(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)
With a wink and nod to Russia, Israel says it struck all Iranian infrastructure in Syria
By Asia Times staff
11/05/2018
อิสราเอลคุยโวว่าทำการถล่มโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดต่อโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ของฝ่ายอิหร่านในซีเรียเมื่อก่อนรุ่งสางวันพฤหัสบดี 10 พ.ค.ที่ผ่านมา พร้อมกับระบุว่าได้แจ้งเรื่องนี้ให้รัสเซียรับทราบก่อนแล้วด้วย
ฝ่ายทหารของอิสราเอลอยู่ในอารมณ์ชื่นมื่นแห่งชัยชนะเมื่อเช้าวันพฤหัสบดี (10 พ.ค.) ที่ผ่านมา หลังจากเพิ่งเปิดยุทธการถล่มทิ้งระเบิดใส่เป้าหมายต่างๆ ของอิหร่านในซีเรียครั้งมโหฬาร ท่ามกลางการยิงจรวดเข้าตอบโต้กันไปมาหลายสัปดาห์ต่อเนื่องกันแล้วระหว่างกองกำลังที่อยู่ในฝั่งซีเรียกับกองทหารอิสราเอลตามแนวพรมแดนระหว่างซีเรียกับอิสราเอล
อิสราเอลแถลงว่าการถล่มโจมตีทางอากาศคราวนี้เป็นการตอบโต้จรวดหลายลูกที่ถูกยิงเข้ามาในเขตที่ราบสูงโกลาน (Golan Heights) ถึงแม้ว่าอันที่จริงแล้วการยิงจรวดดังกล่าว เกิดขึ้นตามหลังติดๆ จากการที่ในคืนก่อนหน้านั้นอิสราเอลได้ถล่มโจมตีด้วยขนาดขอบเขตที่จำกัด ต่อเป้าหมายๆ ต่างๆ บริเวณนอกกรุงดามัสกัส
สมรรถนะทางทหารของฝ่ายอิหร่านต้องถอยหลังกลับไป “หลายเดือนทีเดียว” ภายหลังเป้าหมายจำนวน “หลายสิบแห่ง” ถูกถล่มเช่นนี้ กองทัพอิสราเอล (Israeli Defense Forces) แถลง (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.timesofisrael.com/idf-overnight-raids-set-back-iranian-military-in-syria-by-many-months/) พันโท โจนาธาน คอนริคัส (Leutenant Colonel Jonathan Conricus) โฆษกของกองทัพอิสราเอลบอกด้วยว่า การเปิดศึกถล่มช่วงกลางคืนคราวนี้ถือว่าเป็น “การปฏิบัติการลักษณะนี้ครั้งใหญ่ที่สุด (ของอิสราเอล) ต่อบรรดาเป้าหมายที่เป็นของฝ่ายอิหร่าน”
“เป้าหมายทุกๆ เป้าหมายที่เข้าโจมตีนั้นได้ถูกทำลายอย่างมีประสิทธิภาพ” เขากล่าวต่อ พร้อมระบุว่า ทำให้ฝ่ายอิหร่านเกิด “ความเสียหายอย่างสำคัญ”
ทางด้านรัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล อาวิกดอร์ ลิเบอร์แมน (Avigdor Lieberman) กล่าวว่า “เราได้เล่นงานโครงสร้างพื้นฐานของฝ่ายอิหร่านแทบทั้งหมดที่มีอยู่ในซีเรีย” ทั้งนี้ตามข้อเขียนซึ่งโพสต์บนเว็บไซต์อยางเป็นทางการของกระทรวงกลาโหมอิสราเอล (ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.mod.gov.il/Defence-and-Security/articles/Pages/10.5.18.aspx) “ถ้าเราเป็นฝนนะครับ พวกเขาก็จะต้องถูกน้ำท่วมไปแล้ว”
ขณะที่สิ่งต่างๆ ทั้งหมดเหล่านี้บังเกิดขึ้นมา ไล่หลังตามติดการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน แต่น่าสังเกตว่าในเวลาเดียวกันนี้เองนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล กำลังได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ทรงเกียรติ –ในกรุงมอสโก
การไปเยือนรัสเซียที่จัดวางกำหนดการล่วงเหน้าเอาไว้ก่อนนานแล้วตามคำเชื้อเชิญของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ยังมีขึ้นในช่วงเทศกาลวันหยุดอันสำคัญของฝ่ายรัสเซีย นั่นคือ “วันชัยชนะ” (เหนือนาซีเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2) และเนทันยาฮูคือแขกเกียรติยศของปูตินในพิธีตรวจพลสวนสนามอันเอิกเกริกเกรียงไกรประจำปี อันเชล เฟฟเฟอร์ (Anshel Pfeffer) เขียนเอาไว้เช่นนี้ในหนังสือพิมพ์ “ฮาเรตเรตซ์” (Haaretz) ของอิสราเอล ซึ่งนี่เป็นรายละเอียดที่ไม่ควรจะมองข้ามเลย (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.haaretz.com/israel-news/.premium-putin-gave-israel-free-hand-against-iran-but-he-may-have-to-pick-side-1.6075664)
“ไม่เพียงแต่ปูตินกระทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อโหมประโคมการปรากฏตัวของแขกของเขาเท่านั้น แต่ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากอิสราเอลทำการโจมตีตอบโต้ในตอนก่อนรุ่งสางวันพฤหัสบดี (10 พ.ค.) แล้ว โฆษกของกองทัพอิสราเอลยังแถลงออกมาอย่างชัดเจนว่า ก่อนที่อิสราเอลเริ่มเปิดยุทธการถล่มทิ้งระเบิดครั้งใหญ่ที่สุดในซีเรียนับตั้งแต่ปี 1974 เป็นต้นมาคราวนี้ ได้มีการแจ้งให้รัสเซียรับทราบผ่านทางกระบวนการประสานงานเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกันซึ่งประเทศทั้งสองได้ตกลงกันไว้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2015
(...)
“รัสเซียกับอิหร่านต่างกำลังให้ความสนับสนุนอัสซาดกันทั้งคู่ แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจัดลำดับความสำคัญของเรื่องต่างๆ ตรงกันไปทั้งหมด ปูตินนั้นไม่สามารถ หรือจะไม่เป็นผู้ผลักไสให้ฝ่ายอิหร่านถอนตัวออกจากบรรดาที่มั่นของพวกเขาในซีเรีย แต่เขาดูเหมือนพออกพอใจกับการปล่อยให้อิสราเอลทำการทิ้งระเบิดใส่ฝ่ายอิหร่านต่อไป”
กระนั้น เฟฟเฟอร์บอกด้วยว่า ถ้าสิ่งต่างๆ ยังคงขยายตัวบานปลายต่อไปแล้ว ในที่สุดแล้วปูตินก็จะต้องเลือกข้าง


