xs
xsm
sm
md
lg

การประชุมซัมมิต จี20 ที่ปิดฉากด้วยการทำข้อตกลงหยุดยิงในสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน

เผยแพร่:   โดย: กองบรรณาธิการเอเชียไทมส์

<i>ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน พร้อมคณะผู้แทนฝ่ายจีน จัดการประชุมบนโต๊ะดินเนอร์ กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และคณะผู้แทนฝ่ายอเมริกัน ที่กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา คืนวันเสาร์ (1 ธ.ค.) </i>
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)

US, China hammer out trade war truce to ease global tensions
By Asia Times staff
01/12/2018

โดนัลด์ ทรัมป์ กับ สี จิ้นผิง ระงับการขึ้นภาษีศุลกากรเข้าใสกันเอาไว้เป็นการชั่วคราว 90 วัน หลังจากพวกเขาหารือกันระหว่างดินเนอร์ ณ การประชุมซัมมิต จี20 ที่อาร์เจนตินา

สัญญาสงบศึกสงครามการค้าเป็นระยะเวลา 90 วัน คลอดออกมาได้สำเร็จโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ภายหลังการเจรจาหารือระหว่างดินเนอร์ในลักษณะมินิซัมมิต เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม ข้างเคียงการพบปะระดับผู้นำของกลุ่ม 20 ประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลก (จี 20) ในกรุงบัวโนสไอเรส เมืองหลวงของอาร์เจนตินา

ขณะรับประทานสเต็กแกล้มไวน์อาร์เจนตินา ผู้นำทั้งสองก็ สามารถบรรลุการหยุดยิงเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดทางการค้าที่กำลังส่งผลกระทบกระเทือนไปทั่วโลก และให้ความมั่นใจได้ว่า ไม่มีการตอบโต้ขึ้นพิกัดอัตราศุลกากรเข้าใส่สินค้าเข้ามูลค่านับแสนๆ ล้านดอลลาร์ของอีกฝ่ายหนึ่งจนบานปลายขยายตัวออกไปเรื่อยๆ อีกแล้ว อย่างน้อยก็ในเฉพาะหน้านี้

“นี่เป็นการพบปะหารือที่แสนอัศจรรย์และก่อเกิดดอกผลซึ่งทำให้มีความเป็นไปได้อย่างไร้ขีดจำกัดสำหรับทั้งสหรัฐฯและทั้งจีน” ประธานาธิบดีอเมริกันระบุเช่นนี้ในคำแถลงฉบับหนึ่ง “ถือเป็นเกียรติยิ่งใหญ่ของผมที่ได้ทำงานกับประธานาธิบดีสี”

ผู้สังเกตการณ์บางคนบอกว่าอันที่จริงแล้วนี่ถือเป็นข้อตกลงหยุดยิงแค่บางส่วนเท่านั้น โดยที่การขึ้นภาษีศุลกากรของฝ่ายสหรัฐฯที่ใช้อยู่ในเวลานี้ ทั้งส่วนที่จัดเก็บจากสินค้าเข้าของจีนมูลค่า 50,000 ล้านดอลลาร์ในอัตรา 25% และส่วนที่จัดเก็บจากสินค้าเข้าของจีนมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์ในอัตรา 10% ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ เช่นเดียวกับมาตรการแก้เผ็ดของฝ่ายจีนซึ่งขึ้นพิกัดอัตราศุลกากรเอากับสินค้าเข้าอเมริกันมูลค่ารวม 110,000 ล้านดอลลาร์

กระนั้นก็ตาม จากสัญญาสงบศึกครั้งนี้ก็หมายความว่า สินค้าเข้าของจีนส่วนที่มีมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์นั้น จะไม่ถูกปรับขึ้นภาษีศุลกากรไปเป็น 25% ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2019 อย่างน้อยก็เป็นการชั่วคราว รวมทั้งคำขู่ครั้งแล้วครั้งเล่าของทรัมป์ที่จะปรับขึ้นพิกัดอัตราศุลกากรเอากับสินค้าเข้าของจีนอีกส่วนหนึ่งมูลค่า 267,000 ล้านดอลลาร์ ก็จะถูกแช่แข็งเอาไว้ก่อน และเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการผ่อนปรนเช่นนี้ สหรัฐฯต้องการให้ทั้งสองฝ่ายเริ่มเปิดการเจรจาหารือกันทันทีในเรื่องที่สร้างความกังวลมากที่สุดให้แก่วอชิงตัน เป็นต้นว่า การปฏิบัติทางการค้าของจีน, การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา, กำแพงกีดกันการค้าซึ่งอยู่ในรูปที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากร, และการโจรกรรมทางไซเบอร์

การเจรจาหารือนี้จะดำเนินไปเป็นระยะเวลา 90 วัน โดยที่ปักกิ่งได้ตกลงที่จะซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ของสหรัฐฯเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งผลิตภัณฑ์การเกษตรด้วย ทั้งนี้รายการซื้อหาเหล่านี้ฝ่ายจีนได้เสนอขึ้นสู่โต๊ะเจรจา อย่างน้อยตั้งแต่การหารือต่อรองเมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาแล้ว

“ข้อตกลงอันสำคัญมากครั้งนี้ คือการป้องกันอย่างทรงประสิทธิภาพไม่ให้ความเครียดเค้นทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศทั้งสองเกิดการขยายตัวออกไปอีก และก็เป็นการเปิดที่ทางใหม่ๆ สำหรับการร่วมมือกันเพื่อให้เป็นผู้ชนะกันทั้งสองฝ่าย” มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีต่างประเทศ หวัง อี้ ของจีน บอก

“เรื่องนี้ไม่เพียงมีส่วนช่วยเหลือการพัฒนาของประเทศเราทั้งสอง ตลอดจนการอยู่ดีกินดีของประชาชนจีนและประชาชนอเมริกันเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยเหลือการเติบโตขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลกอีกด้วย” หวัง กล่าวต่อ

บรรยากาศการมองโลกในแง่ดีเช่นนี้จะสามารถประคับประคองเอาไว้ตลอดระยะเวลา 3 เดือนข้างหน้าได้หรือไม่ เป็นสิ่งที่เปิดกว้างให้แก่การอภิปรายถกเถียงกัน เพียงแต่แน่ใจได้เลยว่าการเจรจาต่อรองจะดำเนินไปอย่างลำบากยากเย็น ประธานาธิบดีสีแทบไม่ได้แสดงอาการอ่อนข้ออะไรเลย ในคำแถลงของเขาก่อนหน้านี้ ซึ่งเขาบอกว่า “มีแต่พวกเราจะต้องร่วมมือกันเท่านั้น พวกเราจึงจะสามารถรับใช้ผลประโยชน์ของทั้งสันติภาพและความมั่งคั่งไพบูลย์ได้”

พวกชาติ จี20 นั้นกระตือรือร้นที่จะได้เห็นสัญญาณความก้าวหน้าจากการประชุมที่บัวโนสไอเรส ขณะที่สงครามการค้าซึ่งดำเนินมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้วทำท่าคุกคามจะบานปลายกลายเป็นสงครามเย็นทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ ส่วนสำหรับตลาดการเงินทั่วโลก สิ่งบ่งชี้ความคืบหน้าของการเจรจาระหว่างทรัมป์กับสีนี่แหละ กำลังกลายเป็นตัวกระตุ้นใหญ่เพียงอย่างเดียวที่พวกเขากำลังเฝ้ามองหา

อย่างไรก็ดี ผลลัพธ์จากเดตดินเนอร์ระหว่างทรัมป์กับสี ก่อให้เกิดปฏิกิริยาในลักษณะผสมผสานกัน เมื่อมาถึงคำถามที่ว่ามันช่วยคลี่คลายความแตกต่างในขั้นรากฐานระหว่างชาติเจ้าของระบบเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 1 และอันดับ 2 ของโลกหรือไม่

“ผมมองผลครั้งนี้ว่าเป็นชัยชนะของฝ่ายจีน ตามที่ผมเคยรายงานเอาไว้ในข้อเขียนจากปักกิ่งเมื่อวันที่ 23 ตุลาคมของผม” เดวิด พี โกลด์แมน (David P Goldman) ซึ่งเป็นคอลัมนิสต์และหุ้นส่วนในเอเชียไทมส์ด้วย กล่าวแสดงความคิดเห็น “ทรัมป์กำลังเรียกร้องในสิ่งที่ผิดพลาด ดังนั้นจีนก็จะสนองตอบให้แก่เขา เขาได้สิ่งที่จะใช้ประกาศชัยชนะ และจีนก็ได้สิ่งที่จะทำให้สามารถมีฐานะครอบงำเศรษฐกิจโลกได้ภายในเวลา 15 ปี” (อ่านข้อเขียนเมื่อวันที่ 23 ต.ค. 2018 ของโกลด์แมน ได้ที่ http://www.atimes.com/article/china-seeks-framework-for-november-deal-with-trump/)

‘ข้อเรียกร้องสูงสุด’

แต่สำหรับ ไมเคิล พิลสบิวรี (Michael Pillsbury) นักวิจัยอาวุโสแห่งสถาบันฮัดสัน (Hudson Institute) และเคยเป็นเจ้าหน้าที่กลาโหมซึ่งทำงานให้ประธานาธิบดีอเมริกันหลายคน เป็นต้นว่า โรนัลด์ เรแกน และ จอร์จ ดับเบิลยู บุช มีความโน้มเอียงที่จะมองโลกในแง่สดใสมากกว่า

“ทั้งสองฝ่ายไม่ว่าฝ่ายไหนก็ไม่ได้รับตามข้อเรียกร้องต้องการสูงสุดของพวกเขาหรอก แล้วมันก็ไม่ใช่ครั้งแรกในความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนที่ทั้งสองฝ่ายต่างประกาศอ้างว่าเป็นฝ่ายมีชัย” เขาบอกกับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก พร้อมกับย้ำว่า “ทั้งสองฝ่ายต่างหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดฉากทัศน์ภาพสมมุติสถานการณ์แบบเลวร้ายที่สุด”

นอกเหนือจากการเจรจาหารือระหว่างทรัมป์กับสีแล้ว ตัวการประชุมซัมมิตประจำปีในเมืองหลวงของอาร์เจนตินาคราวนี้ ปิดฉากลงด้วยการออกคำแถลงที่ใช้ถ้อยคำแสดงท่าทีซึ่งอ่อนยวบกว่าปีก่อนๆ

แถลงการณ์ของ จี20 ปีนี้ ได้รับการยอมรับในท้ายที่สุดภายหลังพวกเจ้าหน้าที่เจรจาของชาติต่างๆ ใช้เวลาต่อรองโต้ตอบกันตลอดทั้งคืน เพื่อให้เป็นที่แน่ใจได้ว่าซัมมิตนี้อย่างน้อยที่สุดก็สามารถออกหลักนโยบายร่วมได้ ไม่เหมือนกับการประชุมระดับผู้นำทั้งของกลุ่มจี7 และของเอเปกเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งจากการคัดค้านของทรัมป์ได้เป็นเหตุให้ล้มครืนไม่สามารถออกคำแถลงร่วมได้

กระนั้น แถลงการณ์ของซัมมิต จี20 ครั้งนี้ ก็มีข้อความที่แสดงถึงความแตกแยกอย่างเปิดเผย โดยระบุว่า สมาชิกทุกๆ รายของกลุ่มยกเว้นสหรัฐฯ เห็นพ้องต้องกันที่จะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ “อย่างชนิดไม่มีการหันหลังกลับ” ก่อนหน้าการประชุมซัมมิตภายใต้การอุปถัมภ์ของสหประชาชาติเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในสัปดาห์หน้าที่ประเทศโปแลนด์

แล้วจากนั้น แถลงการณ์ก็ต่อด้วยข้อความที่ว่า “สหรัฐฯเน้นย้ำอีกครั้งถึงการตัดสินใจของตนที่จะถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีส” เรื่องนี้นับเป็นภาพสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นในปีที่แล้ว เมื่อประธานาธิบดีอเมริกันผู้นี้ทำให้ประชาคมโลกรู้สึกช็อกจากการต่อต้านไม่ยอมโอนอ่อนเพื่อให้เกิดฉันทามติในการประชุมซัมมิต จี20 ครั้งแรกของเขา

คำถามเรื่องความน่าเชื่อถือ

แถลงการณ์ จี20 คราวนี้ยังตัดทิ้งคำมั่นสัญญาที่จะต่อสู้กับลัทธิกีดกันการค้า และยึดมั่นในกฎกติกาทางการค้าแบบพหุภาคี ซึ่งเคยถือเป็นกระแสหลักของประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลกเหล่านี้ก่อนหน้าทรัมป์เข้ามามีบทบาท

ตรงกันข้าม แถลงการณ์เพียงแค่กล่าวยอมรับ “คุณูปการ” ของ “ระบบการค้าพหุภาคี” พร้อมกับระบุต่อไปว่า ระบบดังกล่าวนี้ “มีความบกพร่อง” ในเป้าหมายด้านการเติบโตขยายตัวทางเศรษฐกิจและเป้าหมายด้านการสร้างงาน

ประธานาธิบดี เมาริซิโอ มากริ แห่งอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นเจ้าภาพของซัมมิตคราวนี้ อธิบายในที่ประชุมแถลงข่าวหนหนึ่งว่า “สหรัฐฯ ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่เปิดกว้างมากที่สุดในโลก ไม่ยินยอมที่จะตกอยู่ใต้พันธนาการใดๆ”

ในอีกตอนหนึ่ง แถลงการณ์ จี20 ตกลงเห็นพ้องกันว่าจะต้องปฏิรูปองค์การการค้าโลก (World Trade Organization หรือ WTO) ซึ่งถูกทรัมป์กล่าวหาว่าเป็นตัวจำกัดเสรีภาพทางการพาณิชย์ของสหรัฐฯ ในเชิงให้ประโยชน์แก่จีนตลอดจนคู่แข่งอื่นๆ ของสหรัฐฯ

กระนั้น สำหรับ โธมัส เบิร์นส์ (Thomas Bernes) นักวิจัยอาวุโสแห่ง ศูนย์กลางเพื่อนวัตกรรมด้านธรรมาภิบาลระหว่างประเทศ (Center for International Governance Innovation) ซึ่งตั้งอยู่ในแคนาดา และตัวเขาเองก็เคยเป็นผู้เจรจาในที่ประชุม จี20 ให้แก่รัฐบาลแคนาดามาแล้ว เขาวิจารณ์ว่า เนื้อหาของแถลงการณ์คราวนี้สะท้อนให้เห็นถึง “การมีสิ่งร่วมกันอย่างน้อยนิดที่สุด”

“มันเป็นแถลงการณ์ที่อ่อนปวกเปียกที่สุดเท่าที่เราได้เคยเห็นกันมาจาก จี20” เขากล่าวกับเอเอฟพี โดยพูดถึงภาพของกลุ่มนี้ในยุคของทรัมป์ในปัจจุบัน ว่าช่างตัดแย้งตรงกันข้ามกับบรรยากาศความสำนึกในวัตถุประสงค์ร่วมกันของซัมมิต จี20 ครั้งแรก ซึ่งพวกผู้นำมาประชุมกันท่ามกลางวิกฤตการณ์ภาคการเงินทั่วโลก

ทรัมป์, ปูติน, มกุฎราชกุมารซาอุดีฯ

ความมุ่งมั่นตั้งใจของทรัมป์ที่จะถูลู่ถูกังผลักดันวาระ “อเมริกันต้องมาเป็นอันดับแรก” (America First) ของเขา ช่างขัดแย้งตรงกันข้ามกับการมุ่งสร้างพันธมิตรในสมัยประธานาธิบดี จอร์จ เอชดับเบิลยู บุช ซึ่งการถึงแก่อสัญกรรมของเขาเมื่อวันศุกร์ (30 พ.ย.) กระตุ้นให้พวกผู้นำยุโรป รวมทั้งนายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนี และประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส พากันแถลงแสดงความไว้อาลัยอย่างกระตือรือร้น

ตัวทรัมป์เองก็อ้างเรื่องการจากไปของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯผู้นี้ เป็นเหตุผลสำหรับการที่เขาหลีกเลี่ยงไม่จัดการประชุมแถลงข่าวเมื่อตอนซัมมิต จี20 คราวนี้เสร็จสิ้นลง เขาบอกว่า ที่ต้องงดไปก็เพื่อ “แสดงความเคารพ” ต่อครอบครัวบุช

นี่ถือเป็นการยกเลิกครั้งที่ 2 ของทรัมป์ในระหว่างซัมมิต จี20 คราวนี้ ภายหลังจากเขาถอนตัวไม่ประชุมซัมมิตกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย โดยยกเหตุผลเรื่องที่รัสเซียยึดเรือ 3 ลำของกองทัพเรือยูเครน ในน่านน้ำทะเลดำบริเวณนอกชายฝั่งแหลมไครเมียไปเมื่อเร็วๆ นี้ ถึงแม้ผู้นำทั้งสองมีการพบปะเจอะเจอคุยกันระหว่างอยู่ในที่ประชุม จี20 ก็ตามที

ทำเนียบขาวระบุว่าการเจอะเจอคุยกันเช่นนี้เป็นเพียงการพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการ ทว่าปูตินกลับให้ความสำคัญมากกว่ากับการเจอหน้ากันเช่นนี้

“พวกเรายืนคุยกัน ผมตอบคำถามต่างๆ ของเขาเกี่ยวกับเหตุการณ์ในทะเลดำ” ปูตินบอกกับพวกผู้สื่อข่าว หลังจากถูกกดดันเกี่ยวกับประเด็นเรื่องยึดเรือยูเครนนี้มาก่อนแล้วทั้งจากแมร์เคิลและมาครง ในระหว่างการประชุมซัมมิต

ปูตินบอกด้วยว่ามันเป็น “เรื่องน่าเสียใจ” ในการที่เขาไม่สามารถพบปะหารืออย่างเป็นเรื่องเป็นราวกับทรัมป์ “ผมคิดว่าการหารือกันนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นจริงๆ ผมหวังว่าพวกเราจะสามารถพบปะเจรจากันได้เมื่อฝ่ายสหรัฐฯมีความพร้อมสำหรับเรื่องนี้”

อย่างไรก็ดี ในบัวโนสไอเรส ผู้นำรัสเซียยังคงมีการสนทนาที่ก่อเกิดดอกผลมากกว่า เมื่อเขาหารือกับมกุฎราชกุมารเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย

เขาทักทายเจ้าชายมกุฎราชกุมารองค์นี้ในแบบของเพื่อนมิตรที่ไม่ได้เจอกันมานาน โดยไม่แยแสสนใจคำตำหนิวิจารณ์ชวนให้อดสูของฝ่ายตะวันตก ในเรื่องที่เจ้าชายองค์นี้ถูกกล่าวหาว่ามีบทบาทอยู่เบื้องหลังการสังหาร จามาล คาช็อกกี นักหนังสือพิมพ์ปากกล้าชาวซาอุดีอาระเบียเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

ทรัมป์ก็ได้พบปะเป็นเวลาสั้นๆ กับมกุฎราชกุมารองค์นี้เช่นเดียวกัน โดยที่เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่าทั้งสองได้คุยเล่นกันระหว่างวาระถ่ายภาพหมู่ของบรรดาผู้นำ ขณะที่ทรัมป์กล่าวในเวลาต่อมาว่า “พวกเราไม่ได้มีการหารืออะไรกัน”

ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯออกคำแถลงระบุว่า รัฐมนตรีต่างประเทศอเมริกัน ไมค์ พอมเพโอ กับรัฐมนตรีต่างประเทศ อเดล อัล-จูเบร์ (Adel al-Jubeir) ของซาอุดีอาระเบีย ได้หารือกันถึงความจำเป็นที่จะต้องมีความคืบหน้าในการสอบสวนกรณีการสังหารโหดและการทำลายศพของคาช็อกกี ระหว่างที่บุคคลทั้งสองพูดจากันเมื่อวันศุกร์ (30 พ.ย.)

คณะบริหารทรัมป์นั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เนื่องจากท่าทีซึ่งถูกเข้าใจว่ามีความยินดีที่จะมองเมินคดีฆาตกรรมหฤโหดนี้ เพื่อให้สามารถธำรงรักษาความผูกพันที่มีอยู่กับชาติพันธมิตรตะวันออกกลางรายสำคัญยิ่งยวดนี้ อีกทั้งยังเป็นผู้ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์อเมริกันรายใหญ่ด้วย

รายงานข่าวยังระบุว่า ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ของอังกฤษ ประชุมพบปะกับเจ้าชายมกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย ข้างเคียงซัมมิต จี20 นั้น เธอได้พูดว่าพวกฆาตกรสังหารคาช็อกกีควรต้องถูกจับตัวมาดำเนินคดีตามความผิด และซาอุดีอาระเบียควรต้องมีความเคลื่อนไหวเพื่อทำให้เกิดความมั่นใจว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นมาอีก

ทางด้านมาครงซึ่งก็ได้ประชุมพบปะทวิภาคีกับเจ้าชายพระองค์นี้เช่นเดียวกัน แถลงว่ายุโรปจะยืนกรานเรียกร้องให้พวกผู้เชี่ยวชาญระหว่างประเทศได้เข้าร่วมในการสอบสวนการสังหารคาช็อกกีด้วย ทั้งนี้ตามข่าวของสำนักข่าวรอยเตอร์ ขณะที่บลูมเบิร์กบอกว่า มีรายงานว่าปูตินได้ดึงเอาปากกาและกระดาษออกมา เพื่อสเก็ตซ์ภาพการปะทะคารมกันครั้งย่อมๆ ในระหว่างการประชุมซัมมิต

ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบียยืนกรานเรื่อยมาว่า เจ้าชายมกุฎราชกุมารไม่ได้ทรงทราบเรื่องการฆาตกรรมคราวนี้ล่วงหน้าใดๆ ทั้งสิ้น

(ข้อเขียนชิ้นนี้รวบรวมจากรายงานของสำนักข่าวต่างๆ รวมทั้งสำนักข่าวเอเอฟพี)


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...