xs
xsm
sm
md
lg

In Clip: นักร้องคันทรีชื่อดัง “ดอลลี พาร์ตัน” ร้องเพลงปลุกใจให้คนไปฉีดวัคซีนระหว่างรับ “โมเดอร์นา” ส่วนวัคซีนจอห์นสันเริ่มกระจายตัวทั่วสหรัฐฯ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เอเจนซีส์/รอยเตอร์ – ดอลลี พาร์ตัน นักร้องเพลงคันทรีรุ่นใหญ่วัย 75 ปีร้องเพลงแปลง “วัคซีน” ก่อนรับโมเดอร์นาที่ศูนย์การแพทย์ในเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซีเมื่อวานนี้(2 มี.ค) เรียกเสียงฮือฮาไปทั่ว ขณะที่วัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสันถูกกระจายไปทั่วประเทศ โดยมีบาร์บารา ชมาเนเบอร์เกอร์( Barbara Schmalenberger)ในรัฐโอไฮโอเป็นคนแรกที่ได้รับ

บีบีซี สื่ออังกฤษ รายงานวันนี้(3 มี.ค)ว่า ที่ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์ (Vanderbilt University Medical Center)ในเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี ของวันอังคาร(2) นักร้องเสียงทองเพลงคันทรีชื่อดังของสหรัฐฯวัย 75 ปี ดอลลี พาร์ตัน เข้ารับการฉีดวัคซีนโมเดอร์นา โดยก่อนที่จะมีการฉีดเธอได้ขยับลูกคอร้องเพลงแปลง “วัคซีน” ที่ถูกดัดแปลงมาจากเพลง Jolene ชื่อดังของตัวเองเพื่อกระตุ้นให้ชาวอเมริกันคนอื่นๆไม่ปฎิเสธวัคซีน

เนื้อร้องมีดังนี้ “วัคซีน วัคซีน วัคซีน วัคซีน ดิฉันขออ้อนวอนคุณ ขอได้โปรดอย่างลังเล” ("Vaccine, vaccine, vaccine, vaccine, I'm begging of you, please don't hesitate.)

โดยในวิดีโอคลิปที่มีปรากฎภาพเธอสวมเสื้อสีน้ำเงินอมม่วงร้องเพลงก่อนการฉีด

สื่ออังกฤษรายงานว่า พาร์ตันมีส่วนช่วยในการสนับสนุนการพัฒนาวัคซีนโมเดอร์นาจากการที่เธอได้บริจาคเงินจำนวน 1 ล้านดอลลาร์ให้กับศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์

และส่วนหนึ่งของเงินบริจาคจากพาร์ตันได้ถูกนำไปเป็นทุนการวิจัยในเฟสแรกของการพัฒนาวัคซีนโมเดอร์นา ซึ่งวัคซีนตัวนี้มีประสิทธิภาพ 95% ในการป้องกันโรคโควิด-19

พาร์ตันเจ้าของรางวัลแกรมมี อวอร์ดสกล่าวว่า เธอรอวัคซีนมาเป็นเวลานาน “ดิฉันมีอายุมากพอที่จะได้รับมันและดิฉันฉลาดมากพอที่จะได้รับมัน” พาร์ตันประกาศผ่านวิดีโอไปยังบรรดาแฟนๆที่ถูกโพสต์ขึ้นโดยทางมหาวิทยาลัย

ทั้งนี้เดือนที่ผ่านมาพาร์ตันได้ให้สัมภาษณ์กับเอพีว่า เธอต้องการรอคอยจนกระทั่งวัคซีนนั้นกระจายไปทั่ว เพราะ “ดิฉันไม่ต้องการให้ดูเหมือนว่าดิฉันกระโดดเข้าไปที่คิวที่กำลังต่อแถวอยู่”

และในเวลานี้จำนวนวัคซีนดูเหมือนเพิ่มขึ้นอย่างน้อยก็สำหรับในสหรัฐฯ นักร้องสาวเพลงคันทรีย์รุ่นใหญ่กล่าว และเธอกล่าวว่า “เธอต้องการกระตุ้นให้ทุกคนออกมารับมัน” โดยชี้ว่า“ดิฉันต้องการกล่าวไปยังทุกคนที่ขลาดกลัวตรงนั้นว่า อย่าทำตัวเหมือนไก่ที่กำลังหมอบ ขอให้ทุกคนออกมารับวัคซีนของตัวเอง”

ทั้งนี้ในวันอังคาร(2)ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจ ไบเดน ออกมาแถลงว่า บริษัทยายักษ์ใหญ่เมอร์ค( Merck) ซึ่งเป็นคู่แข่งจะช่วยบริษัทจอห์นสันแอนด์จอห์นสันในการเพิ่มกำลังการผลิตวัคซีนโควิด-19ของจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน เพื่อเป้าหมายของไบเดนที่ตั้งเป้าว่าภายในสิ้นเดือนพฤษภาคมประชาชนอเมริกันทุกคนต้องได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19

หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์รายงานวันนี้(3)ถึงคำแถลงของไบเดนว่า “สองบริษัทยายักษ์ใหญ่ที่สุดของโลกที่ตามปกติจะเป็นคู่แข่งซึ่งกันกำลังทำงานร่วมกันเพื่อวัคซีน” และไบเดนกล่าวต่อที่ทำเนียบขาวว่า “นี่เป็นรูปแบบความร่วมมือของบริษัทที่เราเคยได้เห็นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2”

ทั้งนี้แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯเปิดเผยว่า เป้าหมายล่าสุดของทางจอห์นสันแอนด์จอห์นสันคือการผลิตวัคซีนโดสเดียวจำนวน 94 ล้านโดสให้ได้ทันภายในพฤษภาคม ซึ่งนั่นคือ 7 ล้านโดสก่อนกำหนดในข้อตกลงที่ได้กำหนดให้มีการส่งมอบ 87 ล้านโดสให้ได้ทันภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม และจำนวน 100 ล้านโดสภายในเดือนกรกฎาคม

ซึ่งสำหรับการที่บริษัทยาเมอร์คจะร่วมผลิตวัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสันพบว่ารัฐบาลสหรัฐฯได้ให้งบ 268.8 ล้านดอลลาร์เพื่อให้ทางบริษัทยาปรับปรุงโรงงานเพื่อให้มีมาตรฐานที่จะสามารถผลิตวัคซีนโควิดได้

วัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์สันที่เพิ่งได้รับไฟเขียวเมื่อสุดสัปดาห์ถูกแจกจ่ายไปทั่วสหรัฐฯ และในวันอังคาร(2)ที่รัฐโอไฮโอ บาร์บารา ชมาเลนเบอร์เกอร์ (Barbara Schmalenberger) วัย 86 ปีเป็นคนแรกที่ได้รับวัคซีนโดสเดียวนี้

โดยเธอกล่าวแสดงความรู้สึกกับ CNN หลังจากเธอได้รับการฉีดที่ศูนย์ช็อเตนสตีน(Schottenstein Center) เมืองโคลัมบัสว่า “มันน่าตื่นเต้นมาก” และกล่าวต่อว่า “เมื่อดิฉันออกมาจากรถดิฉันตัวสั่นไปหมด ดิฉันรู้สึกตื่นเต้นมาก ดิฉันไม่สามารถรอคอยได้”

CNN รายงานว่า วัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสันจำนวนเกือบ 4 ล้านโดสจะถูกกระจายไปทั่วสหรัฐฯทันที ซึ่งอย่างไรก็ตามถึงแม้จอห์นสันแอนด์จอห์นสันจะเป็นวัคซีนโดสเดียวที่มีประสิทธิภาพสูงต่อกลุ่มผู้ป่วยขั้นวิกฤต และถูกขนานนามว่าเป็นตัวพลิกเกมส์ทีเดียว แต่ทว่าหมอใหญ่สหรัฐฯ นายแพทย์แอนโธนี เฟาซียังคงเตือนในค่ำวันจันทร์(1)ว่า สหรัฐฯจะยังคงใช้มาตรฐานวัคซีนโควิด-19 ขนาด 2 โดสต่อไป และเขาย้ำว่าการที่รับโดสที่ 2 ล่าช้านั้นจะยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น อ้างอิงจากรอยเตอร์








กำลังโหลดความคิดเห็น