xs
xsm
sm
md
lg

การลุกฮือใน‘ซูดาน’และภูมิรัฐศาสตร์ของตะวันออกกลาง

เผยแพร่:   โดย: เอ็ม.เค. ภัทรกุมาร

<i>ผู้ชุมนุมเดินขบวนที่บริเวณด้านนอกของกระทรวงกลาโหมซูดาน ในกรุงคาร์ทูม เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2019 </i>
Arab Spring and geopolitics of Sudan
By M.K. Bhadrakumar
17/04/2019

ซูดาน กำลังกลายเป็นสมรภูมิการต่อสู้ทางประชาธิปไตย ทว่าลู่ทางโอกาสที่ปฏิวัตินี้จะก้าวคืบหน้ากลายเป็นการเปลี่ยนผ่านทางประชาธิปไตย ดูไม่ค่อยสดใสเลย โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากมุมมองทางภูมิรัฐศาสตร์ ในเมื่อ 3 มหาอำนาจระดับภูมิภาคอย่าง ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, และอียิปต์ ต่างหวาดผวาระบอบการปกครองโดยผู้แทนของประชาชน

การสู้รบขัดแย้งในซีเรียที่ดำเนินมา 7 ปี และกำลังก้าวเข้าสู่จุดจบนั้น แม้ว่ามันเริ่มต้นขึ้นมาจากกระแส “อาหรับ สปริง” (Arab Spring) ก็ตามที แต่เมื่อถึงที่สุดแล้วมันได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นการต่อสู้ในทางภูมิรัฐศาสตร์ สำหรับพวกตัวแสดงตัวหลักๆ ทั้งหมดในการสู้รบขัดแย้งคราวนี้แล้ว ข้อคำนึงในทางภูมิรัฐศาสตร์นั่นแหละคือปัจจัยที่มีอิทธิพลเหนือปัจจัยอื่นๆ

ตัวอย่างเช่น อิหร่านได้ให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งแก่การต่อสู้ทางภูมิรัฐศาสตร์นี้ เนื่องจากมันมีความเกี่ยวข้องพัวพันกับการที่อิหร่านเองกำลังต่อสู้ต่อต้านสหรัฐฯและอิสราเอลอยู่แล้ว ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ของซีเรียได้กลายเป็นเสมือน “กึ่งพันธมิตร” (quasi-ally) คนหนึ่งในการต่อสู้ต่อต้านนี้ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้มีความแตกต่างที่ร้ายแรงอะไร เนื่องจากอัสซาดยังได้รับความสนับสนุนจากประชาชนอย่างกว้างขวางภายในซีเรีย และบางทีอาจจะไมมีใครเลยสามารถท้าทายเขาได้อย่างจริงจัง ในการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย

เรื่องที่น่าประหลาดใจก็คือ ตลอดระยะเวลา 8 ปีของสงครามกลางเมืองซีเรีย กระบวนการทำให้ประชาธิปไตยมีอำนาจเพิ่มมากขึ้น ยังคงสามารถดำเนินต่อไปได้ทั้งในอิรักและเลบานอน ประเทศทั้งสองกระทั่งประสบความสำเร็จในการจัดการเลือกตั้งขึ้นมาและในการจัดตั้งคณะรัฐบาลชุดใหม่ สิ่งที่สำคัญย่อมได้แก่การที่ความเป็นพหุนิยมทางการเมืองเริ่มสามารถลงหลักปักฐาน และไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะคาดคิดได้อีกแล้วว่า ในบรรยากาศที่กำลังปรากฏให้เห็นอยู่ในเวลานี้ ยังจะมีผู้นำระดับบุรุษเหล็ก (strongman) สักคนหนึ่งสามารถใช้กำลังบังคับยึดอำนาจในแบกแดดหรือเบรุตไปได้

แน่นอนทีเดียว ประชาธิปไตยแบบอิสลามของอิหร่านเองก็ได้ลงหลักปักฐานโดยผ่านระยะเวลา 4 ทศวรรษนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามเมื่อปี 1979 และก็เนื่องจากความชอบธรรมทางการเมืองซึ่งออกมาจากประชาธิปไตยเช่นนี้เอง ซึ่งมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น ในการสร้างความปราชัยให้แก่การวางแผนเล่นเล่ห์เพทุบายทั้งหลายทั้งปวงของสหรัฐฯซึ่งมุ่งหมายที่จะโค่นล้มระบอบปกครองในเตหะราน

ในทำนองคล้ายๆ กัน ที่ตุรกีก็เช่นเดียวกัน สถานการณ์กำลังปรากฏให้เห็นว่า ถึงแม้ประธานาธิบดีเรเจป แอร์โดอัน กำลังกลายเป็น “บุรุษเหล็ก” มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าเขาเข้าปกครองประเทศได้เนื่องจากได้รับอาณัติตามแบบประชาธิปไตย

พูดกันโดยสาระสำคัญก็คือ พวกประเทศซึ่งอยู่ทางตอนเหนือขึ้นไปของตะวันออกกลาง –ประกอบด้วย อัฟกานิสถาน, ปากีสถาน, อิหร่าน, ตุรกี, อิรัก, ซีเรีย, และเลบานอน—ส่วนใหญ่ที่สุดแล้ว ในวิวัฒนาการทางการเมืองของพวกเขาบนเส้นทางแห่งการเปลี่ยนแปลงแบบประชาธิปไตยนั้น พวกเขาได้บรรลุถึงจุดที่ว่า บุรุษเหล็กได้กลายเป็นสิ่งที่ถูกนำไปเก็บเอาไว้ในพิพิธภัณฑ์ (อย่างไรก็ดี เฉพาะสำหรับอัฟกานิสถานและซีเรียนั้น วิวัฒนาการเช่นนี้ยังคงอยู่ในขั้นตอนของ “งานที่กำลังคืบหน้าไปเรื่อยๆ”)

ในทางตรงกันข้าม พวกประเทศที่อยู่ทางด้านใต้ลงมาของตะวันออกกลาง— ประกอบด้วย พวกรัฐริมอ่าวเปอร์เซีย ที่จริงๆ แล้วปกครองกันแบบคณาธิปไตย, เยเมน, ซูดาน, อียิปต์, จอร์แดน, ลิเบีย, ฯลฯ— กลับยังคงให้ภาพที่ชวนหดหู่สร้อยเศร้า ถึงแม้ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า กระแส “อาหรับ สปริง” นั้น ปรากฏขึ้นครั้งแรกในแถบนี้ของตะวันออกกลาง และถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางประชาธิปไตยในประเทศเหล่านี้
<i>แผนที่ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ </i>
ล่าสุดนี้ ซูดาน กับ แอลจีเรีย กำลังกลายเป็นสมรภูมิการต่อสู้ทางประชาธิปไตย ผู้เผด็จการได้ถูกโค่นล้มในการลุกฮือของมวลชน (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.middleeasteye.net/news/old-regime-army-and-civilians-struggle-power-sudan) ทว่าสถานการณ์ปฏิวัตินี้จะก้าวคืบหน้ากลายเป็นการเปลี่ยนผ่านทางประชาธิปไตยได้ไกลแค่ไหนนั้น ยังคงไม่มีความชัดเจนเอาเลยในตอนนี้ เมื่อดูกันอย่างผิวเผินจากภายนอกแล้ว โอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนผ่านทางประชาธิปไตยดูไม่สู้สดใสนัก จุดที่สำคัญยิ่งยวดก็คือ ขณะที่ทางตอนเหนือของตะวันออกกลาง มีมหาอำนาจระดับภูมิภาค 2 ราย –ได้แก่ ตุรกี และอิหร่าน— ส่งเสริมสนับสนุนอย่างกระตือรือร้นให้มีการเปลี่ยนผ่านทางประชาธิปไตย แต่ในตอนใต้นี้ ไม่มีมหาอำนาจภูมิภาคใดๆ ซึ่งกำลังแสดงความปรารถนาที่จะยอมรับความเปลี่ยนแปลงไปสู่การปกครองด้วยระบอบผู้แทนประชาชน

ในปัจจุบัน รัฐทรงอำนาจระดับภูมิภาค 3 รายในตอนใต้ของตะวันออกกลาง --นั่นคือ ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี), และอียิปต์— ล้วนแล้วแต่กำลังคัดค้านอย่างแข็งกร้าวต่อการเปลี่ยนผ่านทางประชาธิปไตยใดๆ ในซูดาน (เวลาเดียวกันนั้นเอง ที่ลิเบียก็มีบุรุษเหล็กผู้หนึ่งกำลังแผ่ขยายอำนาจของตนเอง โดยที่ได้รับความสนับสนุนจากอียิปต์, ยูเออี, และซาอุดีอาระเบีย) สิ่งที่ดูเป็นความย้อนแย้งก็คือ ตุรกีกับอิหร่านเวลานี้ยังคงมีท่าทีที่กำกวมคลุมเครือ (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://ahvalnews.com/march-31-elections/fall-sudans-bashir-blow-turkeys-akp)

ในทางตรงกันข้าม ซาอุดีอาระเบียได้แสดงออกอย่างเปิดเผยว่าสนับสนุนฝ่ายทหารในซูดาน อียิปต์ก็เช่นเดียวกันบอกอย่างชัดเจนว่าไม่ได้นิยมชมชื่นการเปลี่ยนแปลงทางประชาธิปไตยในซูดาน มีเหตุผลอันชัดเจนว่าซาอุดีอาระเบียและยูเออีหวาดหวั่นเกี่ยวกับโอกาสความเป็นได้ที่ “อิสลามการเมือง” (political Islam) อาจจะขี่กระแสคลื่นแห่งการลุกฮือของประชาชนและขึ้นครองอำนาจในซูดาน –อย่างที่ได้เคยเกิดขึ้นเป็นระยะเวลาสั้นๆ ในอียิปต์ และยาวนานกว่านั้นในโมร็อกโก

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม แกนพันธมิตรซาอุดี-ยูเออี-อียิปต์ ก็คาดหมายวาดอนาคตให้แก่ซูดาน ในแนวทางเดียวกันกับการจัดตั้งระบอบปกครองแบบผู้นำมีอำนาจเด็ดขาดในไคโร ซึ่งก็คือระบอบเผด็จการทหารที่แทบไม่มีการปิดบังซ่อนเร้นกันเลย เฉกเช่นเดียวกับกรณีที่ฝ่ายทหารทำรัฐประหารยึดอำนาจในอียิปต์เมื่อปี 2013 โดยโค่นล้มรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งของ โมฮัมเหม็ด มอร์ซี (Mohammed Morsi) นั่นแหละ

ทั้งอิสราเอลและสหรัฐฯ ก็เป็นเพลเยอร์ที่มีบทบาทจริงจังอยู่ข้างหลังฉากในซูดาน เวลานี้มีการเปิดเผยกันแล้วว่าบุคลากรฝ่ายทหารของซูดานมีการติดต่อกับมอสสาด (Mossad สำนักงานข่าวกรองและปฏิบัติการพิเศษแห่งชาติของอิสราเอล) และซีไอเอ (สำนักงานข่าวกรองกลางของสหรัฐฯ) (ดูรายงานข่าวเรื่องนี้ได้ที่ https://www.middleeasteye.net/news/exclusive-sudanese-spy-chief-met-head-mossad-discuss-bashir-succession-plan)

ด้วยเหตุนี้ เมื่อนำเอาปัจจัยทั้งหลายมาขบคิดคำนึงแล้ว แม้กระทั่งว่าถ้าการประท้วงในซูดานถึงขั้นสามารถบังคับให้ฝ่ายทหารต้องยอมประนีประนอมและเปิดทางให้แก่การปกครองของฝ่ายพลเรือน นั่นก็น่าจะยังเป็นเพียงการดำเนินการแบบชั่วคราวเท่านั้น ในท้ายที่สุดซาอุดีอาระเบียและยูเออีจะให้ความสนับสนุนทางการเงินแก่ฝ่ายทหารซูดาน ด้วยความคิดที่จะเชิดชูบุรุษเหล็กสักคนหนึ่งขึ้นมาครองอำนาจในกรุงคาร์ทูม ความน่าจะเป็นนั้นมีอยู่สูงทีเดียวว่า อาจจะมีบุรุษเหล็กอีกคนหนึ่งที่ได้รับการหนุนหลังจากฝ่ายทหาร รวมทั้งมีต่างชาติคอยสนับสนุน กำลังเตรียมตัวเฝ้ารอคอยโอกาสอยู่แล้วด้วยซ้ำ

ส่วนที่ชวนให้รู้สึกหดหู่เศร้าใจก็คือ ซูดานถูกทอดทิ้งเอาไว้ให้ขึ้นอยู่กับความเมตตากรุณาของระบอบการปกครองเผด็จการ 3 ระบอบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ไม่มีมหาอำนาจระดับบิ๊กๆ –ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ, รัสเซีย, หรือจีน— ออกมาต่อสู้ป้องกันเพื่อให้ซูดานได้เข้าสู่การเปลี่ยนผ่านทางประชาธิปไตย มหาอำนาจระดับบิ๊กเหล่านี้ถ้าหากว่าไม่อยู่ในอาการเพิกเฉย ก็กำลังเฝ้ารออย่างลับๆ ด้วยซ้ำ เพื่อให้มีบุรุษเหล็กปรากฏตัวขึ้นมาใหม่ในคาร์ทูม บางทีพวกเขาเองก็อาจจะรู้สึกไม่สบายใจเช่นกันถ้าหาก “อิสลามการเมือง” ก้าวขึ้นสู่อำนาจ –แม้กระทั่งในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางประชาธิปไตยก็ตามที คล้ายๆ กับในซีเรียนั่นแหละ นี่เป็นอีกคำรบหนึ่งที่พวกเขามีมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ที่กำลังปรากฏขึ้นมาในซูดาน โดยจับจ้องแลดูผ่านแว่นแห่งภูมิรัฐศาสตร์เป็นสำคัญ ดังเช่นที่สำนักข่าวทาสส์ (Tass news agency) ของรัสเซียรายงานเอาไว้เมื่อวันอังคาร (16 เม.ย.) ว่า “รัสเซียให้การรับรองพวกผู้ครองอำนาจใหม่ของซูดาน และกำลังมีการติดต่อกับพวกเขาอย่างต่อเนื่อง” (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.rt.com/newsline/456738-russia-recognizes-sudan-bogdanov/)

สมควรที่จะกล่าวว่า ถ้าหากภูมิรัฐศาสตร์สามารถทำงานได้อย่างดีเลิศสำหรับประเทศมุสลิมต่างๆ ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของตะวันออกกลาง ภูมิรัฐศาสตร์ก็ได้สร้างอุปสรรคขัดขวางต่างๆ ที่สกัดกั้นความก้าวหน้าของอาหรับ สปริง ในพวกประเทศทางตอนใต้

ภายในฉากทัศน์สมมุติคาดคะเนสถานการณ์ที่อาจเป็นไปได้ ซึ่งมองดูแล้วช่างน่าหดหู่นักเช่นนี้ ยังคงเรื่องดีเกิดขึ้นมาบ้าง เรื่องที่ต้องถือว่าดีที่สุดจวบจนถึงเวลานี้ก็คือว่า การลุกฮือของประชาชนในซูดานยังคงไม่ได้มีการใช้ความรุนแรง ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นกันแล้วว่า การก่อกบฏด้วยความรุนแรงหลายๆ ครั้ง ได้ถูกพวกกลุ่มพลังที่ต่อต้านการปฏิวัตินำเอาไปเชื่อมต่อขยายผล และกระตุ้นเร่งรัดให้เกิดระบอบเผด็จการใหม่ขึ้นมา ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง การต่อสู้ด้วยอารยะขัดขืนของประชาชน, การคว่ำบาตร, การชุมนุมเดินขบวน, และยุทธศาสตร์การต่อสู้แบบไม่ใช้ความรุนแรงในรูปแบบอื่นๆ ก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จเช่นกัน ถ้าหากไมได้มีการปลุกระดมประชาชนให้เข้ามาร่วม ซึ่งนี่กลับเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในซูดาน

ไม่มีข้อสงสัยเลยว่า การประท้วงของซูดานนี้ประชาชนซึ่งเข้าร่วมเป็นผู้ที่มาจากภูมิหลังทางเชื้อชาติและศาสนาอันผิดแผกแตกต่างกัน แล้วก็มีทั้งคนหนุ่มรุ่นเยาว์และคนแก่สูงวัย มีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย มีทั้งพวกนิยมให้แยกศาสนาออกจากการเมือง และพวกเคร่งครัดศาสนา สิ่งที่นำพาพวกเขาให้ร่วมมือกันเช่นนี้ก็คือความปรารถนาอย่างแรงกล้าในเสรีภาพและในชีวิตความเป็นอยู่ที่ต้องดีขึ้นกว่าเดิม เวลาเดียวกัน จากการมีผู้คนหลากหลายมากมายเข้าร่วมเช่นนี้แหละมักเป็นเสมือนป้อมปราการที่ทัดทานต่อต้านความพยายามของกลุ่มพลังฝ่ายปฏิกิริยาต่อต้านการปฏิวัติ (เป็นต้นว่า พวกที่อยู่ในระบอบปกครองเก่า, ฝ่ายทหาร, กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ, ฯลฯ) ซึ่งมุ่งทำลายชื่อเสียงความน่าเชื่อถือของการปฏิวัติ และ/หรือก่อให้เกิดความแตกแยกในขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชน

เรื่องที่มีความสำคัญพอๆ กันก็คือ ขบวนการเคลื่อนไหวประท้วงจะสามารถรวบรวมกำลังเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในระยะยาวได้ จำเป็นจะต้องอาศัยความสามารถในการจัดองค์กรและความเป็นผู้นำ เรื่องนี้ก็เช่นกัน ส่วนดีๆ ที่มองเห็นกันได้ก็คือพวกผู้ประท้วงในซูดานดูเหมือนมีความสำนึกเป็นอันดีว่า พวกเขาเพียงแค่กำลังเริ่มต้นกระบวนการที่เต็มไปด้วยความยากลำบากและต้องใช้เวลายาวนานมากเท่านั้น น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งที่พวกเขาดูเหมือนสามารถเก็บรับบทเรียนของกระแสคลื่นแห่งอาหรับ สปริงในภูมิภาคแถบนี้ระลอกก่อนหน้านี้ได้ (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.theatlantic.com/international/archive/2019/04/protesters-sudan-and-algeria-have-learned-arab-spring/587113/) โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขาดูจะมีความตระหนักมองเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องนำเอาฝ่ายทหารเข้ามาอยู่ข้างพวกเขาและภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ที่พวกเขาเป็นผู้กำหนด –ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่ทำให้การปฏิวัติสามารถฝ่าฟันอยู่รอดมาได้ในตูนีเซียเมื่อปี 2011— ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถที่จะหลีกเลี่ยงป้องกันไม่ให้ฉากทัศน์แบบในอียิปต์เกิดซ้ำขึ้นมาอีก

จวบจนถึงเวลานี้ สิ่งต่างๆ ในซูดานดำเนินไปได้ค่อนข้างสวยทีเดียว อย่างไรก็ดี จักต้องไม่ยอมผิดพลาด และคาดคิดเอาไว้ว่าสิ่งที่เลวร้ายที่สุดยังอาจจะเกิดขึ้นมาได้ ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ว่า พวกระบอบปกครองในอียิปต์, ซาอุดีอาระเบีย, และยูเออี หวาดกลัวกันจริงๆ ว่า ถ้าหากการปฏิวัติประสบความสำเร็จขึ้นมาในซูดาน มันก็อาจจะก่อให้เกิดผลต่อเนื่องเป็นลูกโซ่แบบตัวโดมิโนที่ทยอยล้มต่อๆ กันไปไม่ขาดสาย ซึ่งอาจจะคุกคามระบอบปกครองแบบเผด็จอำนาจของพวกเขาเอง

ในทำนองเดียวกัน เมื่อพิจารณาจากมุมมองในทางภูมิรัฐศาสตร์แล้ว พวกระบอบปกครองเผด็จการในตอนใต้เหล่านี้ (บวกด้วยอิสราเอลและสหรัฐฯ) จะต้องหวาดกลัวว่า แอลจีเรีย และซูดาน –โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศหลัง— อาจจะค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ชิดกับพวกประเทศทางตอนเหนือ (ซึ่งย่อมหมายถึงตุรกีและอิหร่าน) ในการจัดวางกำลังในหมู่ชาวมุสลิมตะวันออกกลางในปัจจุบัน เรื่องนี้แน่นอนทีเดียวว่าจะส่งผลกระทบต่อความสมดุลของภูมิภาคแถบนี้โดยองค์รวม

ยิ่งเมื่อพิจารณาจากมุมมองของยุทธศาสตร์ “การปิดล้อม 3 ส่วน” (triple containment) ในระดับภูมิภาค ที่ซาอุดีอาระเบีย, ยูเออี, และอียิปต์ กำลังมุ่งใช้เล่นงานตุรกี, อิหร่าน, และกาตาร์ --และเมื่อคำนึงถึงผลประโยชน์ทางความมั่นคงของอิสราเอล— ก็จะยิ่งมองเห็นว่า เป็นเรื่องทรงความสำคัญอย่างยิ่งยวดที่ประเทศทางตอนใต้ซึ่งตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์เฉกเช่นซูดาน (ซูดานตั้งริมทะเลแดง ซึ่งต่อเชื่อมไปถึงคลองสุเอซ) ยังจะต้องตกอยู่ใต้การอารักขาแห่งการปกครองของบุรุษเหล็กที่สามารถไว้วางใจพึ่งพาอาศัยได้ และก็จะต้องเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกในอนาคตข้างหน้า

นิตยสารจาโคแบง (Jacobin magazine) ฉบับวันที่ 20 มกราคม 2019 ได้ตีพิมพ์ข้อเขียนเรื่อง Toward Sudan’s Next Revolution (สู่การปฏิวัติครั้งต่อไปของซูดาน) บันทึกเหตุการณ์ว่าด้วยการลุกฮือของประชาชนในซูดานที่กำลังปะทุตัวขึ้นมา ข้อเขียนนี้เขียนได้อย่างมีเสน่ห์มาก ทั้งนี้สามารถอ่านได้ที่ https://www.jacobinmag.com/2019/01/sudan-protests-unions-bashir-youth )

(เก็บความจากเว็บไซต์ indianpunchline ของ เอ็ม.เค. ภัทรกุมาร อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษได้ที่ https://indianpunchline.com/arab-spring-and-geopolitics-of-sudan/)


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...