาพขององค์การเวิลด์วิชั่น

เมื่อ 2 ปีก่อน นาเซียเป็นทารกที่อ้วนท้วน ฟาติมะ ผู้เป็นแม่เล่าไว้อย่างนั้น แต่ตอนนี้แขนขาผอมแห้งของเธออยู่ในสภาพมีเพียงหนังหุ้มกระดูก ภายใต้โครงกระดูกของเธอ เราสามารถมองเห็นอาการเต้นของหัวใจน้อยๆ ของเธอได้อย่างชัดเจน

“ราคาข้าวของอะไรๆ ก็สูงลิบทั้งนั้น แป้งข้าวสาลีแพง น้ำมันทำอาหารก็แพง ทุกอย่างแพงหมด” ฟาติมะ บอก “วันทั้งวันแกขอให้ฉันหาเนื้อ โยเกิร์ต และผลไม้ มาให้กิน แต่เราไม่มีอะไรเลย เราไม่มีเงินจะไปซื้อมาให้เธอ”

ชาร์ลส์ ผู้อำนวยการแห่งชาติประจำอัฟกานิสถานของเวิลด์วิชั่น พูดย้ำว่า ประเทศนี้จำเป็นต้องได้เงินทุนความช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรมอย่างสุดๆ

“ดิฉันดีใจที่เห็นมีผู้ให้คำมั่นสัญญาจะช่วยเหลือ” เธอกล่าว แต่คำมั่นสัญญาเหล่านี้ “ควรที่จะได้รับการปฏิบัติให้เป็นจริง ต้องทำให้กลายเป็นความจริงขึ้นมาอย่างชนิดมองเห็นกันได้จะจะ”

โดย รัศมี มีเรื่องเล่า

(ที่มา : เอพี ซีเอ็นเอ็น เวิร์ด โพลิติกส์ รีวิว)

ชาวอัฟกันในนิคมผู้พลัดถิ่นมารอเข้าใช้บริการรักษาพยาบาลหน้าคลินิกที่เวิลด์ วิชั่น จัดขึ้นเป็นคลินิกเคลื่อนที่

ภาพถ่ายทางอากาศแสดงให้เห็นสภาพอันทุรกันดารของนิคมผู้พลัดถิ่นเชไดซึ่งมีขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันตกของอัฟกานิสถาน ใกล้เมืองเฮรัต  ภายในนิคมเต็มไปด้วยกระต๊อบก้อนโคลนพลังงานแสงตะวันที่สร้างขึ้นให้พอคุ้มหัวจากแดดแผดเผาและน้ำค้างยะเยือกเย็น เพื่อเป็นที่พักพิงแก่ผู้ที่ต้องลี้ภัยความอดอยากข้นแค้นและภัยสงคราม