xs
xsm
sm
md
lg

สงครามการค้าภาค 2 – ‘จีน’ตอบโต้เอาคืน‘สหรัฐฯ’

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เดวิด พี. โกลด์แมน


(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.asiatimes.com)

Trade wars part two – the empire strikes back
By David P. Goldman
06/08/2019

ปักกิ่งออกคำชี้แนะให้บริษัทจีนยุติการซื้อสินค้าการเกษตรของสหรัฐฯ ขณะที่ค่าเงินหยวนก็อ่อนตัวลง เหล่านี้บ่งบอกว่าสงครามการค้าระหว่างประเทศทั้งสองกำลังเข้าสู่ระยะใหม่ รวมทั้งชี้ว่าความขัดแย้งที่กำลังบานปลายขยายตัวมากขึ้นนี้จะยืดเยื้อยาวนานและบั่นทอนกำลัง

ตลาดหลักทรัพย์ดำดิ่งตกฮวบฮาบในวันนี้ (อังคาร 6 ส.ค.) คือเครื่องหมายประการหนึ่งซึ่งประกาศให้ทราบถึงระยะใหม่ที่เลวร้ายมากๆ ในสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน ปักกิ่งเพิ่งส่งสัญญาณบ่งบอกว่าตนเองเตรียมตัวพรักพร้อมที่จะยืนหยัดอดทนเพื่อให้สามารถผ่านพ้นจนตลอดสงครามการค้ากับสหรัฐฯซึ่งจะทั้งยืดเยื้อและบั่นทอนกำลัง ทั้งนี้หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีศุลกากร 10% ต่อสินค้าเข้าของจีนอีกล็อตหนึ่งที่มีมูลค่ารวมประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์ ภายหลังการเจรจาหารือ 2 วันในเซี่ยงไฮ้ระหว่างทีมเจ้าหน้าที่การค้าระดับท็อปของเขากับคณะของฝ่ายจีน

สื่อจีนรายงานว่าปักกิ่งได้ออกคำชี้แนะฉบับหนึ่งกำหนดให้บริษัทจีนทั้งหลายยุติการซื้อผลิตผลการเกษตรของสหรัฐฯ โดยนี่ดูเหมือนเป็นการท้าทายเผชิญหน้ากันตรงๆ กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ นอกจากนั้นการที่จีนตัดสินใจปล่อยให้ค่าเงินเหรินหมินปี้ (หยวน) ของตนอ่อนตัวลงจนต่ำกว่าขีด 1 ดอลลาร์สหรัฐฯแลกได้ 7.00 หยวน ก็เป็นการตำหนิติเตียนกลับ สำหรับเรื่องที่ทรัมป์ยืนกรานเรื่อยมาว่า จีนขับดันเพิ่มยอดส่งออกด้วยการปั่นค่าเงินตราของตน

อย่างไรก็ดี ทรัมป์ยังคงออกมาสาดกระสุนใส่เรื่องนี้ผ่านทางทวิตเตอร์อยู่นั่นเอง “จีนได้ดันให้ราคาค่าสกุลเงินตราของพวกเขาลงสู่ระดับแทบจะต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ นี่มันเรียกว่า ‘การปั่นค่าเงิน’ ” เขาทวิตด้วยข้อความเช่นนี้

กระนั้น เห็นได้ชัดว่าจีนมีความเชื่อว่าตนเองสามารถที่จะกระตุ้นเพิ่มพูนอุปสงค์ภายในประเทศ เพื่อเป็นการชดเชยการส่งออกไปยังสหรัฐฯที่ลดต่ำลงมาได้ ทั้งด้วยการใช้ทั้งมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน, การตัดลดภาษี, และการใช้จ่ายภาคสาธารณะ เหล่านี้ผสมผสานกัน การที่เงินเหรินหมินปี้อ่อนตัวลงมาอยู่ที่เท่ากับ 1 ดอลลาร์แลกได้ 7.04 หยวนในวันนี้ (อังคาร 6 ส.ค.) เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงการผ่อนคลายในนโยบายทางการเงิน

ด้วยการอนุญาตให้เงินเหรินหมินปี้เป็นตัวดูดซับความเครียดเค้นต่างๆ ของสงครามการค้ารอบล่าสุด ธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีน (People’s Bank of China ใช้อักษรย่อว่า PBOC ชื่ออย่างเป็นทางการของแบงก์ชาติจีน) ก็กำลังเข้าปกป้องคุ้มครองตลาดท้องถิ่น

ตารางข้างบนนี้เปรียบเทียบ implied volatility of options ในอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างดอลลาร์สหรัฐฯกับเหรินหมินปี้ ( USD-RMB exchange rate) กับ ความผันผวน (volatility) ในอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะเวลา 7 วันที่เป็นอัตราดอกเบี้ยมาตรวัดสำคัญของแบงก์ชาติจีน (PBOC’s benchmark 7-day repo rate) โดยในระหว่างที่ยังคงใช้ระบบเก่าและแย่ๆ เมื่อปี 2015 นั้น PBOC ได้พยายามรักษาค่าเหรินหมินปี้ให้มีเสถียรภาพเมื่อแลกเปลี่ยนกับดอลลาร์ ซึ่งนี่ย่อมถือได้ว่าเป็นราคาค่าใช้จ่ายของการใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดมากขึ้น

ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนนั้นยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยเกิดจากการแทรกแซงของ PBOC แต่ความผันผวนของตลาดเงินภายในประเทศกลับมีความไหวตัวขึ้นลงแรง ซึ่งหมายถึงราคาค่าใช้จ่ายทางเศรษฐกิจที่สูง จากนั้นในเดือนสิงหาคม 2015 PBOC ได้ยกเลิกระบบที่นำเอาค่าเงินเหรินหมินปี้ผูกตรึงในทางพฤตินัยกับดอลลาร์ กลายเป็นชนวนให้เกิดความไม่แน่นอนขึ้นทั่วทั้งตลาด ทั้งอัตราแลกเปลี่ยนของเหรินหมินปี้ และทั้งอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะ 7 วัน ต่างแสดงให้เห็นว่ามีความผันผวนที่รุนแรงยิ่ง

ครั้นเมื่อ PBOC มีบทเรียนเพิ่มมากขึ้น และตลาดก็เลิกรู้สึกสยดสยองเกี่ยวกับการไหวตัวขึ้นลงของเหรินหมินปี้ ความผันผวนของตลาดเงินภายในประเทศก็หดหายไป ในวันจันทร์ (5 ส.ค.) ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนพุ่งแรงมาก โดยเป็นปฏิกิริยาตอบสนองเรื่องที่ทรัมป์ประกาศจัดเก็บภาษีศุลกากรสินค้าจีนอีกล็อตหนึ่ง แต่แทบไม่ส่งผลอะไรต่อตลาดเงินภายในประเทศ

สิ่งที่ PBOC เพิ่งกระทำไป คือการเคลื่อนไหวเพื่อรับมือกับความเครียดเค้นตามแบบฉบับที่ระบุเอาไว้ในตำราวิชาการ แบงก์ชาติจีนกำลังทำสิ่งที่พวกธนาคารกลางรายใหญ่ๆ รายอื่นๆ ของโลกต่างก็ทำกันทั้งนั้น นั่นคือ การบริหารจัดการกิจการของตนเองโดยคำนึงถึงความจำเป็นต่างๆ ภายในประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความนิยมชมชื่นของเหล่าคู่ค้าในต่างประเทศ

นี่ทำให้ทรัมป์แทบไม่หลงเหลือทางเลือกดีๆ ที่จะนำมาใช้ได้เอาเลย เขาเพิ่งจุดชนวนยิงกระสุนสำรองของเขาไปแล้วหยกๆ หรืออาจจะบอกว่าเขาได้คุกคามที่จะจุดชนวนยิงมันในวันที่ 1 กันยายน ซึ่งเป็นกำหนดนัดหมายที่การขึ้นภาษีศุลกากรต่อสินค้าเข้าของจีนล็อตใหม่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ เขายังอาจจะขบคิดหาทางขึ้นภาษีศุลกากรใส่จีนอย่างดุเดือดยิ่งขึ้นไปอีก นี่ก็คงได้อยู่หรอก ทว่ามันจะก่อให้เกิดต้นทุนค่าใช้จ่ายที่น่ารังเกียจขึ้นมา พวกผู้บริโภคสหรัฐฯนั้นจะต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเรียบร้อยแล้ว สำหรับการซื้อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ผู้บริโภค ในช่วงก่อนถึงเทศกาลคริสต์มาสปีนี้ และการขึ้นภาษีศุลกากรเพื่อมุ่งลงโทษจีนนี้ จริงๆ จะเป็นการเล่นงานผู้บริโภคสหรัฐฯ ในช่วงเวลาซึ่งการรณรงค์หาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยหน้าเริ่มต้นขึ้นพอดิบพอดีทีเดียว

ทรัมป์อาจจะสั่งการให้กระทรวงการคลังสหรัฐฯเข้าแทรกแซงในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อฉุดค่าเงินดอลลาร์ให้ต่ำลงมาก็ได้ โดยที่รัฐบาลสหรัฐฯจะต้องเข้าซื้อเงินเหรินหมินปี้ของจีนและขายดอลลาร์สหรัฐฯ นี่ดูไม่น่าจะเกิดขึ้นเลย แถมยังเป็นมาตรการที่ไร้ประสิทธิภาพอีกด้วย ยกเว้นแต่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ก็ผ่อนคลายนโยบายการเงินไปด้วยในเวลาเดียวกัน ผลลัพธ์ของการเข้าแทรกแซงตลาดจึงจะออกมาดีเยี่ยมชั่วครั้งชั่วคราวได้ ตลาดนั้นดูจะมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องที่สหรัฐฯอาจจะเข้าแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยน บางทีนี่อาจจะเป็นเหตุผลอธิบายถึงการอ่อนตัวของค่าเงินสหรัฐฯในระหว่างการซื้อขายเมื่อวันจันทร์ (5 ส.ค.)

มีหลักฐานชี้ชัดว่าสงครามการค้ามีส่วนทำให้อัตราเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯชะลอลงอย่างฮวบฮาบ เมื่อวันจันทร์ (5 ส.ค.) สมาคมผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อแห่งชาติ (National Association of Purchasing Managers ใช้อักษรย่อว่า NAPM) ของสหรัฐฯรายงานตัวเลขในภาคบริการของตนซึ่งเป็นที่สนใจติดตามกันอย่างกว้างขวาง โดยปรากฏว่าอยู่ในระดับเลวร้ายที่สุดในรอบ 3 ปี หลังจากที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สมาคมก็ได้รายงานตัวเลขในภาคอุตสาหกรรมการผลิตซึ่งออกมาย่ำแย่ยิ่งกว่านี้อีก มาตรการขึ้นภาษีย่อมไม่ใช่วิธีการเยียวยาที่จะแนะนำให้ใช้กันสำหรับการแก้ไขภาวะเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว และอย่างที่ผมได้เขียนเอาไว้ในเอเชียไทมส์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว การที่ทรัมป์กำลังขึ้นภาษีศุลกากรจากสินค้านำเข้า เขาก็กำลังเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯเข้าสู่ภาวะถดถอย

ในทัศนะของผม ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้เป็นสิ่งที่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าและสามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ทั้งนั้น โดยที่ผมเองก็ได้เคยเตือนไว้เมื่อ 1 ปีก่อนว่ามันจะจบไม่สวย (ดูรายละเอียดได้ที่ https://www.asiatimes.com/2018/07/article/open-letter-to-larry-kudlow-you-need-a-different-china-strategy/) ประธานาธิบดีสหรัฐฯผู้นี้กระทำความผิดพลาดจากการใช้ความพยายามที่จะเจรจาต่อรองเกี่ยวกับอนาคตของห่วงโซ่อุปทานระดับโลกอันแสนสลับซับซ้อน เหมือนอย่างกับเป็นแค่การทำดีลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในเมืองแอตแลนติกซิตี้

พวกนักลงทุนด้านหลักทรัพย์นั้นมีความคิดเจ๋งทีเดียวเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปข้างหน้า หุ้นที่ราคาตกย่ำแย่ที่สุดในบรรดาหุ้นที่ใช้คำนวณดัชนี เอสแอนด์พี 100 (S&P 100) คือ หุ้นของ เอ็นวิเดีย (Nvidia) บริษัทดีไซน์ชิปชั้นนำ ซึ่งติดลบลงมาเกือบ 7% เอ็นวีเดียนั้นทำรายรับประมาณ 70% ในเอเชีย สำหรับดัชนี SOX ซึ่งเป็นดัชนีของพวกเซมิคอนดักเตอร์ในวงกว้าง นั้น ลดต่ำลงมา 8% ระหว่างการซื้อขายตลอด 3 วันทำการที่ผ่านมา

สหรัฐฯได้พยายามบีบค้นจีนด้วยการตัดลดการส่งออกพวกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำคัญๆ ไปให้ หัวเว่ย บริษัทที่เป็นแชมเปี้ยนระดับชาติของจีนในด้านสื่อสารโทรคมนาคม เวลาเดียวกันนั้น หัวเว่ยและกิจการของจีนรายอื่นๆ ก็กำลังทำงานอย่างหนักในเรื่องการดีไซน์ชิป ซึ่งแข่งขันได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุดกับผลิตภัณฑ์ที่อเมริกาสามารถเสนอสู่ตลาดได้ ตัวอย่างเช่น โปรเซสเซอร์ “คิริน” (Kirin) ใช้ในอุปกรณ์เคลื่อนที่ของหัวเว่ย และไลน์ทางด้านชิป “แอสเซนด์” (Ascend) ของบริษัทนี้ ซึ่งใช้สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ๆ พวกกิจการดีไซน์ชิปของจีนอาจจะเริ่มต้นทำสงครามราคาเพื่อเข้ายึดส่วนแบ่งตลาดในเอเชีย และผลักไสพวกบริษัทอเมริกันคู่แข่งให้พ้นไปจากตลาดเหล่านี้

ความพยายามอย่างอื่นๆ ของทรัมป์ที่จะสร้างแรงกดดันต่อจีนก็ประสบความล้มเหลวเช่นเดียวกัน การใช้มาตรการห้ามส่งออกชิ้นส่วนและเทคโนโลยีอเมริกันแก่หัวเว่ย ไม่ได้เป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้ยักษ์ใหญ่เทเลคอมรายนี้เดินหน้าเข้าร่วมเปิดเครือข่ายบรอดแบนด์ไร้สาย 5 จี ในตลอดทั่วทั้งมหาทวีปยูเรเชีย แม้กระทั่งที่อังกฤษ

สหรัฐฯยังส่งสัญญาณว่าจะหยุดยั้งหัวเว่ย ซึ่งเป็นผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก จากการได้อัปเดตใหม่ๆ ในระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของกูเกิล ปรากฏว่าหัวเว่ยตอบโต้ด้วยการเพิ่มความพรักพร้อมสำหรับซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการของตนเอง มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากรทั้งหลายทั้งปวงซึ่งอเมริกันนำมาใช้เล่นงานจีนนั้น ปรากฏว่ากลับเกิดแรงสะท้อนถอยหลังสร้างความเสียหายให้แก่สหรัฐฯเอง

เวลานี้ยังไม่มีความชัดเจนเอาเลยว่าสงครามการค้าจะขยับเดินหน้าจากตรงนี้ไปถึงตรงไหน สำหรับประธานาธิบดีสหรัฐฯผู้ซึ่งนิยมวัดความสำเร็จของตนเองด้วยผลงานของตลาดหุ้นแล้ว ดัชนีหุ้นตัวสำคัญๆ ของอเมริกันที่พากันติดลบกราวรูดตลอด 5 วันทำการที่ผ่านมาย่อมไม่ใช่เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดกำลังใจ ทว่าสำหรับคณะบริหารซึ่งนิยมการพูดอวดโอ่คำโตเช่นนี้ ทำให้การถอยหลังกลับเป็นสิ่งที่ทำได้ลำบากเอามากๆ

ในหลายๆ แง่มุมแล้ว ทรัมป์กำลังตกเป็นเหยื่อแห่งความสำเร็จของตัวเอง ทรัมป์ใช้ถ้อยคำโวหารอย่างชำนิชำนาญมากจนกระทั่งสร้างเป็นมติมหาชนเกี่ยวกับจีนขึ้นมา ซึ่งตัวเขากำลังกลายเป็นเหยื่อแห่งความสำเร็จของเขาเองในเรื่องนี้ ถ้าหากเขาทำท่าแสดงให้เห็นความอ่อนแอหรือการอ่อนข้อในการเจรจาต่อรองกับจีนแล้ว พวกเดโมแครตฝ่ายค้านของเขาจะต้องเข้าขย้ำเล่นงานเขาอย่างจมเขี้ยวไม่มียั้งแน่ๆ

นี่ทำให้กลายเป็นว่า ผลลัพธ์ที่ออกมาจากการเจรจาต่อรองนี้ จะต้องเป็นการได้ทั้งหมด หรือไม่เช่นนั้นก็ไม่ต้องทำความตกลงใดๆ กันเลย โดยที่ในขณะนี้มองไม่เห็นเลยว่าสหรัฐฯจะสามารถเป็นฝ่ายได้ทั้งหมด ประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสีอาจจะประกาศข้อตกลงฉบับยิ่งใหญ่มหึมา (หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นดีลอะไรบางอย่างซึ่งสามารถจัดฉากโดยอาศัยแสงไฟที่สาดส่องจากข้างหลังทำให้ให้แลดูเหมือนว่าเป็นข้อตกลงที่ยิ่งใหญ่) นั่นคือเป็นดีลที่จะต้องครอบคลุมทั้งการที่จีนตกลงสั่งซื้อสินค้าการเกษตรและเชื้อเพลิงของอเมริกัน, มีกลไกบางอย่างบางประการสำหรับการจัดการเกี่ยวกับประเด็นปัญหาทรัพย์สินทางปัญญา, จีนยินยอมเปิดภาคการเงินให้แก่การลงทุนโดยตรงของต่างชาติ , ตลอดจนอะไรอื่นๆ อีกทำนองเดียวกันนี้

หรือไม่ประธานาธิบดีทรัมป์กับประธานาธิบดีสี ไม่สามารถตกลงอะไรกันได้เลย และปล่อยให้ความขัดแย้งบานปลายขยายตัวออกไปเรื่อยๆ มีหลักฐานยืนยันว่าจีนนั้นเชื่อว่าเศรษฐกิจของตนเองจะสามารถยืนหยัดผ่านสงครามการค้าไปได้อีกสักปีหนึ่งสองปี เฉกเช่นเดียวกับที่ผ่านมาได้ในช่วงปีที่แล้ว

พวกเครื่องบ่งชี้ทางเศรษฐกิจแทบทั้งหมดของจีนนั้น อยู่ในภาวะมีเสถียรภาพ และกำลังโตขึ้นในอัตราเท่ากับปีละ 5% - 10% ภายหลังผ่านสงครามการค้ามา 1 ปี จีนจะสู้รบต่อไปไม่ใช่ถอยทัพยอมแพ้ ซึ่งนั่นทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่หลงเหลือทางเลือกอะไรง่ายๆ ที่จะงัดเอาออกมาใช้


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...