xs
xsm
sm
md
lg

จีนส่งรองนายกฯ 'หลิว เหอ' ไปเจรจาการค้าที่สหรัฐฯเดือนนี้ แม้วอชิงตันตามเล่นงาน 'หัวเว่ย' ไม่ยอมเลิก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: กองบรรณาธิการเอเชียไทมส์

<i>รองนายกรัฐมนตรีหลิว เหอ ของจีน หนึ่งในบุคคลวงในของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง </i>
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)

China Vice-Premier Liu off to US for trade talks this month
By Asia Times staff
17/01/2019

รองนายกฯ หลิว เหอ ซึ่งถูกมองว่าเป็นซาร์ด้านเศรษฐกิจของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะเดินทางไปกรุงวอชิงตันเพื่อเจรจากับฝ่ายสหรัฐฯในเรื่องการค้าระหว่างวันที่ 30-31 มกราคมนี้ ถึงแม้อเมริกายังคงไม่เลิกราในการหาช่องมุ่งเล่นงานบริษัทเทคโนโลยีโทรคมนาคมของแดนมังกร อย่าง หัวเว่ย และ แซดทีอี

“มิสเตอร์หลิวกำลังจะไปวอชิงตัน” (Mr Liu is going to Washington) นี่ไม่ใช่เป็นการนำเอาภาพยนตร์คอมเมดี้-ดรามาระดับคลาสสิกเรื่อง “Mr Smith Goes to Washington” ของผู้กำกับ แฟรงค์ แคพรา (Frank Capra) มารีเมคใหม่ โดยมีการดัดแปลงพลิกผันให้มีความเป็นจีนๆ หรอก กระนั้นนี่ก็ยังจะเป็นการเดินทางไปเยือนเมืองหลวงของสหรัฐฯครั้งที่ 2 ในรอบระยะเวลา 7 เดือนของรองนายกรัฐมนตรีหลิว เหอ (ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.atimes.com/article/liu-heads-to-washington-with-shopping-list-to-entice-trump/)

ในวันพฤหัสบดี (17 ม.ค.) กระทรวงพาณิชย์ของจีนแถลงยืนยันในกรุงปักกิ่งว่า ซาร์ด้านเศรษฐกิจของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นี้ จะไปวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อเจรจาหารือด้านการค้ากับรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ สตีเวน มนูชิน และผู้แทนการค้าสหรัฐฯ โรเบิร์ต ไลต์ไฮเซอร์ ระหว่างวันที่ 30 – 31 มกราคม (ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://english.mofcom.gov.cn/)

การพบปะหารือครั้งนี้จะจัดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ภายหลังการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับกลางของทั้ง 2 ประเทศที่เมืองหลวงของจีน ซึ่งมุ่งหมายที่จะตระเตรียมงานพื้นฐานต่างๆ เป็นการต่อเนื่องตามมาจากการทำข้อตกลงสงบศึกสงครามการค้าระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กับ สี จิ้นผิง ประมุขแห่งรัฐของจีน ณ การประชุมซัมมิตกลุ่มจี20 ในกรุงบัวโนสไอเอส ประเทศอาร์เจนตินา เมื่อเดือนที่แล้ว (ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.atimes.com/article/trump-and-xi-serve-up-trade-war-truce-comfort-food/)

“(หลิว) จะเจรจาในประเด็นทางเศรษฐกิจและการค้า ตลอดจนจะทำงานร่วมกันเพื่อผลักดันให้เกิดความคืบหน้า และเป็นการปฏิบัติตามฉันทามติอันสำคัญ (ที่ทำกันไว้ระหว่างการประชุมซัมมิต จี20)” กว๋อ เฟิง (Gao Feng) โฆษกของกระทรวงพาณิชย์จีนแถลง

การรีเซต “ความสัมพันธ์ ระหว่าง 2 ประเทศที่เป็นเจ้าของระบบเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดอันดับ 1 และอันดับ 2 ของโลกนี้ ได้รับความสนใจจับจ้องเป็นอย่างมากในช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา เมื่อการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับกลางที่ปักกิ่งสิ้นสุดลงด้วยคำแถลงที่มองโลกในแง่ดี (ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.atimes.com/article/us-relationship-is-just-part-of-chinas-economic-dilemma/)

ในตอนนั้น เท็ด แมคคินนีย์ (Ted McKinney) ปลัดกระทรวงเกษตรสหรัฐฯฝ่ายการค้าและกิจการด้านการเกษตรต่างประเทศ (US Under Secretary of Agriculture for Trade and Foreign Agricultural Affairs) หนึ่งในคณะเจรจาของฝ่ายอเมริกัน ได้บอกกับสื่อมวลชนว่า การพูดจาที่ดำเนินอยู่ 3 วันคราวนั้น นับเป็น”ช่วงสองสามวันที่ดีงาม”

อารมณ์ความรู้สึกในทางสดใสเช่นนี้ยังฟูฟ่องภายหลังการแถลงแสดงทัศนะจากกระทรวงการต่างประเทศจีน “ผลที่ออกมาไม่เพียงเป็นประโยชน์แก่จีนและสหรัฐฯเท่านั้น แต่ยังเป็นข่าวดีสำหรับเศรษฐกิจโลกอีกด้วย” ลู่ คัง (Lu Kang) โฆษกของกระทรวงกล่าวในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนตามปกติ

กระนั้น การตัดสินใจของฝ่ายจีนที่จะประกาศข่าวการเดินทางของรองนายกฯหลิวเที่ยวนี้ บังเกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังจากสื่อมวลชนในสหรัฐฯรายงานเปิดเผยว่า กระทรวงยุติธรรมอเมริกันได้เปิดการสอบสวนหัวเว่ย บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านสื่อสารโทรคมนาคมสัญชาติจีน โดยเชื่อกันว่าเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาที่ว่าบริษัทขโมยความลับทางการค้า (ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.atimes.com/article/huawei-founder-ren-tries-to-ease-cybersecurity-fears/)

“การสอบสวนนี้อยู่ในขั้นตอนคืบหน้าไปมากแล้ว และอาจนำไปสู่การกล่าวโทษฟ้องร้องดำเนินคดีกันในเร็วๆ นี้” วอลล์สตรีทเจอร์นัลอ้างอิงคำพูดของแหล่งข่าวหลายราย พร้อมกับระบุด้วยว่าการสืบสวนสอบสวนคดีนี้มีต้นตอมาจากคดีแพ่งคดีหนึ่งก่อนหน้านี้ซึ่ง ที-โมบายล์ (T-Mobile) กลุ่มกิจการสื่อสารโทรคมนาคมสัญชาติสหรัฐฯฟ้องร้องหัวเว่ย

หัวเว่ย เป็นกิจการยักษ์ใหญ่ด้านเทคสัญชาติจีนรายล่าสุดที่ตกเป็นเป้าหมายถูกอเมริกาเล่นงาน หลังจากที่ แซดทีอี คู่แข่งภายในประเทศของหัวเว่ย ได้ถูกคณะบริหารทรัมป์ปิดกั้นไม่ให้ซื้อหาชิ้นส่วนสำคัญยิ่งยวดต่างๆ จากบริษัทสหรัฐฯทั้งหลาย ด้วยข้อหายังคงมีพฤติการณ์ทำผิดซ้ำอีก ทั้งที่ได้ทำข้อตกลงไม่ล่วงละเมิดมาตรการของสหรัฐฯในเรื่องการแซงก์ชั่นอิหร่านไปแล้ว

การปิดกั้นดังกล่าวถึงขั้นทำให้แซดทีอีกลายเป็นอัมพาต บริษัทแทบจะเจ๊งไปทีเดียวก่อนที่จะได้รับการผ่อนปรนให้สามารถเข้าถึงชิ้นส่วนอเมริกันได้ใหม่ โดยแลกกับการเสียค่าปรับก้อนมหึมา ตลอดจนการถูกฝ่ายสหรัฐฯใช้กลไกเฝ้าติดตามว่าจะมีการปฏิบัติตามข้อตกลงใหม่นี้อย่างเคร่งครัด

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับรายงานชิ้นนี้ของวอลล์สตรีทเจอร์นัล (ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.atimes.com/article/us-opened-criminal-probe-of-huawei-for-trade-secret-theft-report/) หวา ชุนอิง (Hua Chunying) โฆษกของกระทรวงการต่างประเทาศจีนตอบว่า “ทั่วโลกมีความชัดเจนมากว่า เจตนารมณ์ที่แท้จริงของสหรัฐฯ คือการใช้ชิ้นส่วนของกลไกรัฐทุกๆ ชิ้นที่เป็นไปได้ เพื่อปราบปรามกดขี่และให้ร้ายป้ายสีบรรดาบริษัทไฮเทคของประเทศจีน” (ดูเพิ่มเติมคำแถลงของหวาได้ที่ https://www.fmprc.gov.cn/mfa_eng/xwfw_665399/ และดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับข่าวนี้ได้ที่ https://www.reuters.com/article/us-usa-china-huawei-tech/u-s-legislation-steps-up-pressure-on-huawei-and-zte-china-calls-it-hysteria-idUSKCN1PA2LU)

“พฤติการณ์เช่นนี้ของสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นพฤติการณ์ตามปกติธรรมดาของประเทศปกติธรรมดาทั่วไป อย่าว่าแต่นี่เป็นพฤติการณ์ของมหาอำนาจชั้นนำของโลก” เธอกล่าวต่อ

ส่วนประกอบต่างๆ ซึ่งทรงความสำคัญอย่างยิ่งยวดของสงครามการค้าคราวนี้ ได้แก่ประเด็นปัญหาที่วอชิงตันกล่าวหาปักกิ่งว่าบังคับให้บริษัทต่างชาติถ่ายโอนเทคโนโลยี, ทำการโจรกรรมทางไซเบอร์, ใช้โมเดลทางเศรษฐกิจแบบที่มีภาครัฐให้การหนุนหลัง, ตลอดจนการที่จีนเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าอย่างมหาศาล

เมื่อปีที่แล้ว ตัวเลขการได้เปรียบนี้พุ่งสูงสร้างสถิติใหม่โดยอยู่ที่ 323,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้ตามตัวเลขสถิติที่เผยแพร่โดยสำนักงานใหญ่ศุลกากร (General Administration of Customs) เมื่อวันจันทร์ (14 ม.ค.) (ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.atimes.com/article/chinas-cooling-economy-will-increase-unemployment-pressures/)

กระนั้นก็ตามที มันก็เป็นรายงานข่าวแง่บวกชิ้นเดียวที่มีอยู่ในท่ามกลางตัวเลขข้อมูลอันชวนหดหู่อื่นๆ ขณะที่เศรษฐกิจจีนกำลังเดินหน้าเย็นตัวอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ

“ด้วยการที่อัตราการเติบโตขยายตัวของทั่วโลกทำท่าจะชะลอลงต่อไปอีกในปีนี้ การส่งออกต่างๆ ก็จะยังคงอ่อนตัว แม้กระทั่งถ้าหากจีนสามารถทำข้อตกลงทางการค้าซึ่งผลักไสภาษีศุลกากรของทรัมป์ให้ถอยห่างกลับไปได้สำเร็จก็ตามที” จูเลียน อีแวนส์-พริตชาร์ด (Julian Evans-Pritchard) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสในด้านจีน ของ แคปิตอล อีโคโนมิกส์ (Capital Economics) เขียนเอาไว้เช่นนี้

ไม่เหมือนกับในภาพยนตร์ของแคพรา ซึ่งจบลงโดยให้ความรู้สึกที่ดีมองโลกอย่างสดใส เที่ยวการเดินทางไปกรุงวอชิงตันของมิสเตอร์หลิว อาจจะพลิกผันกลายเป็นฝันร้ายขวัญผวาไปก็เป็นได้

หมายเหตุผู้แปล

เอเชียไทมส์เมื่อวันที่ 10 มกราคม ได้โพสต์ข้อเขียนเกี่ยวกับท่าทีของฝ่ายสหรัฐฯต่อผลของการประชุมระหว่างวันที่ 7-9 มกราคมที่ปักกิ่ง จึงขอเก็บความนำมาเสนอเอาไว้ในที่นี้:


สหรัฐฯบอกจีนให้สัญญาซื้อสินค้าอเมริกันเพิ่ม ขณะปัญหาที่หนักหนาสาหัสยังไม่คลี่คลาย
โดย กองบรรณาธิการเอเชียไทมส์

(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)

US says China has pledged to buy US as tough issues remain
By Asia Times staff
10/01/2019

คำแถลงของฝ่ายสหรัฐฯหลังการประชุมที่ปักกิ่ง แม้ระบุถึงการที่จีนจะซื้อผลิตภัณฑ์ของอเมริกาเพิ่มมากขึ้นอย่างเป็นเนื้อเป็นหนัง แต่ก็ยังคงย้ำว่าการเจรจาหารือเน้นเรื่องการถ่ายโอนเทคโนโลยี, กำแพงกีดกันการค้าที่อยู่ในรูปไม่ใช่ภาษีศุลกากร, และ “การพิสูจน์ตรวจสอบอย่างต่อเนื่องและการบังคับใช้อย่างบังเกิดผลมีประสิทธิภาพ”

คณะผู้แทนการค้าของสหรัฐฯเดินทางจากปักกิ่งกลับไปบ้านเมื่อวันพุธที่ 9 มกราคม โดยที่มีความรู้สึกมองโลกในแง่สดใสบางระดับติดไม้ติดมือไปด้วย ภายหลังการเจรจาทางการค้าอย่างครอบคลุมรอบด้านที่สุดเท่าที่เคยทำกันมาระหว่างชาติเจ้าของระบบเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดอันดับ 1 และอันดับ 2 ของโลก นับตั้งแต่ที่เปิดสงครามขึ้นภาษีศุลกากรตอบโต้กันในปีที่แล้ว

ฝ่ายสหรัฐฯได้ออกคำแถลงเกี่ยวกับการพบปะหารือเป็นเวลา 3 วันคราวนี้ โดยอย่างน้อยที่สุดก็พูดพาดพิงถึงสิ่งซึ่งน่าจะเป็นคำมั่นสัญญารูปธรรมประการหนึ่งจากทางฝ่ายจีน

“การหารือยังโฟกัสไปที่คำมั่นสัญญาของจีนในเรื่องจะซื้อสินค้าทางการเกษตร, สินค้าพลังงาน, และสินค้าจากโรงงานอุตสาหกรรม ในปริมาณที่สำคัญเป็นเนื้อเป็นหนัง ตลอดจนผลิตภัณฑ์และบริการอื่นๆ จากสหรัฐฯ” คำแถลงฉบับนี้ซึ่งเผยแพร่โดยสำนักงานของผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (Office of the US Trade Representative) ระบุ

อย่างไรก็ดี คำมั่นสัญญาดังกล่าว ซึ่งเป็นการแก้ไขคลี่คลายการที่สหรัฐฯขาดดุลการค้าในด้านตัวสินค้านั้น ถูกระบุเอาไว้แค่ในตอนท้ายของคำแถลงซึ่งมุ่งเน้นโฟกัสความต้องการของสหรัฐฯที่จะให้จีนดำเนินการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่โตเชิงโครงสร้างในนโยบายภายในประเทศด้านต่างๆ

มีสัญญาณสิ่งบ่งชี้บางประการว่า จีนมีความเคลื่อนไหวที่จะแก้ไขคลี่คลายความกังวลของฝ่ายสหรัฐฯในเรื่องเกี่ยวกับการบังคับให้ต่างชาติถ่ายโอนเทคโนโลยี เป็นต้นว่า ร่างกฎหมายที่เสนอออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ซึ่งจะห้ามไม่ให้พวกรัฐบาลท้องถิ่นบังคับบริษัทต่างประเทศถ่ายโอนเทคโนโลยี หรือใช้มาตรการที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายในการจำกัดการเข้าถึงตลาดของบริษัทต่างประเทศ

แต่คำถามที่ยากลำบากกว่านี้อาจจะอยู่ที่ว่า จีนเห็นพ้องด้วยหรือไม่เกี่ยวกับการติดตามตรวจสอบการปฏิบัติให้เป็นไปตามคำมั่นสัญญาเช่นนั้น โดยนี่คือเงื่อนไขประการหนึ่งซึ่ง โรเบิร์ต ไลต์ไฮเซอร์ (Robert Lighthizer) ผู้แทนการค้าสหรัฐฯแถลงว่าเป็นพื้นฐานที่จะต้องปฏิบัติให้ได้ก่อนที่จะมีการทำดีลใดๆ ขึ้นมา

ประเด็นนี้เองเป็นสิ่งแรกที่เน้นย้ำอยู่ในคำแถลงฉบับดังกล่าวของฝ่ายสหรัฐฯ ซึ่งนำออกเผยแพร่เมื่อวันพุธ (9 ม.ค.) โดยเนื้อหาตอนนี้ของคำแถลงบอกว่า “บรรดาเจ้าหน้าที่ (ผู้เข้าร่วมเจรจา) ยังได้หารือกันถึงความจำเป็นที่ข้อตกลงใดๆ ก็ตามทีจะต้องเกิดขึ้นมาเพื่อให้มีการปฏิบัติตามอย่างสมบูรณ์ โดยขึ้นอยู่กับการพิสูจน์ตรวจสอบอย่างต่อเนื่องและการบังคับใช้อย่างบังเกิดผลมีประสิทธิภาพ”

ทางด้าน เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ (South China Morning Post) สื่อหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์ภาษาอังกฤษออกในฮ่องกงชื่อดัง ก็ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เกี่ยวกับผลการเจรจาที่ปักกิ่งคราวนี้ รวมทั้งปัญหาใหญ่ที่ยังดำรงอยู่ในสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน ในลักษณะที่เสริมเติมจากข้อเขียนของเอเชียไทมส์ชิ้นข้างต้น จึงขอเก็บความนำมาเสนอดังนี้:

‘กรอบโครงพิสูจน์ตรวจสอบ’ --ขั้นตอนต่อไปและอุปสรรคใหญ่ของการยุติสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน
โดย เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์

Will Beijing follow through on industrial reform? That’s the next big question in the US-China trade war
By South China Morning Post
10/01/2019

ขั้นตอนต่อไปของการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จะเป็นเรื่องการจัดตั้งกรอบโครงสำหรับการพิสูจน์ตรวจสอบการปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาในเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างทางอุตสาหกรรมของฝ่ายจีน และเรื่องนี้เองก็อาจกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางทำให้สงครามการค้าระหว่างประเทศทั้งสองไม่สามารถที่จะยุติลงได้ ทั้งนี้เป็นความเห็นของนักวิเคราะห์หลายๆ ราย

การประเมินเช่นนี้ปรากฏขึ้นมาหลังจากคณะผู้แทนของทั้ง 2 ประเทศสรุปปิดฉากการเจรจาที่ดำเนินมา 3 วันเมื่อวันพุธ (9 ธ.ค.) โดยที่มีรายงานว่าในระหว่างการหารือคราวนี้ ทางผู้แทนของสหรัฐฯได้หยิบยกข้อร้องเรียนความไม่พอใจเป็นชุดใหญ่ออกมาพูดใส่จีน

ทางด้านกระทรวงพาณิชย์ของจีนแถลงว่า การหารือคราวนี้ได้วางรากฐานสำหรับการแก้ไขคลี่คลายข้อพิพาทต่างๆ ของประเทศทั้งสอง ขณะที่ทั้งสองฝ่ายมีการเจรจากันอย่างลงลึกเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจต่างๆ ที่เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง

กระทรวงพาณิชย์แดนมังกรบอกว่า ระหว่างการเจรจาการค้ารอบล่าสุดกับสหรัฐฯคราวนี้ มีความก้าวหน้าในประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ แต่ก็ยืนยันว่าเรื่องกรอบโครงสำหรับการบังคับให้มีการปฏิบัตินั้นจะต้องเป็นความรับผิดชอบของทั้ง 2 ประเทศ

“ฝ่ายจีนก็เชื่อเช่นกันว่ากลไกเพื่อให้มีการปฏิบัติตามนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ” เกา เฟิง (Gao Feng) โฆษกกระทรวงพาณิชย์กล่าวในการแถลงข่าว และย้ำว่า “ทั้งสองฝ่ายมีความรับผิดชอบในการเต็มเติมเรื่องนี้”

กระทรวงพาณิชย์จีนบอกว่า การพูดจากันครั้งนี้ ซึ่งรวมทั้งการเจรจากันแบบลงลึกเกี่ยวกับปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจด้วยนั้น เป็นการวางรากฐานสำหรับการแก้ไขคลี่คลายข้อพิพาทต่างๆ ของประเทศทั้งสอง

ขณะที่พวกนักวิเคราะห์มองว่า ขั้นตอนต่อไปน่าจะเป็นเรื่องการก่อตั้งกรอบโครงในการติดตามพิสูจน์ยืนยันว่าจีนกระทำตามคำมั่นสัญญาในเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างทางอุตสาหกรรม และเรื่องนี้เองก็อาจกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางทำให้สงครามการค้าระหว่างสองประเทศนี้ไม่สามารถที่จะยุติลงได้

ในคำแถลงที่ออกมาเมื่อคืนวันพุธ (9 ม.ค.) จากสำนักงานตัวแทนการค้าสหรัฐฯนั้น ระบุว่าการพบปะเจรจาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันเพื่อให้บรรลุ “การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในเชิงโครงสร้างซึ่งจีนจำเป็นต้องกระทำ ทั้งในแง่มุมเกี่ยวกับการบังคับให้ถ่ายโอนเทคโนโลยี, การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา, กำแพงกีดกั้นการค้าที่มิได้อยู่ในรูปภาษีศุลกากร, การล่วงละเมิดทางไซเบอร์, และการโจรกรรมทางไซเบอร์ซึ่งมุ่งขโมยความลับทางการค้าที่กระทำด้วยจุดประสงค์เชิงพาณิชย์, ภาคบริการ, และภาคการเกษตร”

ฝ่ายสหรัฐฯไม่ได้ให้สัญญาณสิ่งบ่งชี้ใดๆ เลยว่า ระหว่างการพูดจารอบล่าสุดนี้มีการทำข้อตกลงกันได้หรือไม่ และหากมี ข้อตกลงเหล่านี้มีเนื้อหาอย่างไรบ้าง กระนั้นในคำแถลงของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯก็มีการระบุผลักดันให้ดำเนินการพิสูจน์ตรวจสอบและบังคับให้มีการปฏิบัติตามข้อตกลงต่างๆ ที่เคยทำกันเอาไว้ก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ทั้งสองฝ่ายได้จัดการเจรจาหารือกันอย่างเข้มข้นจริงจังในระดับรองรัฐมนตรี จากวันจันทร์ (7 ม.ค.) จนถึงวันพุธ (9 ม.ค.) ในกรุงปักกิ่ง คณะผู้แทนฝ่ายจีนนั้นนำโดยรองรัฐมนตรีพาณิชย์หวัง เซ่าเหวิน (Wang Shouwen) ส่วนหัวหน้าคณะของฝ่ายสหรัฐฯคือ รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เจฟฟรีย์ เจอร์ริช (Jeffrey Gerrish)

ทั้งสองชาติจะดำเนินการเจรจาของพวกเขาต่อไปอีก โดยเป็นที่คาดหมายกันว่ารองนายกรัฐมนตรีหลิว เหอ ของจีนจะเดินทางไปสหรัฐฯในเร็ววันนี้ พวกนักวิเคราะห์กล่าวว่าจังหวะเวลาในการเดินทางเที่ยวนี้ของเขา อาจเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าการหารือรอบล่าสุดนี้ได้ผลมากน้อยแค่ไหน

จูเลียน อีแวนส์-พริตชาร์ด (Julian Evans-Pritchard) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสด้านจีน ที่ แคปิตอล อีโคโนมิกส์ (Capital Economics) ให้ความเห็นว่า ขณะที่เป็นเรื่องค่อนข้างง่ายที่จะติดตามความเปลี่ยนแปลงในเรื่องการซื้อสินค้าสหรัฐฯของฝ่ายจีน แต่จะเป็นเรื่องลำบากทีเดียวถ้าจะสร้างกรอบโครงสำหรับการพิสูจน์ยืนยันว่าจีนมีการดำเนินการอย่างไรหรือไม่ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เชิงโครงสร้าง

“บทเรียนจากอดีตช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็คือ แม้กระทั่งในกรณีที่จีนออกมาประกาศเป็นตัวหนังสือว่าเปิดประตูให้แล้ว ตัวอย่างเช่น การขจัดข้อจำกัดต่างๆ ที่ขัดขวางการลงทุนของต่างประเทศ นั่นก็ยังไม่ได้ทำให้สนามแข่งขันมีการแก้ไขให้เกิดความสมดุลอย่างแท้จริงในทางปฏิบัติ โดยที่ยังคงมีหนทางประเภทอ้อมๆ อีกจำนวนมากซึ่งรัฐบาลจีนสามารถใช้เพื่อเพิ่มความได้เปรียบของพวกกิจการของรัฐและพวกกิจการภายในประเทศ” อีแวนส์-พริตชาร์ด แจกแจง

และขณะที่ปักกิ่งอาจจะเสนอมาตรการแบบเป็นมื้อเป็นคราวในเรื่องการปฏิรูปเชิงโครงสร้างของตน แต่ปักกิ่งไม่น่าที่จะถึงกับโยนทิ้งนโยบายอุตสาหกรรมที่เป็นแกนหลักของพวกเขา รวมทั้งแผนการ “เมอินไชน่า 2025” (Made in China 2025) หรือนโยบายพวกที่ทำให้พวกกิจการภายในประเทศมีความได้เปรียบเหนือกว่าพวกกิจการต่างประเทศ เขากล่าวต่อ

“นี่ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าจะไม่มีข้อตกลงเกิดขึ้นมา เพราะสำหรับผมแล้ว ดูเหมือนว่าทางฝ่ายสหรัฐฯ และโดยเฉพาะ (ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์) ทรัมป์ แสดงท่าทีต้องการที่จะให้บรรลุข้อตกลงกันมากกว่า ถึงแม้มันจะไม่ใช่เป็นข้อตกลงอย่างที่พวกเขาต้องการในตอนแรก” อีแวนส์-พริตชาร์ด บอก “ถ้าข้อตกลงซึ่งบรรลุกันได้นี้ มีขนาดขอบเขตที่แคบลงมามากๆ แล้ว มันก็จะทำให้ง่ายขึ้นเยอะในการติดตามตรวจตราว่ามีการปฏิบัติตาม ... สิ่งที่ได้ตกลงกันไว้หรือไม่”

พวกนักวิเคราะห์เน้นย้ำว่า ปักกิ่งไม่น่าที่จะยอมคล้อยตามสหรัฐฯในประเด็นต่างๆ ซึ่งถือเป็นใจกลางของผลประโยชน์แห่งชาติของพวกเขา แม้กระทั่งในขณะยังไม่มีความชัดเจนว่าการเจรจากันนี้จะก่อให้เกิดข้อตกลงอย่างไรออกมา

เว่ย เจี้ยนกว๋อ (Wei Jianguo) ผู้เป็นรองรัฐมนตรีพาณิชย์ของจีนจวบจนกระทั่งถึงปี 2008 กล่าวว่า การพูดจารอบล่าสุดนี้ได้วางรากฐานที่สร้างความหวังสำหรับการเจรจากันต่อไป แต่เขาเตือนด้วยว่าอย่าได้สร้างความรู้สึกประทับใจที่ว่า สหรัฐฯกำลังดำเนินการบังคับให้จีนกระทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้

“ในปี 2019 จะมีมาตรการเพื่อการปฏิรูปออกมาเพิ่มขึ้นอีก ทว่าจีนจะนำเอามาตรการเหล่านี้มาปฏิบัติในลักษณะที่สอดคล้องกับความจำเป็นแห่งการปฏิรูปของตัวเอง แทนที่จะอ่อนข้อไปตามความต้องการต่างๆ ของสหรัฐฯ” เว่ย บอกพร้อมกับยกตัวอย่างของสิ่งที่อาจเป็นไปได้ ดังเช่น การลดการอุดหนุนซึ่งให้แก่พวกรัฐวิสาหกิจของจีน, การมีระเบียบกติกาที่ดีขึ้นเพื่อต่อต้านการบังคับถ่ายโอนเทคโนโลยี และในเรื่องการปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

“แต่บทสรุปในท้ายที่สุดแล้วก็คือ จีนจะไม่ยอมอ่อนข้อให้แก่การเรียกร้องต้องการต่างๆ ซึ่งจะเป็นการคุกคามอธิปไตยแห่งชาติและความมั่นคงแห่งชาติ ในแวดวงอย่าง ไซเบอร์, อาหาร, พลังงาน, และการพัฒนา”

ทางด้าน สือ อินหง (Shi Yinhong) ผู้ชำนาญการด้านความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ของมหาวิทยาลัยเหรินหมิน (Renmin University) ในกรุงปักกิ่ง บอกว่า ความตึงเครียดจะต้องเกิดขึ้น จากการที่สหรัฐฯเรียกร้องให้จีนต้องตัดการอุดหนุนที่ให้แก่พวกรัฐวิสาหกิจ

สือกล่าวว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ทรัมป์ไม่ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา แต่คาดหมายได้ว่ามันจะต้องถูกหยิบยกขึ้นมาให้แก้ไขคลี่คลายกันอีกในการเจรจาการค้า เมื่อประเด็นอื่นๆ อย่างเช่น การซื้อผลิตภัณฑ์ของสหรัฐฯเพิ่มมากขึ้น ได้รับการคลี่คลายแล้ว

(ดูต้นฉบับภาษาอังกฤษของบทวิเคราะห์ชิ้นนี้ได้ที่ https://www.scmp.com/economy/china-economy/article/2181453/china-us-trade-talks-have-laid-foundation-deal-china-ministry)


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...