xs
xsm
sm
md
lg

คอลัมน์นอกหน้าต่าง: 'สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน' ทำให้ 'อุตสาหกรรมเนื้อหมู' เจอกระสุน-สะเก็ดลูกหลงกันทั่วโลก

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เคน มาชฮอฟฟ์ ประธานของบริษัทผู้ผลิตเนื้อหมูซึ่งยังคงเป็นกิจการของครอบครัว รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ เฝ้ามองผลกำไรตกฮวบลงมาเรื่อยๆ ขณะที่ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนเพิ่มความดุเดือดรุนแรงขึ้นทุกที

บริษัทของเขาที่ชื่อ เดอะ มาชฮอฟฟ์ส ได้ระงับโครงการที่อาจมีมูลค่าสูงถึง 30 ล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯไปแล้ว และคงต้องโยกย้ายการดำเนินงานบางส่วนไปยังต่างแดน การลงทุนในการดำเนินงานภายในประเทศเวลานี้กลายเป็นเรื่อง “น่าหัวเราะเยาะ” ไปเสียแล้ว เนื่องจากจีนและชาติอื่นๆ ต่างตอบโต้แก้เผ็ดเอากับพวกสินค้าการเกษตรของสหรัฐฯ มาชฮอฟฟ์กล่าวจากสำนักงานใหญ่ของบริษัทในเมือง คาร์ไลล์ มลรัฐอิลลินอยส์

ข้ามไปอีกทางซีกโลกหนึ่ง เซี่ย อิงเฉียง เกษตรกรเลี้ยงหมูชาวจีน ได้ส่งหมูเกือบทั้งหมดในเล้าของเขาที่มีราว 1,000 ตัว ไปโรงฆ่าตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เพื่อเป็นการตัดขาดทุนจำกัดความเสียหาย ภายหลังจีนขึ้นพิกัดอัตราศุลกากรซึ่งเก็บจากถั่วเหลืองอเมริกัน ทำให้ราคาอาหารสัตว์ขึ้นสูงจนเขาไม่เห็นทางที่จะขายหมูในราคาที่คุ้มทุนได้

“มันไม่มีเหตุผลเลยจริงๆ ที่จะเลี้ยงกันต่อไปอีก” นี่เป็นคำพูดของเซี่ย จากมณฑลเจียงซู ทางภาคตะวันออกของจีน

กระสุนจากการระดมยิงซัลโวตอบโต้กันของสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนครั้งนี้ กำลังตกลงใส่อุตสาหกรรมเนื้อหมูของทั้งสองชาติอย่างหนักหน่วงเป็นพิเศษ –รวมทั้งกำลังส่งสะเก็ดปลิวกระจายไปทั่วซึ่งได้สร้างความเสียหายให้แก่ชาติผู้ส่งออกเนื้อหมูรายใหญ่รายอื่นๆ ด้วย เป็นต้นว่าบราซิล, แคนาดา, และผู้ผลิตรายท็อปในยุโรป ตรงกันข้ามกับอุตสาหกรรมจำนวนมากที่สงครามการค้าทำให้เกิดผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้แยกกันอย่างชัดเจน เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูและผู้ประกอบการด้านการแปรรูปเนื้อหมูของโลกแทบจะมองเห็นผลกำไรและตำแหน่งงานหดฮวบลงกันถ้วนหน้า จากการผสมผสานกันของต้นทุนอาหารสัตว์ที่ขยับพรวดและราคาเนื้อหมูซึ่งดำดิ่ง

เหตุผลสำคัญของเรื่องนี้ก็คือ สงครามการค้าคราวนี้ระเบิดขึ้นในช่วงจังหวะซึ่งถือว่าผิดเวลาอย่างยิ่งสำหรับอุตสาหกรรมนี้ กล่าวคือ เกิดขึ้นหลังจากทั่วโลกขยายการผลิตเนื้อหมูจนมีปริมาณพุ่งพรวดสร้างสถิติใหม่ ด้วยความคาดหมายว่าดีมานด์เนื้อหมูกำลังขึ้นสูง และราคาอาหารสัตว์ลงต่ำสืบเนื่องจากภาวะธัญญาหารล้นเกินทั่วโลก

ในสหรัฐฯ พวกบริษัทผลิตเนื้อสัตว์อย่างเช่น ซีบอร์ด ไทรอัมฟ์ และ เพรสทีจ ฟาร์มส์ ได้ใช้เงินไปหลายร้อยล้านดอลลาร์ในการเพิ่มศักยภาพของโรงฆ่าในสหรัฐฯขึ้นไปรวมแล้วกว่า 10% ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา จนอยู่ในระดับเกือบๆ หมูครึ่งล้านตัวต่อวัน

ก่อนหน้าศึกขึ้นภาษีศุลกากรระเบิดขึ้นมาเพียงนิดเดียว กระทรวงเกษตรสหรัฐฯทำนายเอาไว้ในบทวิเคราะห์เมื่อเดือนเมษายนว่า อัตราเติบโตของซัปพลายเนื้อหมูทั่วโลก จะแซงหน้าอัตราดีมานด์ในปีนี้ ซึ่งจะจุดชนวนให้เกิด “การแข่งขันอันดุเดือดและราคาลดต่ำลง” ครั้นแล้วศึกพิกัดอัตราศุลกากรก็ยิ่งทำให้แนวโน้มเหล่านี้เร่งตัวขึ้นอีก ด้วยการทำให้ตลาดส่งออกปิดตัวลง, เพิ่มราคาอาหารสัตว์, และส่งผลกระทบกระเทือนหนักหน่วงต่อพลวัตของดีมานด์-ซัปพลายในระดับภูมิภาคซึ่งเคยเป็นปัจจัยที่คอยพยุงผลกำไรของทั้งอุตสาหกรรมนี้

“จากการที่สงครามการค้าครั้งนี้ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การค้ากับจีนเป็นเรื่องลำบากมากๆ กระทั่งในหลายๆ จุดต้องหยุดลงไปเลย เพราะภาษีที่ถูกเรียกเก็บนั้นทำให้มันไม่คุ้มเสียแล้ว” เคนเนธ ซุลลิแวน ประธานเจ้าหน้าที่บรหารของ สมิธฟิลด์ ฟูดส์ ผู้ผลิตเนื้อหมูรายใหญ่ที่สุดในโลก และก็เป็นกิจการหนึ่งในเครือ ดับเบิลยูเอชกรุ๊ป ของจีน บอกกับรอยเตอร์ระหว่างการให้สัมภาษณ์เมื่อวันศุกร์ (26 ต.ค.) ที่ผ่านมา

“เรามีความสนใจมีความต้องการเป็นอย่างยิ่งทั้งในสหรัฐฯและในจีน ที่จะให้มีการแก้ไขคลี่คลายเรื่องนี้” ซุลลิแวนกล่าว พร้อมกับเสริมว่าการที่อุตสาหกรรมเนื้อหมูของสหรัฐฯกำลังอยู่ในภาวะขยายตัว ก็เป็นปัจจัยที่กระทบอัตราผลกำไรด้วยเช่นเดียวกัน “แน่นอนทีเดียวว่าการเกษตรของสหรัฐฯมีเดิมพันมีส่วนได้ส่วนเสียอยู่สูงมาก และการที่จีน เมื่อดูจากเรื่องที่พวกเขาเป็นฝ่ายได้เปรียบ(ดุลการค้า) จากการเสียเปรียบ (ดุลการค้าของสหรัฐฯ) เช่นนี้ ก็ทำให้คุณสามารถหาเหตุผลข้อโต้แย้งในการวางเดิมพันในการเข้ามีส่วนได้ส่วนเสียมากขึ้นอีก”

เนื้อหมูสหรัฐฯกำลังเผชิญกับภาษีศุลกากรตอบโต้ที่ระดับ 62% ในประเทศจีน และมีบางกรณีสูงถึง 20% ในเม็กซิโก จึงกำลังเป็นการหั่นลดดีมานด์จาก 2 ตลาดส่งออกซึ่งสำคัญที่สุดของเนื้อหมูสหรัฐฯ และกำลังมีส่วนทำให้มีเนื้อสัตว์ขายไม่ออกเก็บแช่เต็มเป็นภูเขาตามห้องเย็นต่างๆ

กระทรวงเกษตรสหรัฐฯพยายามมองการณ์แง่ดี โดยกล่าวในคำแถลงฉบับหนึ่งว่า ต้นทุนของกากถั่วเหลืองที่พวกผู้ผลิตเนื้อหมูต้องแบกรับนั้นได้ลงต่ำลงมาแล้ว เนื่องจากถั่วเหลืองภายในสหรัฐฯอยู่ในภาวะล้นเกิน เมื่อจีนไม่ซื้ออีกต่อไปแล้ว ทางกระทรวงบอกด้วยว่าคณะบริหารทรัมป์กำลังทำงานเพื่อเพิ่มพูนโอกาสต่างๆ สำหรับสินค้าการเกษตรของสหรัฐฯในตลาดอย่างเช่นสหภาพยุโรป, ญี่ปุ่น, และอังกฤษ

สำหรับผู้เลี้ยงหมูในประเทศจีน ภาษีที่สูงขึ้นซึ่งเก็บจากถั่วเหลืองสหรัฐฯ และการระบาดของไข้หวัดหมูสายพันธุ์แอฟริกา ขับดันให้พวกเกษตรกรเร่งส่งหมูเข้าโรงฆ่าตั้งแต่เนิ่นๆ กลายเป็นการเพิ่มภาวะเนื้อหมูล้นเกิน ซึ่งเกิดขึ้นอยู่แล้วหลังจากมีการขยายกิจการฟาร์มเลี้ยงหมูขนาดใหญ่และทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

การที่ซัปพลายจากภายในประเทศมีเพิ่มสูงขึ้น และการนำเข้าซึ่งเพิ่มมากขึ้นจากชาติซัปพลายเออร์อื่นๆ เป็นต้นว่า สเปน และ บราซิล ได้ช่วยชดเชยการลดฮวบลงของเนื้อหมูนำเข้าจากสหรัฐฯ แต่เรื่องไข้หวัดหมูสายพันธุ์แอฟริกาที่แพร่ระบาดในปีนี้ ยังคงถือว่าเป็นตัวเพิ่มปัญหาให้แก่พวกผู้ผลิตเนื้อหมูของจีน โดยนับถึงเวลานี้มีรายงานการระบาดมากกว่า 40 กรณีใน 13 มณฑลแล้ว และมาตรการจำกัดเข้มงวดการขนส่งหมูเพื่อควบคุมโรค ก็ส่งผลให้เกิดภาวะล้นเกินในบางมณฑลทางภาคเหนือ ขณะที่มีการขาดแคลนในทางภาคใต้

ทางด้านบราซิล อุตสาหกรรมเนื้อหมูของประเทศนี้ก็เจอปัญหาราคาอาหารสัตว์เพิ่มสูงขึ้น ส่วนหนึ่งเนื่องจากเวลานี้เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูต้องแข่งขันกับพวกบายเออร์ผู้ซื้อถั่วเหลืองรายใหญ่ๆ ของจีน ซึ่งหันไปหาบราซิลเพื่อหลีกหนีถั่วเหลืองถูกเก็บภาษีสูงของสหรัฐฯ

ส่วนในแคนาดา ชาติผู้ส่งออกเนื้อหมูรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก ปรากฏว่าโชคชะตาของพวกผู้ผลิตก็ย่ำแย่เลวร้ายตามผู้ผลิตของสหรัฐฯไปด้วย เนื่องจากราคาของพวกเขานั้นผูกติดอยู่กับสหรัฐฯซึ่งเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่โตกว่ามาก โดยในเดือนสิงหาคม ราคาเนื้อหมูในแคนาดาลดต่ำลงมาถึง 31% เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้านั้น ทั้งนี้ตามข้อมูลสถิติที่รวบรวมโดย แฮมส์ มาร์เก็ตติ้ง เซอร์วิเซส

จอร์จ แมธีสัน เกษตรกรแห่งรัฐแมนิโทบา ของแคนาดา มาถึงตอนนี้คาดหมายว่าจะขายหมู 250 ตัวของเขาได้ในราคาแค่ตัวละ 115 ดอลลาร์แคนาดา ยังห่างอีกไกลจากต้นทุนในการเลี้ยงซึ่งตกตัวละ 150 ดอลลาร์แคนาดา

“ผมมีลางสังหรณ์มาพักใหญ่แล้วว่า เรื่องนี้จะไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ๆ” เขาพูดถึงข้อพิพาททางการค้าต่างๆ ซึ่งกำลังปะทุรุนแรงขึ้นมาในเวลานี้

ต้นทุนสูงขึ้น กำไรลดลง

เกษตรกรจำนวนมากในประเทศจีนกำลังแสวงหาส่วนผสมอันอุดมด้วยโปรตีนที่มีราคาถูกลง เพื่อนำมาใช้แทนกากถั่วเหลือง เป็นต้นว่า กากเมล็ดเร็พซีด, กากถั่วลันเตาสีเหลือง

อย่างไรก็ตาม “ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมใช้กำลังมีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ” อี้ว์ ซือเฉียน กล่าว เขาเลี้ยงหมูเป็นจำนวน 1,800 ตัวในมณฑลเหลียวหนิง ซึ่งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน “มีเพียงหมูเท่านั้นที่ราคาตกลงไปทุกที”

พวกผู้ผลิตรายใหญ่ๆ ก็กำลังได้รับความกระทบกระเทือนหนัก

ดับเบิลยูเอชกรุ๊ป ซึ่งตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ในฮ่องกง และเป็นผู้ผลิตเนื้อหมูรายใหญ่ที่สุดขอโลก รวมทั้งเป็นเจ้าของสมิธฟิลด์ บริษัทยักษ์ใหญ่สหรัฐฯด้วย กล่าวเตือนตั้งแต่ก่อนหน้านี้ของปีนี้ว่า เรื่องท้าทายใหญ่ที่สุดซึ่งบริษัทกำลังเผชิญอยู่ คือการที่สหรัฐฯตกอยู่ในภาวะมีซัปพลายเนื้อสัตว์ล้นเกิน กับเรื่องความตึงเครียดทางการค้าซึ่งไม่มีความแน่นอนเอาเสียเลย

พวกผู้ผลิตรายท็อปของจีน อย่างเช่น บริษัทมู่หยวน ฟูดส์, บริษัทกว่างตง เวินส์ ฟูดสตัฟฟ์ กรุ๊ป, และเป่ยจิง ต้าเป่ยหนง เทคโนโลยี ต่างออกรายงานในไตรมาส 2 แจ้งเตือนสถานการณ์เลวร้ายที่สุดของตนในรอบหลายๆ ปี สืบเนื่องจากราคาเนื้อหมูกำลังอ่อนตัวลง ต้าเป่ยหนงยังกล่าวโทษราคาวัตถุดิบต่างๆ ที่ขึ้นสูง ว่ากำลังลดทอนส่วนต่างกำไรในธุรกิจอาหารสัตว์ของตนอีกด้วย

เซี่ย เกษตรกรผู้เลี้ยงหมู่ในมณฑลเจียงซู เคยวาดหวังที่จะกลับมาเลี้ยงหมูใหม่หลังจากฤดูร้อนผ่านพ้นไป แต่แล้วก็กลับ “ตัดสินใจที่จะถอยห่างจากธุรกิจหมูไปก่อนอีกสักพักหนึ่ง”

“อย่างน้อยที่สุดด้วยวิธีนี้ผมยังสามารถรับประกันได้ว่า ผมจะไม่เสียเงิน” เขาบอก

ปีที่ “ตัวเลขบัญชีเป็นสีแดง”

ในไอโอวา มลรัฐผลิตเนื้อหมูระดับท็อปของสหรัฐฯ ข้อพิพาททางการค้าจะเป็นสาเหตุทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูต้องขาดทุน 18 ดอลลาร์ในทุกๆ หมู 1 ตัวที่เลี้ยง หรือเท่ากับสูญเสียรายรับไป 800 ล้านดอลลาร์ในช่วงตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2018 จนถึงกรกฎาคม 2019 ทีมนักเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยไอโอวา สเตท ทำนายเอาไว้ในรายงานการศึกษาเมื่อเดือนกันยายน

สำหรับบริษัทเดอะมาชฮอฟฟ์ส การขาดทุนที่ประมาณการเอาไว้อยู่ในระดับอาจจะสูงถึง 100 ล้านดอลลาร์

“เราคาดหมายว่าเรากำลังจะทำเงินได้ในปี 18 และปี 19 แต่ว่าเดี๋ยวนี้เรากลับเจอกับปีที่ตัวเลขบัญชีเป็นสีแดง” มาชคอฟฟ์ส กล่าว

บริษัทเคยพิจารณาเรื่องการเข้าไปลงทุนในจีน, ยุโรปตะวันออก, และอเมริกาใต้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่แล้วก็พับแผนเหล่านี้เก็บไว้ในลิ้นชัก เนื่องจากพวกเขาคิดว่าสามารถเลี้ยงหมูได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเมื่ออยู่ในสหรัฐฯ

“เรากำลังเริ่มต้นเกาศีรษะของเรา และถามกันว่า 'เราตัดสินใจกันถูกต้องแล้วหรือ?'” เขากล่าว

พวกผู้ผลิตต่างลดขนาดแผนการขยายกิจการลง เนื่องจากสงครามการค้าคราวนี้ แบร์รี เคอร์คาเอิร์ต รองประธานคนหนึ่งของไปป์สโตน ซิสเต็ม ซึ่งตั้งฐานอยู่ที่รัฐมินนิโซตา กล่าว ทั้งนี้บริษัทแห่งนี้ทราบสถานการณ์เรื่องนี้ดี เนื่องจากเป็นผู้ขายหมูตัวเมียให้แก่เกษตรกรประมาณปีละ 250,000 ตัว

แย่งกันซื้อหาถั่วเหลืองในบราซิล

ในยุโรป พวกชาติผู้ส่งออกเนื้อหมูรายใหญ่ อย่างเช่น สเปน และเยอรมนี ต่างสามารถขายได้เพิ่มขึ้นให้แก่จีนแลเม็กซิโกเหมือนกัน นับแต่ที่สงครามการค้าบานปลายขยายตัวในปีนี้ แต่ยอดขายใหม่ๆ เหล่านี้ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ราคาเนื้อหมูในอียูขยับกระเตื้องขึ้นได้ เนื่องจากซัปพลายภายในที่อยู่ในภาวะขยายเพิ่มขึ้น และก็เนื่องจากจีนได้ซื้อเนื้อหมูลดลงในช่วงก่อนหน้านี้ของปีนี้เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านๆ มา

พวกเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูในบราซิล ประเทศผู้ลิตและผู้ส่งออกรายใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก ทำท่าว่าจะอยู่ในฐานะอันดีที่จะฉวยคว้าประโยชน์จากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ด้วยการเพิ่มยอดขายไปยังแดนมังกรอย่างเป็นกอบเป็นกำ ทว่านั่นยังคงยากที่จะชดเชยความเสียหายจากการที่ราคาอาหารสัตว์ขยับตัวสูงขึ้น ตลอดจนยังมีปัญหาภายในประเทศอีกจำนวนหนึ่งซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออก เหล่านี้เองกำลังขับดันซัปพลายเนื้อหมูภายในประเทศมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น แต่ราคาตกต่ำลงมา

ทั้งนี้ รัสเซีย ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นผู้ซื้อเนื้อหมูส่งออกของบราซิลเป็นจำนวนร่วมๆ 40% กลับมีประกาศแบนเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ภายหลังตรวจพบร่องรอยของสารอาหารเสริม “แรคโตพาไมน์” ซึ่งแดนหมีขาวห้ามใช้ แล้วสหภาพยุโรปก็ห้ามการนำเข้าจากโรงงานเนื้อสัตว์บราซิล 20 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นซัปพลายเออร์เนื้อสัตว์ปีก สืบเนื่องจากข้อกล่าวหาที่ว่ามีความบกพร่องในระบบตรวจสอบด้านสุขภาพของแดนแซมบ้า

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่คือต้นทุนของถั่วเหลือง ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของอาหารสัตว์ ปกติแล้วเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูของบราซิล ย่อมสามารถซื้อหาถั่วเหลืองจากซัปพลายเออร์ท้องถิ่นได้ในราคาถูก เนื่องจากบราซิลเองเป็นชาติผู้ผลิตถั่วเหลืองได้มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่เวลานี้พวกเขากลับต้องจ่ายเงินซื้อด้วยราคาสูงลิ่วเป็นประวัติการณ์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวกบายเออร์ชาวจีนเร่งรุดเข้ามากวาดซื้อ

(เก็บความจากเรื่อง INSIGHT-Hog industry worldwide getting slaughtered in trade war ของสำนักข่าวรอยเตอร์)


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...