(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)
Russia to hold ‘large-scale’ drills in Mediterranean
By Alison Tahmizian Meuse
31/08/2018
กระทรวงกลาโหมรัสเซียเตือนภัยล่วงหน้าไม่ให้เรือและเครื่องบินแล่นผ่านเข้าไป ขณะที่เรือรบจำนวน 25 ลำและเครื่องบิน 30 ลำของแดนหมีขาวกำลังรวมพลอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ก่อนหน้าการฝึกซ้อมทางทหารขนาดใหญ่ซึ่งกำหนดเริ่มขึ้นวันเสาร์ (1 ก.ย.) นี้
เรือรบรัสเซียจำนวน 25 ลำ และเครื่องบินรัสเซียจำนวน 30 ลำ กำลังรวมพลกันอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ก่อนหน้าการฝึกซ้อมทางทหาร “ขนาดใหญ่” ซึ่งมีกำหนดเริ่มขึ้นในวันเสาร์นี้ (1 ก.ย.) ทั้งนี้ตามรายงานของสำนักข่าวทาสส์ (Tass news agency) ของแดนหมีขาว
การซ้อมรบคราวนี้ซึ่งมีกำหนดจะกระทำกัน 1 สัปดาห์เต็มๆ จะมีเรือรบจากหลายกองเรือของรัสเซียเข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นกองเรือภาคเหนือ (Northern fleet), กองเรือบอลติก (Baltic fleet), และกองเรือทะเลดำ (Black Sea fleet), รวมทั้ง กองเรือเล็กแคสเปียน (Caspian Flotilla) ขณะที่เครื่องบินก็มีทั้ง เครื่องบินทิ้งระเบิดบรรทุกขีปนาวุธ แบบ ตู-160 (Tu-160 missile-carrying bomber) และเครื่องบินขับไล่ไอพ่นแบบ ซู-33 (Su-33 fighter jet) ทาสส์แจกแจงรายละเอียดโดยอ้างการแถลงของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย
กระทรวงแห่งนี้แถลงด้วยว่า พื้นที่ซึ่งต้องใช้ในการซ้อมรบคราวนี้ มีการประกาศแจ้งเตือนให้ทราบล่วงหน้าว่าเป็นพื้นที่อันตรายสำหรับการเดินเรือและการบินผ่าน ดังนั้นจึงมีรายงานตั้งแต่ก่อนหน้านี้ว่า เลบานอนถูกบังคับให้ต้องปิดน่านฟ้าของตนเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่การฝึกซ้อมของฝ่ายรัสเซีย
ฐานทัพในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของรัสเซีย
บรรดาเรือรบของรัสเซียกำลังรวมพลกันอยู่บริเวณนอกชายฝั่งของซีเรียในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนหน้าที่ดามัสกัสซึ่งเป็นพันธมิตรของมอสโกจะเริ่มการปฏิบัติการอันเป็นที่คาดหมายกันทั่วไป นั่นคือ เปิดการรุกใหญ่เข้าโจมตีจังหวัดอิดลิบ (Idlib) ที่มั่นสำคัญแห่งสุดท้ายของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรียที่ยังเหลืออยู่
รัฐมนตรีต่างประเทศซีเรียได้แถลงเตือนจากกรุงมอสโกในวันพฤหัสบดี (30 ส.ค.) ว่า “คณะผู้นำซีเรียตัดสินใจว่าจะเข้าสู้รบปราบปรามกลุ่ม จับฮัต อัล-นุสรา (Jabhat al-Nusra) ในจังหวัดอิดลิบ ไม่ว่าจะต้องเสียสละมากแค่ไหนก็ตามที” (หมายเหตุผู้แปล - ทั้งนี้ จับฮัต อัล-นุสรา หรือ อัล-นุสรา ฟรอนต์ ซึ่งตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2016 เปลี่ยนชื่ออีกเป็น จับฮัต ฟาตาะห์ อัล-ชาม Jabhat Fatah al-Sham ถูกมองว่าคือ กลุ่มอัลกออิดะห์ในซีเรีย ที่พยายามอำพรางตัว ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Al-Nusra_Front)
ขณะที่มีรายงานว่า รัสเซียยังคงเจรจาหารืออยู่กับตุรกี ซึ่งทั้งสองประเทศต่างเป็นหุ้นส่วนอยู่ในกระบวนการเจรจาสันติภาพซีเรีย ณ กรุงอัสตานา (ประเทศคาซัคสถาน) (Astana process for Syria peace) และเป็นผู้ค้ำประกันการจัดตั้งเขตหลีกเลี่ยงการสู้รบ (de-escalation zone) ในอิดลิบ โดยมุ่งหาวิธีการที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดสงครามการสู้รบแบบเต็มขนาด
เซม เดฟริม ยาลาลี (Cem Devrim Yalalı) ผู้เฝ้าติดตามการเดินเรือทางทหารตามแนวช่องแคบตุรกี ระบุว่า ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมารัสเซียได้ส่งเรือใหม่ๆ เข้าสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนรวม 11 ลำ ทำให้จำนวนเรือรบรัสเซียซึ่งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มขึ้นเกือบเป็น 2 เท่าตัว
“ฝ่ายรัสเซียส่งเรือรบเหล่านี้เข้าไป เนื่องจากปัญหาของจังหวัดอิดลิบกำลังจะได้รับการแก้ไขด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง และในความเห็นของผมแล้ว ฝ่ายรัสเซียได้เพิ่มการปรากฏตัวของพวกเขาในเมดิเตอร์เรเนียนก็เพื่อผลักดันให้ความคิดเห็นของพวกเขาได้รับการยอมรับนั่นเอง” ยาลาลี บอกกับเอเชียไทมส์
ในการที่รัสเซียส่งเรือรบเข้าไปในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนั้น เมืองท่าตาร์ตุส (Tartous) ของซีเรีย ซึ่งเป็นที่ตั้งฐานทัพเรือของรัสเซีย กำลังแสดงบทบาทที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง
“ฐานทัพและท่าเรือทางทหารแห่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับฝ่ายรัสเซีย เพราะนี่เป็นช่องทางเดียวเท่านั้นที่พวกเขาสามารถเอาพวกเรือรบเข้าไปประจำการในเมดิเตอร์เรเนียนเป็นระยะเวลายาวนานกว่าปกติได้ ผมไม่สามารถประมาณการได้หรอกว่ากองเรือรบรัสเซียทั้งหมดนี่สามารถอยู่ได้ยาวนานแค่ไหน แต่ผมได้เคยพบเห็นด้วยตัวเองว่าพวกเรือขนาดย่อมๆ ลงมา เป็นต้นว่าเรือกวาดทุ่นระเบิด ได้ถูกส่งไปประจำการในเมดิเตอร์เรเนียนเป็นระยะยาวมาก อย่างเช่น 3 เดือน หรือกระทั่ง 6 เดือนด้วยซ้ำ” เขาบอก
ชาวซีเรียพลัดถิ่น
ในจังหวัดอิดลิบเอง มีรายงานว่าพวกกองกำลังอาวุธของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรียได้ระเบิดสะพาน 2 แห่งที่เป็นสะพานข้ามแม่น้ำโอรอนเตส (Orontes River) เมื่อวันศุกร์ (31 ส.ค.) ในความพยายามที่จะถ่วงเวลาการรุกคืบหน้าของกองกำลังฝ่ายภักดีต่อประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ทั้งนี้ตามรายงานของกลุ่มผู้สังเกตการณ์ชาวซีเรียเพื่อสิทธิมนุษยชน (Syrian Observatory for Human Rights) ซึ่งตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ในอังกฤษ และคอยเฝ้าติดตามสถานการณ์การสู้รบในซีเรียโดยอาศัยสายข่าวในพื้นที่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาล
ในช่วงไม่กี่ปีหลังๆ มานี้ จังหวัดอิดลิบได้รองรับชาวซีเรียจำนวนหลายแสนคนซึ่งกลายเป็นคนพลัดถิ่นภายในประเทศของตัวเอง โดยที่จำนวนมากเป็นพวกที่ปฏิเสธไม่ยอมตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ยึดครองของรัฐบาลอัสซาดไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็ตาม คาดหมายกันว่าหากมีการปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ใดๆ ขึ้นมาแล้ว ก็จะทำให้มีผู้ลี้ภัยจำนวนมากไหลทะลักจากอิดลิบเข้าไปทางชายแดนติดต่อกับตุรกี
ทางด้าน อันโตนิโอ กูเตียร์เรส เลขาธิการใหญ่องค์การสหประชาชาติ ได้แถลงขอร้องรัฐบาลซีเรียและพันธมิตรของพวกเขาเมื่อวันพฤหัสบดี (30 ส.ค.) ให้ “แสดงความอดกลั้นและถือเรื่องการคุ้มครองป้องกันพลเรือนเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่าเรื่องอื่นๆ”
เขาบอกว่า หากเกิดการปฏิบัติการทางทหารแบบเต็มขั้นขึ้นในอิดลิบแล้ว ก็อาจนำไปสู่ “ความหายนะทางมนุษยธรรม” ขึ้นมา
ขณะที่สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านกิจการมนุษยธรรมของสหประชาชาติ (UN’s Office for the Coordination for Humanitarian Affairs has) ระบุว่า มีประชาชนในอิดลิบถึงราว 800,000 คนกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายมากอยู่แล้ว และคนเหล่านี้อาจต้องอพยพย้ายถิ่นอีกหากการสู้รบปะทุขึ้นมา


