xs
xsm
sm
md
lg

จรวด‘ฟัลคอน เฮฟวี่’ของ‘อีลอน มัสก์’ ย้ำจุดอ่อนโครงการอวกาศของ‘จีน’

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: แฟรงก์ เฉิน

(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)

Falcon Heavy launch makes China’s Long March seem a limp
By Frank Chen
08/02/2018

จีนตระหนักดีว่าจรวดขันดันในโครงการอวกาศของตนยังต้องถือว่าอ่อนด้อย เมื่อเปรียบเทียบกับซูเปอร์จรวด “ฟัลคอน เฮฟวี่” ของอภิมหาเศรษฐี อีลอน มัสก์ ที่ใช้ส่งรถสปอร์ต “เทสลา” มุ่งหน้าไปดาวอังคาร

การทดสอบยิงจรวด “ฟัลคอน เฮฟวี่” (Falcon Heavy) ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้งานได้ใหม่ ขึ้นสู่อวกาศเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ของอภิมหาเศรษฐีชาวอเมริกัน อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจไปทั่วโลก เมื่อมันสามารถที่จะขับดันนำพาสินค้าที่มันบรรทุกอยู่ ซึ่งก็คือรถเก๋งสปอร์ตเปิดประทุนแบรนด์ “เทสลา” (Tesla) สีแดงเชอร์รี่รูปทรงโฉบเฉี่ยว เข้าสู่วงโคจรรอบดวงอาทิตย์ได้สำเร็จ โดยที่มีหุ่นคนซึ่งมีชื่อว่า “สตาร์แมน” (Starman) นั่งอยู่หลังพวงมาลัยของรถคันนี้ด้วย

สัมผัสอันแปลกพิสดารอีกอย่างหนึ่งในภาพต่างๆ ซึ่งเผยแพร่โดยบริษัท “สเปซเอ็กซ์” (SpaceX) ของมัสก์ ที่เป็นผู้รับเหมาทำการขนส่งสู่อวกาศรายบุกเบิกที่อยู่เบื้องหลังจรวดปีศาจมหายักษ์ลูกนี้ ก็คือ บนหน้าปัดของรถสปอร์ตคันนี้ติดแผ่นป้ายที่เขียนข้อความว่า “อย่าตื่นตระหนก” (Don’t Panic) ทั้งนี้เพื่อเป็นการแสดงความคารวะแด่นวนิยายเรื่อง “The Hitchhiker’s Guide to the Galaxy” ของ ดักลาส แอดัมส์ (Douglas Adams)

สำหรับบรรดาชาวจีนที่เป็นผู้คลั่งไคล้เรื่องอวกาศ ก็เหมือนกับพวกผู้หลงใหลเรื่องอวกาศในที่อื่นๆ ทุกๆ คนนั่นแหละ ต่างรู้สึกเพลิดเพลินเป็นปลื้มกับเหตุการณ์ยิงจรวดบรรทุกซึ่งทรงพลังที่สุดของโลกเท่าที่มีใช้กันอยู่ในเวลานี้ --นี่คือจรวดทรงศักยภาพที่จะดีลิเวอรี่สิ่งของน้ำหนัก 16.8 ตันขึ้นไปยังวงโคจรที่จะไปสู่ดาวอังคารได้ทีเดียวเชียวนะ ขณะที่รายงานข่าวและภาพถ่ายเกี่ยวกับการทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าของฟัลคอน เฮฟวี่ และของรถสปอร์ตเทสลาที่กำลังท่องไปในอวกาศ ก็แผ่กว้างไปทั่วหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์จีน

อันที่จริงแล้ว การโคจรตีวงโค้งเข้าสู่อวกาศของฟัลคอน เฮฟวี่ จากศูนย์อวกาศเคนเนดี้ (Kennedy Space Center) ขององค์การบริหารการบินและอวกาศ (นาซา) ของสหรัฐฯ ซึ่งตั้งอยู่ที่แหลมคานาเวอรัล (Cape Canaveral) มลรัฐฟลอริดา ได้สร้างความประทับใจอย่างลึกซึ้งแม้กระทั่งในหมู่พลเมืองชาวเน็ตจีนที่มีความนิยมฝักใฝ่ในลัทธิเชิดชูการทหาร (militarist) เป็นจำนวนมาก ซึ่งปกติแล้วเป็นพวกที่คอยวิจารณ์ให้ร้ายอเมริกาเสียมากกว่า

“ครั้งสุดท้ายที่ผมเคยรู้สึกตื่นเต้นหวาดเสียวต้องคอยลุ้นไปด้วยเมื่อมีการยิงจรวด ก็คือตอนที่กำลังดูยานอวกาศเสิ่นโจว 10 (Shenzhou 10) ของจีนที่กำลังนำเอามนุษยอวกาศทั้ง 3 ของเราขึ้นสู่อวกาศเมื่อปี 2013 นั่นแหละ คุณต้องยอมรับเลยว่านักธุรกิจอเมริกา อีลอน มัสก์ คนนี้ได้ทิ้งหลักหมายของเขาเอาไว้ในประวัติศาสตร์แห่งการสำรวจอวกาศของมนุษย์เรียบร้อยแล้ว” พลเมืองชาวเน็ตจีนคนหนึ่งให้ความเห็นเอาไว้อย่างนี้

เสียงฮือฮาเกี่ยวกับการยิงจรวดฟัลคอน เฮฟวี่ เช่นนี้ ในบางระดับย่อมกลายเป็นการลดทอนน้ำหนักคำโฆษณาโอ่อวดของสื่อจีนเกี่ยวกับจรวดในตระกูล “ลอง มาร์ช” (Long March) ที่แดนมังกรสร้างขึ้นด้วยตนเอง ซึ่งได้ส่งดาวเทียมประมาณ 170 ดวงเข้าสู่อวกาศสำเร็จแล้วนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา

ตัวเลขทั้งหลายย่อมสามารถพูดแทนตัวมันเองได้อยู่แล้ว จรวด “ลอง มาร์ช 5” ซึ่งเป็นจรวดจีนแบบที่มีศักยภาพในการบรรทุกสูงที่สุดในปัจจุบันนั้น สามารถขนส่งสินค้าน้ำหนักประมาณ 25 ตันเข้าสู่วงโคจรรอบโลก ในการยิงเที่ยวแรกของจรวดแบบนี้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2016 ซึ่งเมื่อคำนวณในทางทฤษฎีแล้ว มันจะสามารถบรรทุกสินค้าทะยานขึ้นถึงเส้นทางโคจรสู่ดาวอังคารได้ราว 5 ตัน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือเพียงเศษเสี้ยวเดียวของที่ ฟัลคอน เฮฟวี่ สามารถทำได้

จีนยังต้องแบกรับความอับอายขายหน้าจากการปล่อยจรวดที่เกิดความบกพร่องผิดพลาดเมื่อปีที่แล้วอีกด้วย ภารกิจเที่ยวนั้นซึ่งกระทำกันเมื่อเดือนกรกฎาคมประสบความล้มเหลว สืบเนื่องจากเครื่องยนต์เกิดปัญหาขัดข้องไม่ได้หยุด ขณะที่จรวด ลอง มาร์ช 5 ซึ่งบรรทุกดาวเทียมที่มีน้ำหนัก 7.5 ตัน ก็ตกลงไปในมหาสมุทรแปซิฟิก เหตุร้ายคราวนั้นส่งผลให้ต้องมีการเลื่อนโครงการสำรวจดาวจันทร์ของจีน หรือที่เรียกกันว่า โครงการ “ฉางเอ๋อร์” (Chang’e program) ออกไปเป็นเวลาอย่างน้อยที่สุด 1 ปี

ในการกล่าวยอมรับถึงจุดอ่อนข้อบกพร่องที่มีอยู่ซึ่งนานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่งนั้น บทวิจารณ์ที่ออกเผยแพร่ในเวลาต่อมาของสำนักข่าวซินหวาของทางการจีนชี้ว่า แม้กระทั่งถ้าหากว่าการเดินทางของจรวดนี้เกิดดำเนินไปได้อย่างราบรื่น “ลอง มาร์ช” ซึ่งถือได้ว่าเป็นเพชรประดับมงกุฎแห่งผลงานทางวิศวกรรมของจีน ก็อาจจะยังทำไม่ได้อยู่ดี ที่จะขนส่งเอายานอวกาศจีนพร้อมทีมมนุษย์อวกาศและยานสำรวจ ทะยานขึ้นสู่ตำแหน่งวงโคจรที่จะเดินทางต่อไปยังดวงจันทร์ได้

สำหรับการเดินทางผจญภัยไปในอวกาศเช่นนั้น จีนยังจะต้องสร้างจรวดที่ทรงพลังมากขึ้นอีก อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาถึงความแข็งแรงอย่างน่าทึ่งจริงๆ ของพวกเครื่องยนต์ เมอร์ลิน 1 ดี (Merlin 1D) 27 ตัวของ ฟัลคอน เฮฟวี่ แล้ว มันย่อมจะเกิดความมั่นใจขึ้นมาว่า จรวดแบบนี้น่าจะสามารถส่งมนุษย์อวกาศอเมริกันกลับขึ้นไปบนดวงจันทร์ได้อย่างไม่ยากเย็นเลย

แต่อย่าได้เข้าใจผิดไปนะครับ ความทะเยอทะยานของ มัสก์ ที่มีต่อซูเปอร์จรวดของเขานั้น มันเกินเลยไปจากแค่ดวงจันทร์ ที่เสมือนเป็นดาวเทียมตามธรรมชาติของดาวโลกเท่านั้น เขากำลังจับตาเล็งมองไปที่ดาวอังคารทีเดียว

ความจริงซึ่งเมื่อพูดออกมาแล้วอาจจะชวนให้รู้สึกขมขื่นมีอยู่ว่า ภายหลังที่เดินทางไกลมาเป็นเวลากว่า 4 ทศวรรษบนเส้นทางก้าวสู่ความเป็นมหาอำนาจทางอวกาศรายหนึ่งของโลก จีนกลับถูกแซงหน้าโดยบริษัทเอกชนสหรัฐฯแห่งหนึ่งซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2002

เจียว เว่ยซิน (Jiao Weixin) อาจารย์ด้านวิทยาการจรวดของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง บอกกับ “โกลบอลไทมส์” (Global Times) หนังสือพิมพ์แทบลอยด์ในเครือของ “เหรินหมินรึเป้า” ปากเสียงอย่างเป็นทางการของพรรคคอมมิวนิสต์จีนว่า พวกบริษัทภาคเอกชนของจีนนั้นไม่มีทางเลยที่จะจัดหารวบรวมเงินทองหรือความรู้ความสามารถมาทำให้เกิดความครึกโครมในอุตสาหกรรมด้านอวกาศได้เช่นนี้ “ในประเทศจีน มันยังคงเป็นเกมสำหรับทีมชาติโดยเฉพาะเท่านั้น”

เมื่อพูดกันในระดับชาติแล้ว ในปี 1969 ตอนที่นาซากำลังส่งมนุษย์ขึ้นไปยังดวงจันทร์ครั้งแรกด้วยความช่วยเหลือของจรวด “แซทเทิร์น 5” (Saturn V) --ซึ่งจนถึงเวลานี้ก็ยังคงเป็นจรวดที่สูงที่สุด มีน้ำหนักมากที่สุด และทรงพลังที่สุด เท่าที่เคยมีการนำมาใช้ในการปฏิบัติการจริงๆ-- ปฏิกิริยาตอบโต้ของจีนก็คือการส่งดาวเทียม “ตงฟางหง-1” ขนาดย่อมๆ น้ำหนักเพียง 300 กิโลกรัม ติดตั้งอยู่บนส่วนปลายของจรวดที่สร้างขึ้นอย่างลวกๆ มุ่งใช้งานชั่วคราวโดยเป็นการดัดแปลงมาจากขีปนาวุธพิสัยไกล ขึ้นไปสู่อวกาศในอีก 1 ปีหลังจากนั้น

เหรินหมินรึเป้า สื่อทางการของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ก็แสดงท่าทีระมัดระวัง โดยในบทความชิ้นหนึ่งซึ่งเผยแพร่ในแพลตฟอร์มสื่อสังคม เขียนเอาไว้ว่า จีนยังคงอยู่ห่าง “หลายปีแสง” อยู่ข้างหลังสหรัฐฯ โดยที่สหรัฐฯนั้นทั้งองค์การนาซา และ 2 บริษัทที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากภาคเอกชน (คือ สเปซเอ็กซ์ ของ อีลอน มัสก์ และ บลู ออริจิน Blue Origin ของ เจฟฟ์ เบซอส Jeff Bezos อภิมหาเศรษฐกิจแห่งอาณาจักรธุรกิจ แอมะซอน Amazon) ต่างกำลังแข่งขันกันเพื่อเป็นผู้นำในด้านการสำรวจอวกาศ และจีนยังจะต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปีในการวิ่งไล่ตาม

จรวด “ลอง มาร์ช 9” ซึ่งวางแผนจะนำมาใช้ในโครงการส่งมนุษย์ขึ้นสู่ดวงจันทร์ของปักกิ่งนั้น กำหนดกันเอาไว้ว่าจะสามารถบรรทุกสินค้าน้ำหนักสูงที่สุด 140 ตันขึ้นสู่วงโคจรรอบโลกระดับต่ำ (Low Earth Orbit) และ 50 ตันเมื่อไปถึงวงโคจรสำหรับการเปลี่ยนไปสู่การเดินทางมุ่งไปดวงจันทร์ (Lunar Transfer Orbit) ทั้งนี้ถ้าหากทำได้สำเร็จก็ย่อมจะทำให้จีนอยู่ในตำแหน่งที่ดีในเกมการแข่งขันนี้ ทว่าก่อนจะไปถึงตรงนั้นได้ การเดินทางอันลำบากยากเข็ญของงานวิจัยและพัฒนาต่างๆ ยังคงรอคอยอยู่เบื้องหน้า

หมายเหตุผู้แปล

เอเชียไทมส์ยังมีข้อเขียนเรื่อง SpaceX sends red Tesla sports car hurtling toward Mars ของ Gordon Watts พูดถึงการยิงจรวด “ฟัลคอน เฮฟวี่” ของบริษัทสเปซเอ็กซ์คราวนี้โดยตรง จึงขอเก็บความนำมาเสนอในที่นี้

‘สเปซเอ็กซ์’ส่ง ‘รถสปอร์ตเทสลาสีแดง’ ทะยานซิ่งสู่ดาวอังคาร
โดย กอร์ดอน วัตส์

(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)

SpaceX sends red Tesla sports car hurtling toward Mars
By Gordon Watts
07/02/2018

จรวดฟัลคอน เฮฟวี่ ซึ่งกำลังกลายเป็น “ตัวเปลี่ยนเกม” ประสบความสำเร็จในการทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า โดยบรรทุกสินค้าประหลาดพิสดารของมัน พรั่งพร้อมด้วยหุ่นคนสวมชุดอวกาศ แถมยังมีเพลง Space Oddity ของเดวิด โบวี่ ประโคมลั่นเป็นเสียงแบ็กกราวด์

มันเป็นประโยคที่ตรงออกมาจากนวนิยายวิทยาศาสตร์แนวเสียดสีเรื่อง “The Hitchhiker’s Guide to the Galaxy” ของ ดักลาส แอดัมส์ (Douglas Adams) บนหน้าปัดของรถยนต์คันแรกในอวกาศมีข้อความธรรมดาๆ เข้าใจง่ายเขียนเอาไว้ว่า “อย่าตื่นตระหนก” (Don’t Panic)

ผู้ที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้คนขับเป็นหุ่นคนแต่งกายในชุดมนุษย์อวกาศ และคาดเข็มขัดนิรภัย ขณะที่วิทยุกำลังเล่นเพลง Space Oddity เพลงแสนคลาสสิกของ เดวิด โบวี่ (David Bowie) วนไปมาครั้งแล้วครั้งเล่า

มันเป็นช่วงเวลาอันน่าตื่นตาตื่นใจจากฉากที่ให้ความรู้สึกเซอร์เรียลเหนือจริง ขณะที่ สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) บริษัทผู้บุกเบิกซึ่งเป็นของ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) อภิมหาเศรษฐีผู้ประกอบการ สามารถประสบความสำเร็จอย่างคาดไม่ถึง ด้วยการยิงจรวด“ฟัลคอน เฮฟวี่” (Falcon Heavy) จรวดแบบนำกลับมาใช้ได้อีกขนาดมหึมารุ่นใหม่ของตน ได้อย่างเพอร์เฟกต์เต็มสิบ ทั้งๆ ที่เป็นการยิงทดสอบครั้งแรก

ณ ศูนย์อวกาศเคนเนดี้ ในแหลมคานาเวอรัล รัฐฟลอริดา ในที่สุดความฝันของเขาก็กลายเป็นความจริงแล้ว ขณะที่เจ้าจรวดใหญ่ยักษ์ลูกนี้ยกตัวขึ้นอย่างแจ่มจากฐานยิงของมันและทะยานขึ้นไปเหนือมหาสมุทรแอตแลนติก

“ผมมีภาพหลอนอยู่ในใจว่า มันจะเกิดการระเบิดอย่างมโหฬารบนฐานยิง ล้อๆ หนึ่งหล่นกระเด้งไปกระเด้งมาไปตามถนน” มัสก์ ผู้เป็นซีอีโอของสเปซเอ็กซ์ และเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทรถยนต์ เทสลา มอเตอร์ บอกกับสื่อมวลชน “แต่โชคดีที่มันไม่ได้เกิดอะไรอย่างนั้นขึ้นมา”

ลงท้ายแล้ว ฟัลคอน เฮฟวี่ หรือว่า เดลต้า 4 (Delta IV) ก็สามารถจุดระเบิดและทะยานขึ้นโดยปราศจากอุปสรรค บรรทุกเอาสินค้าประหลาดๆ ของมัน ซึ่งก็คือรถสปอร์ต “เทสลา” คันเก่าสีแดงเชอร์รี่ พร้อมคนขับที่เป็นหุ่นคนแต่งชุดอวกาศ

“นี่คือมหากาพย์”

จรวดของสเปซเอ็กซ์ลูกนี้ออกแบบมาเพื่อให้บรรทุกสินค้าน้ำหนักเท่ากับรถโดยสารสองชั้นของกรุงลอนดอน 5 คัน ขึ้นไปสู่อวกาศ บีบีซีรายงานเปรียบเทียบเอาไว้เช่นนี้

สำหรับภารกิจในวันอังคารที่ 6 ก.พ.วันนั้น ซึ่งเป็นการเดินทางผจญภัยไปสู่ความไม่รู้ มัสก์ตัดสินใจที่จะใช้รถเทสลาคันเก่าของเขาเป็นสินค้า

“นี่คือมหากาพย์” เขาบอกกับสื่อมวลชน “บางทีนี่อาจจะเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา นี่พูดกันตามความหมายของตัวอักษรเลยครับ”

กระนั้นมันก็ยังมีด้านที่จริงจังของการผจญภัยครั้งนี้ด้วย ความสำเร็จของเที่ยวบินปฐมฤกษ์นี้เท่ากับเป็นการฟื้นฟูความสามารถของสหรัฐฯในการยิงจรวดที่บรรทุกน้ำหนักมากๆ ขึ้นไปสู่อวกาศ

ครั้งสุดท้ายที่แหลมคานาเวอรัลได้เป็นประจักษ์พยานถึงศักยภาพเช่นนี้ ต้องย้อนหลังกลับไปถึงปี 2011 ตอนที่ยานกระสวยอวกาศ (Space Shuttle) ออกเดินทางในเที่ยวบินสุดท้ายของมัน ภายหลัง 30 ปีแห่งการขนส่งเหล่านักบินอวกาศขึ้นๆ ลงๆ จากวงโคจรรอบโลกระดับต่ำ หรือถ้าหากย้อนหลังกลับไปไกลกว่านั้นอีก นั่นก็ต้องพูดถึงจรวด แซทเทิร์น 5 ซึ่งองค์การนาซาเคยใช้ส่งนักบินอวกาศในโครงการอะพอลโล (Apollo) ขึ้นไปยังดวงจันทร์เมื่อปี 1969

“มันจะกลายเป็นการจบเกมสำหรับพวกจรวดบรรทุกน้ำหนักมากๆ ชนิดอื่นๆ ทั้งหมดเลย” มัสก์ บอกกับพวกผู้สื่อข่าว

ตัวเลขต่างๆ ของ ฟัลคอน เฮฟวี่ ก็กำลังสร้างความรู้สึกประทับใจได้อยู่แล้ว ทั้งนี้ข้อมูลสเปคของสเปซเอ็กซ์เน้นย้ำเอาไว้ว่า จรวดลูกนี้มีความสามารถที่จะยกเอาสินค้าน้ำหนักมากกว่า 60 ตันขึ้นไปสู่วงโคจรรอบโลกระดับต่ำ

คุณสมบัติที่สำคัญยิ่งอีกข้อหนึ่งคือ “ต้นทุนต่ำ” โดยจรวดทรงพลังที่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีกนี้มีราคาราวๆ 90 ล้านดอลลาร์

“เมื่อเปรียบเทียบกัน จรวด เดลต้า 4 เฮฟวี่ (Delta IV Heavy) ของ ยูไนเต็ด ลอนช์ อะไลแอนซ์ (United Launch Alliance) ซึ่งเป็นจรวดแบบยิงแล้วทิ้งไปเลย สามารถที่จะบรรทุกสินค้าได้ราวเกือบๆ 32 ตัน และต้องเสียค่าใช้จ่ายระหว่าง 300 ล้านดอลลาร์ ถึง 500 ล้านดอลลาร์” ทอมมี่ แซนฟอร์ด (Tommy Sanford) ผู้อำนวยการบริหารของ Commercial Spaceflight Federation (สหพันธ์การเดินทางด้วยยานอวกาศเชิงพาณิชย์) กลุ่มอุตสาหกรรมการเดินทางด้วยยานอวกาศภาคเอกชน ซึ่งตั้งสำนักงานอยู่ในกรุงวอชิงตัน บอกกับเว็บไซต์ Space.com

เป็นอย่างนั้นจริงๆ นี่จะกลายเป็น “ตัวเปลี่ยนเกม” สำหรับอุตสาหกรรมนี้ แล้วสิ่งที่ทำให้การยิงจรวดของสเปซเอ็กซ์คราวนี้น่าตื่นเต้นเหลือเกินก็คือว่า โดยสาระสำคัญแล้ว ฟัลคอน เฮฟวี่ เป็นระบบขนส่งสินค้าขึ้นสู่อวกาศระบบเล็กๆ 3 ระบบเอามาผูกรวมไว้ด้วยกัน

ท่อนตัวขับดัน (booster) หรือก็คือส่วนที่อยู่ล่างที่สุดทั้ง 3 ตัว ของจรวดฟัลคอน เฮฟวี่ ลูกนี้ ล้วนแต่ตกกลับมายังโลก โดย 2 ตัวตกลงมาแตะชายฝั่งฟลอริดาห่างจากศูนย์อวกาศเคนเนดีไปทางใต้นิดเดียว เรื่องที่น่าทึ่งก็คือ พวกขาสำหรับร่อนลงสู่พื้นของท่อนตัวขับดันทั้ง 2 ตัวนี้ แตะสัมผัสพื้นในเวลาที่เรียกได้ว่าเป็นเวลาเดียวกันทีเดียว

แต่สำหรับ “ตัวขับดัน” ตัวที่ 3 ประสบปัญหาทางเทคนิคหลังจากเชื้อเพลิงกำลังจะหมดลง เชื้อเพลิงนี้จำเป็นต้องใช้เพื่อชะลอการตกลงมาของมันซึ่งจะทำให้มันร่อนลงสู่พื้นอย่างนุ่มนวลได้

ตัวขับดันตัวที่ 3 นี้ถูกกำหนดให้ลงมาจอดบนเรือหุ่นยนต์ซึ่งประจำอยู่ในทะเลห่างจากชายฝั่งฟลอริดาไม่มากนัก โชคร้ายที่มันพลาดจุดลงจอดของมัน และกระแทกกับน้ำขณะมีความเร็ว 500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

คนตามดูเป็นหมื่นๆ

กระนั้นมัสก์ก็อยู่ในอารมณ์ปลาบปลื้มยินดีอย่างเต็มที่ ภายหลังผ่านพ้นเหตุการณ์เขย่าเส้นประสาทเหลือเกิน ที่มีผู้เฝ้าติดตามชมมากกว่า 3 ล้านคนทางไลฟ์สตรีมออนไลน์ของบริษัทสเปซเอ็กซ์ ขณะเดียวกันก็มีคนติดตามดูกันจะจะด้วยตัวเองอีกเป็นหมื่นๆ คนกระจัดกระจายไปทั่วชายหาดต่างๆ ใกล้ๆ ศูนย์อวกาศเคนเนดี้

“มันจะเหมือนๆ กับการพยายามขายเครื่องบิน โดยที่บริษัทเครื่องบินแห่งหนึ่งมีเครื่องบินแบบที่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก ส่วนบริษัทอื่นๆ ที่เหลือทั้งหมดมีแต่เครื่องบินแบบที่ใช้ได้ครั้งเดียว ซึ่งคุณจะต้องโดดร่มลงมาสู่จุดหมายปลายทางของคุณและเครื่องบินนั้นก็จะหล่นกระแทกพื้นที่ไหนก็คาดไม่ถูกสักที่หนึ่ง” มัสก์กล่าว “นี่ฟังดูแล้วมันช่างบ้าเหลือเกิน –แต่นี่แหละคือวิธีการที่วงการธุรกิจจรวดนี่ทำกันอยู่”

สำหรับระยะต่อไปของภารกิจนี้ก็ “บ้า” พอๆ กันนั่นแหละ นั่นคือ รถสปอร์ตเทสลาคันนั้น พร้อมด้วยผู้โดยสารที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร และซาวด์แทร็กสุดเจ๋ง เวลานี้กำลังถูกขับดันให้เคลื่อนต่อไปเป็นระยะทางหลายๆ ล้านไมล์มุ่งหน้าสู่ดาวอังคาร

อย่างที่หนังสือ The Hitchhiker’s Guide to the Galaxy พูดเอาไว้อย่างสั้นกระชับนั่นแหละ: “อวกาศนั้นใหญ่มาก ...ใหญ่จนยากเหลือเกินที่จะเข้าใจ ผมหมายความว่า คุณอาจจะคิดว่ามันยังต้องเดินทางไปอีกยาวนักตามถนนมุ่งไปสู่บ้านของนักเคมีคนนั้น แต่ระยะขนาดนั้นน่ะในอวกาศ มันแค่ขี้ปะติ๋วเอง”

สำหรับมัสก์ การเดินทางยังเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...