xs
xsm
sm
md
lg

In Clips: สื่อนอกวิเคราะห์ทิศทางหลังการเลือกตั้ง ชี้ประยุทธ์มีภาษีคว้าชัย มีสิทธิ์เป็น “พลเอกซิซี แห่งอียิปต์เวอร์ชัน 2.0”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เอเอฟพี/เอเจนซีส์/MGRออนไลน์ - เอเอฟพีออกมาวิเคราะห์ถึงสถานการณ์การเลือกตั้งในไทยที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปีหลังการทำรัฐประหารก่อนหน้าเมื่อปี 2014 เป็นสถานการณ์เลือกตั้งที่สื่อนอกต่างออกมาวิเคราะห์ว่า พรรคการเมืองที่สนับสนุนอดีตผู้นำรัฐประหารนั้นมีภาษีดีกว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลากหลาย ซึ่งหากพรรคการเมืองที่สนับสนุนพลเอกกระยุทธ์ จันทร์โอชา สามารถชนะการเลือกตั้งและส่งอดีตผู้นำรัฐประหารเข้าทำหน้าที่ผู้นำสูงสุดอีกครั้ง จะกลายเป็นผู้นำทหารในเสื้อพลเรือนไม่ต่างที่เกิดขึ้นในอียิปต์ภายใต้การนำของ พลเอก อับเดล ฟัตตาห์ อัล-ซิซี ที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนถึง 2 สมัยติดต่อ

เอเอฟพีรายงานวันนี้(24 มี.ค)ว่า ประชาชนชาวไทยที่มีสิทธ์กว่า 50 ล้านคนเดินเข้าสู่คูหาครั้งแรกในรอบ 8 ปี โดยทางเอเอฟพีได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง

คณะรัฐประหารคว้าชัย

เอเอฟพีชี้ว่า อดีตผู้นำรัฐประหาร พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีภาษีเป็นอย่างมากที่จะคว้าชัยการเลือกตั้งวันอาทิตย์(24) โดยชี้ไปถึงกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ถูกร่างขึ้นในระหว่างเขาทำหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีมีเนื้อหาเอื้อสนับสนุน

ภายในพบว่าพลเอกประยุทธ์สามารถแต่งตั้งสมาชิกวุฒสภาเข้าสู่สภาได้จำนวน 250 คน หมายความพรรคพลังประชารัฐของพลเอกประยุทธ์ต้องการเพียงแค่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 126 คนจากทั้งหมด 500 คนในการเลือกนายกฯ

แต่ในทางกลับกันพรรคคู่แข่งต้องชนะถึง 376 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ได้เสียงส่วนใหญ่จากทั้งหมด 750ที่นั่ง

อย่างไรก็ตาม การที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชากลับมาอีกครั้งในฐานะนายกฯพลเรือนอาจทำให้เกิดคำถามถึง “ความชอบธรรม” หากเขาต้องพึ่งเสียงสนับสนุนจากวุฒิสมาชิกที่ตัวเองแต่งตั้ง

ทั้งนี้การกลับมาอีกครั้งของพลเอกประยุทธ์ในฐานะผู้ชนะการเลือกตั้งหลังรัฐประหารอาจไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเคยเกิดขึ้นในประเทศอียิปต์ต้นแบบ อาหรับสปริงส์ ที่มีการประท้วงครั้งมโหฬารและตามมาด้วยการทำรัฐประหารภายใต้การนำของพลเอก อับเดล ฟัตตาห์ อัล-ซิซี เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2013 โค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของอดีตประธานาธิบดีกลุ่มมุสลิมบราเธอร์ฮูด โมฮัมหมัด มอร์ซี ที่สืบทอดอำนาจจากอดีตประธานาธิบดี ฮอสนี มูบารัค

โดยในการทำปฎิวัติครั้งนั้นเกิดขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมือง มีการประท้วงครั้งใหญ่เกิดขึ้นท่ามกลางการปะทะระหว่างฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายตรงข้ามทั่วประเทศ และส่งผลทำให้ฝ่ายกองทัพอียิปต์ต้องยื่นคำขาดให้รัฐบาลพลเรือนของวมอร์ซีต้องหยุดความวุ่นวายและเหตุจลาจลเหล่านี้

ซิซีทำการปลดมอร์ซีและกักตัวเขาไว้ในที่พักในช่วงแรก พร้อมกับสั่งหยุดการใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญปี 2012 ชั่วคราว

พบว่าการทำรัฐประหารของซิซีได้รับการสนับสนุนจากแกรนด์ ชีค อัล อัซฮาร์ อาห์เหม็ด เอล-ตาเย๊บ(Al Azhar Ahmed el-Tayeb) รวมไปถึงโป๊ป ทาวาดร็อซที่ 2 (Pope Tawadros II)  แห่งคริสตจักรออร์โธด็อกซ์สายคอปติก และโมฮัมเหม็ด เอลบาราได(Mohamed ElBaradei)

อียิปต์ที่อยู่ภายใต้การปกครองของซิซีพบว่า ผู้นำคนนี้ได้ทำการปฎิรูปทางเศรษฐกิจให้กับอียิปต์ รวมไปถึงการปรับลดเงินช่วยเหลือ และลอยตัวค่าเงิน หนังสือพิมพ์ยูเอสเอทูเดย์รายงานว่า สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาได้รับความชื่นชมจากนานาชาติ แต่กลายเป็นภาระที่หนักอึ้งสำหรับประชาชนชาวอียิปต์

ในสมัยของซิซี ที่อาจเหมือนพลเอกประยุทธ์ ที่ยังคงต้องรักษาเสถียรภาพและความสงบของประเทศ เพราะอียิปต์ยังคงต้องควบคุมพื้นที่ฐานที่มั่นของกลุ่มติดอาวุธบริเวณไซนายเหนือ ที่ความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นหลังจากมอร์ซีถูกโค่นล้ม ซึ่งในเวลานี้อยู่ภายใต้การนำของกลุ่ม IS

และมาจนถึงเวลานี้ มอร์ซี ซึ่งเป็นอดีตผู้นำอียิปต์ที่มาจากการเลือกตั้งครั้งแรก ยังคงอยู่ในเรือนจำ โดยหนึ่งในหลายคดีของเขา อียิปต์ทูเดย์รายงานเมื่อวันที่ 28 ก.พ ปีนี้ว่า พบว่ามอร์ซีต้องขึ้นศาลชั้นไต่สวนที่เปิดการพิจารณาใหม่อีกครั้งในคดีการบุกเรือนจำช่วงมกราคม 2011 ที่รู้จักในชื่อ “การแหกคุก”

ศาลอาญาไคโรเมื่อปี 2015 ได้ออกคำตัดสินโทษประหารชีวิตแก่มอร์ซี และพรรคพวก แต่อย่างไรก็ตามในปี 2016 ศาลยุติธรรมสูงสุดอียิปต์ (Court of Cassation) ได้พิพากษาให้คำตัดสินนั้นเป็นโมฆะ และสั่งให้เปิดการไต่สวนจำเลยทั้งหมดใหม่อีกครั้ง

และเมื่อดูในฝั่งไทยพบว่า อดีตผู้นำนายกรัฐมนตรี 2 คนที่ถูกกองทัพทำการรัฐประหาร คือ อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่ต้องหลบหนีออกนอกประเทศหลังถูกพลเอก สนธิ บุญรัตกลิน เมื่อปี 2006 และอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องออกจากอำนาจในปี 2014 หลังกองทัพภายใต้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำการยึดอำนาจ

ทั้งสองคนนี้ยังคงมีคดีติดตัว แต่อย่างไรก็ตาม พบว่าทั้งทักษิณและยิ่งลักษณ์ที่ยังคงลี้ภัยอยู่นอกประเทศได้ปรากฎตัวอย่างชื่นมื่นในงานพิธีสมรสของ แพทองธาร ชินวัตร หรือ “อุ๊งอิ๊ง” บุตรสาวคนสุดท้องของอดีตนายกรัฐมนตรีที่เป็นที่นิยมตลอดกาลของไทย พร้อมกันนี้ทักษิณยังได้ถือโอกาสส่งสัญญาณมายังฐานเสียงทางการเมืองในประเทศจากฮ่องกงว่า “อย่างลืมผม” และ “พวกเราชนะแน่”

โดยในวันเลือกตั้ง(24) ยังพบว่า ศรีภรรยาของอดีตนายกฯทักษิณ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ได้ควงแขนบุตรชาย พานทองแท้ ชินวัตร เดินเข้าคูหาเลือกตั้ง อ้างจากสื่อไทย พบว่าคนทั้งคู่เดินทางไปใช้สิทธิ์ที่คูหาลานกีฬา 1 หมู่บ้านเคหะธานี 3 หน่วยที่ 15 แขวงรามอินทรา เขตคันนายาว ซึ่งเป็นเขตเลือกตั้งที่ 14 ของกรุงเทพฯ ซ

สำหรับพานทองแท้หรือ โอ๊ค บุตรชายคนโตของทักษิณ ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 24 พ.ย 2018 พร้อมกับเดินสายหาเสียงร่วมกับทางพรรค

โดยในเวลานั้นบุตรชายของทักษิณให้สัมภาษณ์กับสื่อไทยว่า

“สำหรับตัวผม คุณพ่อโดนตัดสินในฐานะคู่สมรส ที่เซ็นยินยอมให้คุณแม่ไปประมูลที่ดิน ตัวผมเองกำลังโดนฟ้องข้อหาฟอกเงิน ญาติพี่น้องกำลังโดนยัดข้อหา โดยการกันคนไปเป็นพยานและปั้นหลักฐานเท็จ และเพื่อหาเรื่องโยนความผิดให้..แต่ละเรื่องที่ถาโถมเข้ามา รุนแรงและหนักที่สุดเท่าที่ครอบครัวผมเคยเจอมา”

และสำหรับพลเอกซิซี หลังยึดอำนาจ เขาได้เข้าสู่การเลือกตั้งถึง 2 หนและชนะถึง 2 ครั้งซึ่งอาจเป็นบันไดให้พลเอกประยุทธ์ตามอย่างได้อย่างได้ไม่ยาก ในรายงานของรอยเตอร์เมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา ชาวอียิปต์ได้เลือกอดีตผู้นำรัฐประหาร พลเอกอับเดล ฟัตตาห์ ซิซี อัล-ซิซี ให้ทำหน้าที่ต่อเป็นสมัยที่ 2 ชนะอย่างถล่มทะลายถึง 97% ของคะแนนโหวตทั้งหมด ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกันกับที่ซิซีเคยได้รับเมื่อ 4 ปีก่อนหน้า

แต่อย่างไรพบว่า ผู้มีสิทธิ์ชาวอียิปต์เข้าคูหาในครั้งนั้นแค่ 41% เท่านั้น และต้องรอผลการประกาศจากทางคณะกรรมการเลือกตั้งของไทยว่า การเลือกตั้งรอบนี้มีคนออกมาใช้สิทธิ์มากน้อยเท่าใด

รอยเตอร์ชี้ว่า ชัยชนะของซิซีเกิดจากผู้สมัครที่มีชื่อเสียงของอียิปต์ต่างถอนตัวก่อนหน้าเมื่อมกราคม ส่งผลทำให้มีแค่คู่แข่งเพียงคนเดียวที่เคยเป็นผู้สนับสนุนของพลเอกซิซีมาก่อน

รอยเตอร์รายงานอ้างการให้สัมภาษณ์ของประธานาธิบดีอียิปต์ว่า เขาหวังว่าจะมีผู้สมัครมากกว่านี้ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการถอนตัวของคู่แข่ง

สำหรับในส่วนของการเลือกตั้งไทย เออเฟพีวิเคราะห์ไปถึง
การกลับมาของกลุ่มโปรประชาธิปไตย

เชื่อว่าบรรดาพรรคฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลรัฐประหารต้องตกที่นั่งลำบากทางการเมือง แต่พรรคเหล่านี้อาจแก้ไขด้วยการจับมือร่วมกัน เนื่องมาจากเหตุผลของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำหนดจำกัดที่นั่งของพรรคใหญ่ เป็นต้นว่า พรรคเพื่อไทยของทักษิณ โดยเอเอฟพีกล่าวว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญถูกออกแบบเพื่อสกัดการได้มาซึ่งจำนวนเก้าอี้อย่างมหาศาลของพรรคที่เชื่อมโยงกับทักษิณ รศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ให้ความเห็นกับเอเอฟพี

ซึ่งก่อนหน้านี้ พรรคไทยรักษาชาติ ซึ่งเป็นพรรคที่แตกหน่อมาจากพรรคเพื่อไทยได้ถูกสั่งยุบไปหลังจากได้เสนอชื่อ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ขึ้นเป็นแคนดิแดตนายกฯของพรรค ทางหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ได้ชี้ว่า การที่ทางพรรคได้ยื่นชื่อทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์นั้นถือเป็นยุทธวิธีที่เหนือเมฆจากการที่ป้องกันการถูกโจมตีเรื่องการล้มล้างสถาบัน แต่ทว่ากลับทำให้พรรคต้องถูกยุบแทน

ในรายงานของสื่อไทยพบว่า ทูลกระหม่อมยังได้เสด็จไปร่วมงานพิธีสมรสฉลองมงคลสมรสของอุ๊งอิ๊ง บุตรสาวคนเล็กของทักษิณที่ฮ่องกง ซึ่งทางนิเคอิชิมบุนชี้ว่า ทักษิณต้องการความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับทูลกระหม่อมเพื่อได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้มีสิทธิ์ที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันในการเลือกตั้ง

เอเอฟพีวิเคราะห์ต่อว่า บรรดาพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องกับทักษิณที่ได้ชนะทุกการเลือกตั้งในไทยตั้งแต่ปี 2001 พรรคเหล่านี้คาดว่าจะสามารถชนะได้ราว 150 -200 เสียง

และทางเพื่อไทยต้องมองหาพรรคร่วมเพื่อจับมือให้ได้ถึง 376 ที่นั่งเพื่อครองเสียงส่วนใหญ่เพื่อจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

โดยมีพรรคดาวงรุ่งเช่น พรรคอนาคตใหม่ที่มีหัวหน้าพรรคเป็นเศรษฐีพันล้าน ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ในเวลานี้อาจเป็นตัวแปรสำคัญ

ตัวแปรจัดตั้งรัฐบาล

การเลือกตั้งรอบนี้พบว่ามีฐานเสียงกลุ่มใหม่ในหมู่ผู้มีสิทธิ์ครั้งแรกราว 7 ล้านคนที่ยังไม่ได้เลือกข้าง ซึ่งการออกเสียงของพวกเขาและระบบการเลือกตั้งแบบใหม่จะช่วยทำให้พรรคเล็กมีโอกาสได้ที่นั่งมากขึ้น เอเอฟพีชี้ว่า สิ่งนี้จะช่วยส่งให้พรรคใหม่ เป็นต้นว่า “พรรคอนาคตใหม่” กลายเป็นตัวแปรในการช่วยจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้สำเร็จ

นอกจากนี้พรรคที่ตั้งขึ้นในฐานะพรรคระดับภูมิภาคและเป็นพรรคเล็กกว่าเช่น พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเคยชนะเป็นอันดับ 3 ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2011 อาจมีสิทธิ์เป็นตัวแปรการจัดตั้งรัฐบาลได้เช่นกัน เอเอฟพีรายงาน

โดย อนุทิน ชาญวีรกูล มหาเศรษฐีพันล้าน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เชื่อมั่นว่า ทางพรรคจะได้เสียงเป็นอันดับ 3 ในการเลือกตั้งรอบนี้แน่นอน

“ผมจะเป็นตัวแปรจัดตั้งรัฐบาล แต่(ประชาชนชาวไทย) ต้องเป็นผู้ตัดสินว่าจะเลือกใคร”

ในขณะที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ อาจได้เล่นบทนำเช่นกันในฐานะของผู้นำพรรคที่ชนะเลือกตั้งมากที่สุดเป็นอันดับ 2 เมื่อปี 2011 แต่ติดตรงปัญหาที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยประสบความสำเร็จชนะการเลือกตั้งมาร่วมเกือบ 20 ปี และในการเลือกตั้งรอบนี้ พบว่าพรรคประชาธิปัตย์ประกาศชัดเจนจะไม่จับมือกับพรรคเพื่อไทยเพื่อร่วมจัดตั้งรัฐบาลผสม

ทางตันทางการเมือง

เอเอฟพีฟันธงว่า จะไม่มีฝ่ายใดชนะได้เสียงส่วนใหญ่ ซึ่งหลังการเลือกตั้งอาจตามมาด้วยการต่อรองทางการเมืองที่ยาวนาน “มันจะยุ่งเหยิง” นักวิทยาศาสตร์ทางการเมืองประจำมหาวิทยาลัยนเรศวร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. นภิสา ไวฑูรเกียรติ ให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพี

และประกอบกับจะมีงานรัฐพิธีใหญ่คือการจัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ในอีก 6 สัปดาห์หลังการเลือกตั้ง ดังนั้นจึงเป็นที่เข้าใจได้ว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์จะไม่ยอมให้มีปัญหาความไม่สงบ การประท้วง หรือความไร้เสถียรภาพเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

และเป็นเข้าใจรัฐบาลรักษาการสามารถเข้าทำหน้าที่ได้ภายใต้คำสั่งการของคณะกรรมการเลือกตั้งเพื่อเป้าหมายการดำรงเสถียรภาพตลอดช่วงระหว่างพิธีซึ่งมีในช่วงวันที่ 4-6 พ.คที่จะถึงนี้

แต่หลังจากพิธีเสร็จสิ้นแล้ว ดร. นิภิสา ชี้ว่า ยังคงเป็นคำถามว่า “รัฐบาลรัฐประหารจะสามารถซื้อเวลาได้นานเท่าใด”

รัฐประหาร..อีกครั้ง?

เอเอฟพีชี้ว่า นักวิเคราะห์ทางการเมืองไทย รศ.ดร.ฐิตินันท์ได้ชี้ให้เห็นถึงในกรณีที่ หากพรรคที่อยู่ตรงข้ามกับการรัฐประหารชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทะลาย “หากผลการเลือกตั้งออกมาในกรณีที่พรรคต่อต้านการรัฐประหารเกิดชนะถล่มทะลาย มีความน่าจะเป็นของทางเลือกทางการทหารจะเพิ่มมากขึ้น”

ซึ่งตามสถิติแล้วพบว่า ประเทศไทยมีการทำรัฐประหารถึง 12 ครั้งในรอบ 90 ปี ดังนั้นโดยเฉลี่ย กองทัพจะเข้ายึดอำนาจในทุก 7 ปี

ทั้งนี้ในเดือนกุมภาพันธ์มีข่าวลือขึ้นอย่างหนาหูถึงการทำรัฐประหาร หลังจากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ทรงถูกตัดสิทธิ์จากการเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี



















Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...