เอเอฟพี - ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศ ‘ล็อคเป้า’ พร้อมโจมตีพวกที่ส่งโดรนไปถล่มโรงกลั่นน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นฝีมืออิหร่าน ขณะที่วิกฤตการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งกว่า 10% ในเช้าวันนี้ (16 ก.ย.)
นับเป็นครั้งแรกที่ผู้นำสหรัฐฯ ขู่ใช้ปฏิบัติการทางทหารตอบโต้เหตุโจมตีซึ่งทำให้กำลังผลิตน้ำมันซาอุฯ ลดลงครึ่งหนึ่ง และทำให้ทั้งสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ ประกาศแผนปล่อยน้ำมันออกจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์เพื่อลดผลกระทบ
“อุปทานน้ำมันของซาอุดีอาระเบียถูกโจมตี และมีเหตุผลที่เชื่อได้ว่าเรารู้ตัวคนผิดแล้ว สหรัฐฯ ล็อคเป้าและพร้อมโจมตีหากมีข้อพิสูจน์ยืนยัน แต่เราจะรอฟังท่าทีจากซาอุดีอาระเบียก่อนว่าพวกเขาเชื่อว่าใครอยู่เบื้องหลัง และเราจะดำเนินการต่อไปอย่างไร!” ทรัมป์ ทวีตข้อความ
กบฏฮูตีในเยเมนซึ่งมีอิหร่านหนุนหลัง และทำสงครามกับฝ่ายพันธมิตรซาอุฯ มานานถึง 5 ปี ออกมาอ้างความรับผิดชอบต่อเหตุโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน 2 แห่งของบริษัทอารามโก (Aramco) รัฐวิสาหกิจพลังงานยักษ์ใหญ่ของริยาดเมื่อวันเสาร์ (14)
อย่างไรก็ดี ไมค์ พอมเพโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กลับชี้นิ้วไปที่ ‘อิหร่าน’ โดยตรง โดยระบุว่าไม่พบหลักฐานว่าปฏิบัติการยิงถล่มคลังน้ำมันซาอุฯ ครั้งนี้ถูกกระทำมาจากฝั่งเยเมน
“สหรัฐฯ จะร่วมมือกับหุ้นส่วนและพันธมิตร เพื่อให้มั่นใจว่าอุปทานน้ำมันจะไม่ขาดหายไปจากตลาดพลังงาน และอิหร่านจะต้องรับผิดชอบต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของพวกเขา” พอมเพโอ ระบุ
อับบาส มูซาวี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ออกมาตอบโต้ทันควันว่า รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ อ้างข้อกล่าวหาลอยๆ ที่ “ไม่อาจเข้าใจได้ และไร้ซึ่งความหมาย” โดยมีเจตนาทำลายชื่อเสียงของอิหร่าน และปูทางไปสู่ปฏิบัติการต่อต้านเตหะรานในอนาคต
ด้านรัฐบาลแบกแดดซึ่งเป็นคนกลางระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันซาอุฯ ท่ามกลางกระแสข่าวว่าโดรนถูกส่งมาจากฝั่งอิรัก
เจ้าชาย โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารซาอุฯ ซึ่งเป็นผู้ปกครองในทางพฤตินัยของริยาด ประกาศกร้าวว่าราชอาณาจักรของพระองค์ “พร้อมและมีศักยภาพ” ที่จะเผชิญหน้ากับ “การรุกรานของกลุ่มก่อการร้าย” ครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม เจมส์ ดอร์ซีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลาง เชื่อว่ารัฐบาลซาอุฯ คงจะไม่ใช้วิธีแก้แค้นแบบ ‘ตาต่อตา-ฟันต่อฟัน’ ด้วยการโจมตีแหล่งน้ำมันของอิหร่าน
“ซาอุดีอาระเบียไม่ต้องการทำสงครามกับอิหร่านโดยตรง พวกเขาต้องการใช้คนอื่นให้ทำสงครามแทน และคนอื่นๆ ที่ว่าก็ยังมีท่าทีลังเลอยู่” ดอร์ซีย์ ซึ่งทำงานที่วิทยาลัยนานาชาติศึกษา เอส. ราชารัตนัม ในสิงคโปร์ ให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพี
เหตุโจมตีแหล่งผลิตน้ำมันของซาอุดีอาระเบียส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าเช้าวันนี้ (16) ปรับตัวขึ้นกว่า 10%
โฆษกกองทัพกบฏฮูตีอ้างว่าได้ส่งโดรน 10 ลำเข้าโจมตีโรงกลั่นน้ำมันที่อับกอยก์ (Abqaiq) และคูไรส์ (Khurais) ในภาคตะวันออกของซาอุฯ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงซานาของเยเมนกว่า 1,000 กิโลเมตร ผลการโจมตีทำให้เกิดระเบิดไฟลุกท่วมและควันพวยพุ่งทั่วบริเวณ
อารามโก ระบุว่า การโจมตีครั้งนี้ทำให้ผลผลิตน้ำมันของริยาดหายไปถึง 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือเกือบ 6% ของอุปทานน้ำมันทั่วโลก
บิลล์ ฟาร์เรน-ไพรซ์ ผู้อำนวยการ อาร์เอส เอเนอร์จี กรุ๊ป ในกรุงลอนดอน เปรียบเปรยสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเหมือนกับ “ยักษ์จีนี่ถูกปล่อยออกมาจากขวด”
“เห็นได้ชัดว่าโรงกลั่นน้ำมันของซาอุดีอาระเบียและรัฐอ่าวอาหรับอื่นๆ มีความเปราะบางต่อการถูกโจมตีในลักษณะนี้ ซึ่งอาจทำให้เบี้ยประกันภัยความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์สำหรับน้ำมันพุ่งสูงขึ้นด้วย”
ทั้งนี้ รายงานไม่ได้ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุโจมตีหรือไม่ และยังไม่มีการเปิดเผยมูลค่าความเสียหายที่ชัดเจน
อารามโกประกาศจะนำน้ำมันสำรองออกมาชดเชยส่วนที่ขาดหายไป ขณะที่ อามีน นัสเซอร์ ซีอีโอของบริษัท ให้สัมภาษณ์เมื่อวันเสาร์ (14) ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นอาจกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนก่อนที่อารามโกจะเปิดขายหุ้น IPO ในช่วงปลายปีนี้
ผู้นำสหรัฐฯ ทวีตข้อความวานนี้ (15) ว่า ตนได้ “ออกคำสั่งปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ในกรณีที่มีความจำเป็น และในปริมาณที่จะถูกกำหนด... เพื่อคงอุปทานน้ำมันให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด” นอกจากนี้ยัง “แจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งอนุมัติโครงการท่อส่งน้ำมันในเทกซัสและรัฐอื่นๆ"


