เอเจนซีส์ - “ทรัมป์” นั่งลงถกตัวต่อตัวกับ “ปูติน” ในการประชุมซัมมิตซึ่งเป็นที่เฝ้ารอคอยกันมายาวนานเมื่อวันจันทร์ (16 ก.ค.) โดยที่ประมุขทำเนียบขาวกล่าวว่าเขาต้องการมีความสัมพันธ์ที่มีกับรัสเซีย ภายหลังจากหลายชั่วโมงก่อนหน้านั้น เขาอุ่นอุ่นเครื่องด้วยการโบ้ย “ความโง่เขลาของอเมริกา” ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เป็นสาเหตุให้วอชิงตัน-มอสโกปีนเกลียวร้ายแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดฉากการพบปะกันด้วยการกล่าวถ้อยคำอันอบอุ่นกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ขณะนั่งอยู่ข้างๆ ผู้นำแดนหมีขาวในทำเนียบประธานาธิบดีอันหรูหราของฟินแลนด์ และกล่าวว่าเขามีเป้าหมายมาอย่างยาวนานแล้วที่จะปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง
“ผมคิดว่าเราจะมีความสัมพันธ์ที่พิเศษระหว่างกัน ผมหวังเอาไว้เช่นนั้น ผมพูดถึงเรื่องนี้อยู่เรื่อย และผมแน่ใจว่าท่านประธานาธิบดีต้องเคยได้ยินได้ฟังมาเป็นปีแล้ว และอย่างที่ผมพูดเมื่อตอนหาเสียงนั่นแหละ การเข้ากันได้กับรัสเซียนั้นเป็นสิ่งที่ดี ไม่ใช่สิ่งที่เลว” ทรัมป์บอก
แต่สำหรับพวกนักวิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์ ถ้อยคำแสดงแสดงความเป็นมิตรเช่นนี้ได้ถูกบดบังไปเรียบร้อยแล้วจากการที่ทรัมป์ประณามนโยบายก่อนหน้านี้ของประเทศของเขาเอง ในตอนที่เขาโพสต์ข้อความทางทวิตเตอร์หลายๆ ชั่วโมงก่อนการประชมซัมมิตที่กรุงเฮลซิงกิคราวนี้
ทั้งนี้ทรัมป์ทวิตดุเดือดว่า ความสัมพันธ์กับรัสเซียไม่เคยเลวร้ายเท่านี้มาก่อน ต้องขอบคุณความโง่เขลาเบาปัญญาของอเมริกาตลอดหลายปีที่ผ่านมา และ “การจัดฉากล่าแม่มด” ในขณะนี้ ซึ่งหมายถึงการสอบสวนความเป็นไปได้ที่ทีมหาเสียงของทรัมป์สมรู้ร่วมคิดกับมอสโก
ด้านกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียก็ไม่รอช้า บอก “ไลค์” ทวิตของเขา แล้วยังทวิตกลับว่า “เราเห็นด้วย”
ทรัมป์และเมลาเนีย สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ ไปร่วมรับประทานอาหารเช้ากับประธานาธิบดีเซาลี นินิสเตอ ของฟินแลนด์ในวันจันทร์ ก่อนเดินทางกลับโรงแรมที่พัก ส่วนปูตินนั้นมีกำหนดเดินทางถึงเฮลซิงกิช่วงเที่ยง
ผู้นำอเมริกากับรัสเซียเริ่มการประชุมซัมมิต ด้วยการหารือตัวต่อตัวโดยมีเพียงล่ามของแต่ละฝ่ายอยู่ด้วย ก่อนที่ที่ปรึกษาจะมาสมทบระหว่างรับประทานอาหารมื้อเที่ยงพร้อมกับเจรจาไปด้วย จากนั้นก็ตามด้วยการแถลงข่าวร่วมกัน
ทั้งนี้ ขณะที่ทรัมป์เดินทางเยือนยุโรปตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว โรเบิร์ต มุลเลอร์ อัยการพิเศษที่กำลังสอบสวนว่า รัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งเพื่อช่วยให้ทรัมป์ชนะศึกชิงทำเนียบขาวปี 2016 หรือไม่นั้น ได้ฟ้องร้องชาวรัสเซีย 12 คนขโมยเอกสารของพรรคเดโมแครตเมื่อวันศุกร์ (13)
บรรดาศัตรูในบ้านยังเสียดสีทรัมป์ที่ไม่ยอมวิจารณ์ปูติน ตัวอย่างเช่น ฮิลลารี คลินตัน คู่แข่งในการเลือกตั้งเมื่อสองปีที่แล้วที่ทวิตว่า “ฟุตบอลโลกเยี่ยมมาก คำถามสำหรับประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อพบปูตินคือ คุณรู้หรือเปล่าว่าตัวเองเล่นให้ทีมไหน”
ทั้งสองฝ่ายต่างไม่คาดหวังว่า การพบกันจะนำมาซึ่งพัฒนาการสำคัญใดๆ แถมผลลัพธ์ยังเดายากเนื่องจากมุมมองที่แตกต่างอย่างมากในทุกเรื่องตั้งแต่ซีเรียถึงยูเครน
สำหรับปูติน ข้อเท็จจริงที่ซัมมิตกำลังจะเกิดขึ้นทั้งที่รัสเซียเกือบจะเป็นรัฐที่ชาติพันธมิตรของอเมริกาและชาวอเมริกันบางกลุ่มไม่ยอมรับนั้น ถือเป็นชัยชนะทางภูมิรัฐศาสตร์เนื่องจากแสดงให้เห็นว่า วอชิงตันมองว่า รัสเซียเป็นมหาอำนาจที่ไม่อาจโดดเดี่ยวหรือเพิกเฉยได้
เครมลินออกตัวแต่แรกแล้วว่า ไม่คาดหวังว่า การประชุมจะราบรื่นง่ายดาย เพราะทรัมป์เพิ่งวิจารณ์แผนการสร้างท่อก๊าซจากรัสเซียไปเยอรมนีสดๆ ร้อนๆ ทั้งยังบอกว่า คงหาจุดยืนร่วมกันในประเด็นซีเรียไม่ได้เพราะมีความเห็นไม่ตรงกันเรื่องอิหร่าน
ทรัมป์นั้นต้องการให้รัสเซียช่วยด้วยการใช้อิทธิพลโน้มน้าวให้ซีเรียขับไล่อิหร่านออกไป ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่า รัสเซีย ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด และเตหะรานเป็นพันธมิตรกัน
ดมิทรี เพสคอฟ โฆษกเครมลินให้สัมภาษณ์สถานีทีวีท้องถิ่นของรัสเซียว่า มอสโกคาดหวังว่า ซัมมิตครั้งนี้จะเป็นก้าวแรกในการเอาชนะวิกฤตในความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยทั้งทรัมป์และปูตินต่างเคารพกันและกันและเข้ากันได้ดี
เพสคอฟยังบอกว่า การประชุมจะไม่มีการกำหนดวาระ แต่ปล่อยให้ประมุขสองชาติหารือกันตามต้องการ
ทางด้านทรัมป์คาดว่า ตัวเองจะถูกกล่าวหาว่า อ่อนข้อให้ปูตินเกินไปไม่ว่า ซัมมิตจะออกมาอย่างไร กระนั้น เขายืนยันว่า จะยกเรื่องรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งอเมริกามาคุยกับปูติน แม้ไม่คาดหวังว่า จะมีผลลัพธ์ใดๆ เกิดขึ้นก็ตาม
นอกจากถ้อยคำที่อบอุ่นแล้ว ยังคาดกันว่า การประชุมสุดยอดครั้งนี้จะนำมาซึ่งข้อตกลงเริ่มฟื้นฟูความสัมพันธ์อเมริกา-รัสเซีย และอาจรวมถึงข้อตกลงเปิดเจรจาประเด็นต่างๆ เช่น การควบคุมอาวุธนิวเคลียร์และซีเรีย
การประชุมสุดยอดที่เฮลซิงกิถือเป็นไฮไลต์การเยือนยุโรปเกือบหนึ่งสัปดาห์ของทรัมป์ ซึ่งระหว่างนี้เขาได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความเคลือบแคลงเกี่ยวกับความมุ่งมั่นที่มีต่อพันธมิตรนาโต ความสัมพันธ์พิเศษกับอังกฤษ และความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปที่เขาเรียกว่า “ศัตรู” ทางการค้า
กระนั้น ระหว่างมื้อเช้ากับผู้นำฟินแลนด์ ทรัมป์ยืนยันว่า นาโตไม่เคยเข้มแข็งและแนบแน่นเท่านี้มาก่อน และสำทับว่า เป็นเพราะตนยืนกรานให้พันธมิตรจ่ายงบกลาโหมอย่างเท่าเทียม