xs
xsm
sm
md
lg

ทรัมป์เหวี่ยงจะรีดภาษีสินค้าจีนเพิ่มอีก$3แสนล้าน โมโหไม่ซื้อสินค้าเกษตรตามตกลง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

(แฟ้มภาพ)
เอเอฟพี - ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดี(1ส.ค.) ประกาศจะเล่นงานปักกิ่งด้วยการรีดภาษีขาเข้าเพื่อลงโทษ (punitive tariff) ต่อสินค้าจีนมูลค่าอีก 300,000 ล้านดอลลาร์ ขยายสงครามการค้าให้ลุกลามบานปลายขึ้นไปอีก หลังกล่าวหาปักกิ่งไม่ทำตามคำสัญญา ระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจาทางการค้า

มาตรการรีดภาษี 10% จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนเป็นต้นไป และไม่รวมสินค้าวงเงิน 250,000 ล้านดอลลาร์ซึ่งถูกเรียกเก็บภาษี 25% ก่อนหน้านี้ นั่นหมายความว่าตอนนี้ ทรัมป์ ได้เล็งเป้าเล่นงานสินค้าจากจีนแทบทั้งหมดที่นำเข้าสู่อเมริกา ซึ่งมีมูลค่ากว่า 500,000 ล้านดอลลาร์ในแต่ละปี

ทรัมป์เขียนบนทวิตเตอร์ว่าปักกิ่งตกลงจะซื้อสินค้าทางการเกษตรจากสหรัฐฯในปริมาณมาก แต่กลับไม่ทำตามคำพูด "นอกเหนือจากนั้น เพื่อนของผม ประธานาธิบดีสี รับปากว่าเขาจะหยุดขาย Fentanyl (ยาระงับปวดเสพติดที่มีประสิทธิภาพสูง) มายังสหรัฐฯ แต่มันไม่เคยเกิดขึ้นและชาวอเมริกาจำนวนมากยังตายไม่หยุด!"

ความเคลื่อนไหวรีดภาษีหนล่าสุดมีขึ้นเพียง 1 วันหลังการเจรจาทางการค้ารอบที่ 12 ที่เซี่ยงไฮ้ และคณะผู้แทนเจรจาทั้งสองชาติมีกำหนดกลับมาหารือกันรอบที่ 13 ในกรุงวอชิงตันในช่วงต้นเดือนกันยาย หรือไม่นานหลังจากมาตรการรีดภาษีรอบใหม่มีผลบังคับใช้

การหารือเมื่อวันพุธ(31ก.ค.) ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ผู้นำสองชาติตกลงสงบศึกทางการค้าเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามมันมีขึ้นพร้อมๆกับที่ประธานาธิบดีทรัมป์ เขียนข้อความบนทวิตเตอร์โจมตีรัฐบาลจีนหลายข้อความ ในความพยายามสะท้อนว่าปักกิ่งไม่มีความจริงใจในการเจรจา

ก่อนหน้าคำแถลงในวันพฤหัสบดี(1ส.ค.) ทั้งวอชิงตันและปักกิ่งต่างรีดภาษีตอบโต้กันไปมาในการค้า 2 ทาง มูลค่ารวมกันมากกว่า 360,000 ล้านดอลลาร์ ในข้อถกเถียงที่สหรัฐฯเรียกร้องจีนให้หยุดยั้งการขโมยเทคโนโลยีของอเมริกาและเปิดทางให้บริษัทสหรัฐฯเข้าถึงตลาดต่างๆของจีนได้สะดวกขึ้น

แม้ประกาศจะเล่นงานภาษีรอบใหม่ แต่ทรัมป์ยังมองในแง่ดี โดยบอกว่า "เราตั้งตาคอยเดินหน้าการเจรจาด้านบวกของเรากับจีนในข้อตกลงการค้าที่ครอบคลุม และรู้สึกว่าอนาคตระหว่างสองประเทศของเราจะสว่างไสวที่สุดหนหนึ่ง!"

พวกนักเศรษฐศาสตร์บอกว่าสงครามการค้ากำลังบ่อนทำลายภาคการผลิตของโลกและความเชื่อมั่นภาคธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ คุกคามเศรษฐกิจโลกในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะเสื่อมถอยอยู่ก่อนแล้ว