คนงานในโรงงานทำตะปูที่แถบชนบทของมลรัฐมิสซูรี ซึ่งเป็นพวกที่ไปลงคะแนนโหวตเลือกโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อปี 2016 เวลานี้กำลังหวาดกลัวว่าการขึ้นภาษีศุลกากรจากเหล็กกล้านำเข้าที่ประธานาธิบดีผู้นี้ประกาศ อาจทำให้พวกเขาต้องกลายเป็นคนตกงาน
อารมณ์ความรู้สึกหลายหลากเข้มข้นทีเดียว ในโรงงานทำตะปูแห่งหนึ่งที่แถบชนบทของมลรัฐมิสซูรี ซึ่งพวกคนงานกำลังหวาดกลัวว่าการขึ้นภาษีศุลกากรจากเหล็กกล้านำเข้าที่ประกาศโดยคณะบริหารประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจทำให้พวกเขาต้องกลายเป็นคนตกงาน
ขณะม้วนแผ่นเหล็กกล้าขนาดยักษ์ถูกป้อนเข้าไปในกระบวนการผลิตของโรงงาน ชายและหญิงผู้กำลังควบคุมดูแลเครื่องจักรต่างๆ อันส่งเสียงดังอึกทึกโครมครามของบริษัท มิด-คอนติเนนต์ เนล คอร์เปอเรชั่น ต่างมีความคิดติดข้องอยู่ในใจว่า ตัวทรัมป์เองจะก้าวเข้ามาช่วยเหลือพวกเขาให้พ้นภัยหรือไม่
มันเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จทีเดียว โดยว่าจ้างผู้คนราว 500 คนในชุมชนชนบทของเมืองเล็กๆ ที่มีชื่อว่า ปอปลา บลัฟฟ์
“คนอย่างพวกเรา เราเคยคิดกันว่า นี่คือโรงงานผลิตตะปูที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯนะ งานของเราควรจะมั่นคงปลอดภัย แต่ตอนนี้เห็นชัดว่ามันไม่ได้เป็นยังงั้น” ฌอน ฮิวอี้ หัวหน้าคนงานในห้องเครื่องจักรกล่าว
บริษัทตะปูแห่งนี้เองก็กำลังส่งเสียงสัญญาณเตือนภัยดังลั่นให้สาธารณชนรับรู้ โดยบอกว่าการขึ้นภาษีจากเหล็กกล้านำเข้าอาจทำให้บริษัทเจ๊งล้มละลาย
พวกเขาต้องขึ้นราคาผลิตภัณฑ์เมื่อต้องซื้อเหล็กกล้าที่แพงมากขึ้น และจึงไม่สามารถแข่งขันกับตะปูนำเข้าที่มีราคาถูกกว่า –โดยที่ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปเช่นนี้ไม่ถูกเก็บภาษีศุลกากรเลย
“มันเป็นนโยบายที่ไปในทิศทางที่ผิด” คริส แพรตต์ ประธานเจ้าหน้าที่การเงินและประธานฝ่ายดำเนินงานของ มิด คอนติเนนต์ กล่าว “ผมคิดว่ามันเป็นนโยบายที่ไม่ได้ผ่านการขบคิดอย่างถี่ถ้วน และเราต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลง”
ผลกระทบที่กิดขึ้นในทันที
คนงานของบริษัทนี้จำนวนมากเป็นผู้ลงคะแนนให้ทรัมป์ และเขตปอปลาร์ บลัฟฟ์ ก็มีผู้โหวตให้ทรัมป์เยอะกว่าฮิลลารี คลินตัน ถึงกว่า 60% ทีเดียว ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2016
พวกเขาชื่นชอบคำมั่นสัญญาของประธานาธิบดีผู้นี้ ที่จะฟื้นชีพการผลิตทางอุตสาหกรรมของอเมริกาขึ้นมาใหม่
“ผมก็แค่ต้องการให้อเมริกาสามารถลงแข่งขันในสนามที่เท่าเทียมกับชาติอื่นๆ เท่านั้นแหละ ซึ่งเขาก็ดูเหมือนสนใจจะทำอย่างนั้น” ฮิวอี้ บอก
แรงสนับสนุนในตัวทรัมป์ยังไม่ได้หวั่นไหวซวนเซอะไร แต่บรรดาคนงานก็ต้องการให้ประธานาธิบดีพรรครีพับลิกันปากกล้าผู้นี้หาทางให้บริษัทได้รับการยกเว้นจากภาษีศุลกากร เพื่อที่โรงงานแห่งนี้จะได้สามารถนำเข้าเหล็กกล้าราคาถูกจาก เดียเซโร บริษัทเม็กซิโกที่เป็นเจ้าของ มิด คอนติเนนต์ ได้ต่อไปอีก
ทว่าคำขอยกเว้นของบริษัทเป็นรายหนึ่งในมากกว่า 20,000 รายซึ่งคณะบริหารทรัมป์ได้รับ
ทางด้านพวกผู้บริหารโรงงานกล่าวว่า พวกเขากำลังจะไม่สามารถรอไปนานกว่านี้แล้ว
ออเดอร์สั่งซื้อได้ลดฮวบลงแล้ว 70% และพวกเขาต้องปิดโรงผลิตไปแล้ว 1 โรงจากที่มีอยู่รวม 3 โรง ณ ปอปลาร์ บลัฟฟ์ โดยที่มีคนงานถูกปลดออกไป 60 คน และอีกหลายร้อยอาจจะต้องสูญเสียงานไปในไม่ช้าไม่นานนี้
ถ้ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงภายในสองสามเดือนข้างหน้า บริษัทอาจต้องปิดกิจการทั้งหมดไปเลย
“เราต้องได้ความช่วยเหลือทันที” จอร์จ สคาริช รองประธานบริหารฝ่ายขายของ มิด คอนติเนนต์ กล่าว “เพราะยิ่งเรื่องนี้ยืดเยื้อไปนานเท่าไหร่ มันก็ยิ่งทำให้เราอยู่ในฐานะต้องสูญเสียเงินไปนานเท่านั้น นี่ว่ากันเป็นรายวันเลยนะ”
“ฉันรู้สึกขวัญผวา”
ปอปลาร์ บลัฟฟ์ เป็นชุมชนเล็กๆ ที่มีประชากรราว 17,000 คน โดยมีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่หยิบมือหนึ่ง แวดล้อมด้วยฟาร์มการเกษตรแผ่ไกลกว้างขวางราวกับไม่มีที่สิ้นสุด
มิด คอนติเนนต์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตตะปูราว 50% ที่ผลิตกันในสหรัฐฯ คือผู้ทรงอำนาจทางเศรษฐกิจรายหนึ่งของเขตนี้
บริษัทแห่งนี้ถือเป็นเส้นชีวิตของ ไดแอน บร็อกดอน งานของเธอในตำแหน่งผู้ควบคุมเครื่องจักร เป็นที่มาเพียงแหล่งเดียวของรายได้ของเธอซึ่งมีอายุ 54 ปีแล้ว และของบุตรสาวของเธอผู้กำลังเรียนในระดับมหาวิทยาลัย
“ฉันขวัญผวามากว่าจะต้องสูญเสียทุกๆ อย่างที่ฉันมี ฉันคิดว่าตัวเองแก่เกินไปแล้วที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง” เธอบอก
บร็อกดอนทำงานที่โรงงานนี้มาแล้ว 8 ปี เพียงเมื่อ 2-3 เดือนก่อนเธอรู้สึกว่าชีวิตมั่นคงเพียงพอจนกล้าที่จะซื้อบ้านเอาไว้หลังหนึ่ง ตอนนี้เธอกลัวว่าจะต้องสูญเสียมันไป
เธอยังคงสนับสนุนทรัมป์ แต่ก็ต้องการให้เขาคิดพิจารณาใหม่เกี่ยวกับการกระทำบางอย่างของเขา
“เขาต้องหยุดและหันมาคิดถึงประชาชนที่อาจตกงานเพราะนโยบายบางอย่างของเขา” เธอกล่าว
คนงานในโรงงานอีกหลายๆ คนก็สะท้อนให้ฟังถึงอารมณ์ความรู้สึกแบบของบร็อดดอน พวกเขาวาดหวังว่าทรัมป์จะต้องช่วยเหลือ หากได้รับรู้คำร้องเรียนของพวกเขา
พวกเขาได้เปิดแนวรุกด้านสื่อ เป็นต้นว่าลงโฆษณาเต็มหน้าในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ในรูปของจดหมายเปิดผนึกขอให้ประธานาธิบดีเข้ามาช่วยเหลือ
“ท่านได้แสดงให้เห็นถึงความเห็นอกเห็นใจคนงานโรงงานอุตสาหกรรมสหรัฐฯ ยิ่งกว่าประธานาธิบดีคนอื่นๆ ในยุคสมัยของเรา” จดหมายเปิดผนึกฉบับนั้นกล่าวในตอนหนึ่ง
“ซื้อสินค้าอเมริกัน”
แน่นอนทีเดียวว่า มีผู้ที่ได้ประโยชน์เช่นกันจากการขึ้นภาษีศุลกากรนี้
ในเดือนมีนาคม บริษัทยูเอส สตีล ว่าจ้างคนงาน 500 คน ขณะขยายกำลังการผลิตในโรงงานแห่งหนึ่งของตนซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปไปแค่ขับรถ 2 ชั่วโมงครึ่งทางด้านเหนือของปอปลาร์ บลัฟฟ์ และกำลังจะรับคนงานเพิ่มอีก 300 คนในช่วงไม่กี่เดือนนี้
แซม แอนเดอร์ส สามารถพิสูจน์ยืนยันว่าธุรกิจกำลังเฟื่องฟูจริงๆ หนุ่มวัย 28 ปีผู้นี้รับจ้างบริษัทรายหนึ่ง คอยเดินทางจากเมืองเล็กเมืองน้อยแห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่ง เพื่อตกแต่งปรับปรุงเตาหลอมของโรงเหล็กกล้า เขาบอกว่ามีงานเข้ามามากจนกระทั่งพวกเขาทำกันไม่ทันทีเดียว
เขามาอยู่ที่ปอปลาร์ บลัฟฟ์ เพื่อทำงานซ่อมที่โรงทำเครื่องจักรแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ตรงข้ามคนละฟากถนนกับโรงงานตะปู แอนเดอร์สไม่ได้รู้สึกเห็นอกเห็นใจข้อร้องเรียนของ มิด คอนติเนนต์ และตั้งคำถามว่าทำไมบริษัทถึงได้พึ่งพาอาศัยเหล็กกล้าต่างชาติราคาถูกมากมายขนาดนั้น
“เราซื้อแต่ของที่อเมริกันผลิตเท่านั้น เหล็กกล้าที่ผลิตโดยอเมริกัน ภายในช็อปของเราซึ่งเราสร้างเครื่องมืออุปกรณ์ทั้งหมดของเรา” เขากล่าว
งานหดหายไปเรียบร้อยแล้ว
ปัญหาจากมาตรการขึ้นภาษีศุลกากรนี้อยู่ตรงที่ว่า ถึงแม้มันอาจสร้างตำแหน่งงานด้านการผลิตเหล็กกล้าขึ้นมาได้หลายหมื่นงาน ทว่ากลับมีงานหลายแสนตำแหน่งต้องสูญเสียไปเนื่องจากสงครามตอบโต้ขึ้นภาษีที่อเมริกาต้องทำกับประเทศอื่นๆ
นักเศรษฐศาสตร์ ลอรา บาวแมน แห่งกลุ่มบริษัทวิจัย เทรด พาร์ตเนอร์ชิป เวิลด์ไวด์ ได้เคยวิจัยการขึ้นภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯกระทำเมื่อปี 2002 สำหรับคราวนี้เธอทำนายว่าสหรัฐฯอาจต้องสูญเสียตำแหน่งงานสูงถึง 400,000 งานทีเดียว
“มาถึงตอนนี้ คุณกำลังได้เห็นมันเรียบร้อยแล้วด้วยซ้ำ” บาวแมนกล่าว
“งานที่ทำเกี่ยวกับการใช้เหล็กกล้า ซึ่งปรากฏว่างานทุกอย่างก็ต้องใช้ทั้งนั้นตั้งแต่การผลิตตะปูไปจนถึงรถยนต์ ไปถึงด้านการก่อสร้าง ... ตลอดจนงานอื่นๆ ที่ต่อเนื่องกันไปก็จะต้องสูญเสียด้วย ตัวอย่างเช่น งานตามร้านอาหาร เพราะคนที่ตกงานจะไม่ออกไปกินอาหารตามร้านกันอีกแล้ว”
วุฒิสมาชิก แคลร์ แมคแคสคิลล์ แห่งรัฐมิสซูรี ซึ่งสังกัดพรรคเดโมแครต หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาชูเด่นในระหว่างการรณรงค์หาเสียงเพื่อให้ได้รับเลือกตั้งอีกสมัยในการโหวตต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ และเธอบอกว่าสำนักงานของเธอรวบรวมรายชื่อบริษัทที่อยู่ในอาการน่าวิตกได้หลายสิบแห่งทีเดียว
“เราต้องการชูประเด็นนี้ให้โดดเด่นเป็นเรื่องใจกลาง เพื่อที่เราจะได้สามารถรักษาตำแหน่งงานเหล่านี้เอาไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่เราสามารถทำได้” เธอกล่าว ภายหลังออกทัวร์ไปทั่วโรงงานตะปูแห่งนี้พร้อมกับพวกผู้บริหารบริษัท
(เก็บความจากเรื่อง US workers fear steel tariffs could be nail in the coffin ของสำนักข่าวเอเอฟพี)


