(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)
What would ‘detente’ with North Korea look like?
By Doug Tsuruoka
15/12/2017
สกอตต์ เอ. สไนเดอร์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเกาหลีแห่งสภาว่าด้วยความสัมพันธ์ต่างประเทศ บอกว่า การที่สหรัฐฯกับเกาหลีเหนือจะผ่อนคลายความตึงเครียดที่มีอยู่ระหว่างกัน เป็นสิ่งที่มีความเป็นไปได้ ทว่าอุปสรรคสำคัญๆ ที่คอยขวางกั้นก็ยังมีอยู่เยอะ
“การผ่อนคลายความตึงเครียด” (detente) ระหว่างเกาหลีเหนือกับสหรัฐฯยังคงมีความเป็นไปได้หรือไม่เมื่อพิจารณาจากวิกฤตการณ์นิวเคลียร์ที่กำลังปะทุขึ้นมาในเวลานี้ และถ้าหากเป็นไปได้จริงๆ แล้ว การตกลงกันดังกล่าวน่าจะมีรูปร่างลักษณะอย่างไร?
รัฐมนตรีต่างประเทศ เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน ของสหรัฐฯ แถลงเอาไว้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า วอชิงตันมีความปรารถนาที่จะพูดจากับเปียงยางโดยไม่มีการกำหนดเงื่อนไขล่วงหน้าใดๆ (ถึงแม้ในเวลาต่อมาเขาจะไม่ได้ยืนยันคำกล่าวนี้แล้ว) ส่วนเกาหลีเหนือก็แสดงท่าทีเป็นนัยๆ อย่างกำกวมว่าตนเองอาจจะเดินเข้าสู่โต๊ะเจรจาก็ได้ในเมื่อเวลานี้ตนสามารถที่จะพัฒนาอำนาจป้องปรามทางนิวเคลียร์ที่มีความน่าเชื่อถือขึ้นมาแล้ว (ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.atimes.com/article/diplomacy-still-chance-n-korea-russian-analyst/)[1]
คณะบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยินยอมที่จะรับรองเอกราชและอธิปไตยของเกาหลีเหนือหรือไม่ พร้อมๆ กับเสนอหลักประกันอื่นๆ อันเวลานี้ยังไม่มีการระบุเจาะจงชัดเจน เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่เปียงยางจะโอนอ่อนในเรื่องอาวุธนิวเคลียร์?
สกอตต์ เอ. สไนเดอร์ (Scott A. Snyder ดูประวัติย่อของเขาได้ที่ https://www.cfr.org/experts/scott-snyder) นักวิจัยอาวุโสและผู้อำนวยการของโครงการนโยบายสหรัฐฯ-เกาหลี (US-Korea policy program) สภาว่าด้วยความสัมพันธ์ต่างประเทศ (Council on Foreign Relations) ซึ่งตั้งฐานอยู่ที่นิวยอร์ก บอกกับเอเชียไทมส์ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ว่า โอกาสที่จะเกิดการผ่อนคลายความตึงเครียดขึ้นมาได้หรือไม่นั้นยังคงไร้ความแน่นอนชัดเจน แต่เขาก็อมงว่าภาพสมมุติสถานการณ์ที่ดูเป็นไปได้มากที่สุดก็คือ การที่คู่ปรปักษ์ทั้ง 2 ฝ่าย “ทำความตกลงกันที่จะไม่เห็นพ้องต้องกัน” เกี่ยวกับกระบวนการปลดอาวุธนิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลี ขณะเดียวกันก็หันไปลดความตึงเครียดตามแบบแผนในประเด็นปัญหาอื่นๆ อย่างเช่น การฝึกร่วมทางทหารระหว่างสหรัฐฯกับเกาหลีใต้
สไนเดอร์ ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง South Korea at the Crossroads: Autonomy and Alliance in an Era of Rival Powers เห็นว่า การมีปฏิสัมพันธ์ในทางการทูตกันแบบค่อยๆ พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ เช่นนี้ อาจสามารถนำไปสู่การผ่อนคลายความตึงเครียดในขอบเขตกว้างขวางยิ่งขึ้นได้ในอนาคต
การที่ฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของเกาหลีใต้ จะต้องมุ่งรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง ด้วยการพยายามหาทางหลีกเลี่ยงไม่ให้มีการเดินหน้าเข้าสู่ความวิบัติหายนะแห่งสงคราม นี่แหละจะกลายเป็นปัจจัยอันสำคัญมากซึ่งทำให้มีการเสาะแสวงหาหนทางแก้ไขปัญหาที่ดำรงอยู่ แต่กระนั้นสไนเดอร์เตือนว่า การที่เกาหลีเหนือเอาแต่ยืนกรานแข็งกร้าวในเรื่องการพัฒนา “นุก” และการเข้าครอบครอง “นุก” ยังถือว่าเป็นอุปสรรคขัดขวางสำคัญในระดับพื้นฐานประการหนึ่ง ขณะเดียวกัน ยังคงมีความเป็นไปได้อย่างชัดเจนทีเดียวที่จะเกิดสงครามขึ้นมา สืบเนื่องจากฝ่ายต่างๆ เกิดความผิดพลาดในการคาดคำนวณสถานการณ์
เอเชียไทมส์: มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่สหรัฐฯและเหล่าชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ จะทำความตกลงเพื่อ “การผ่อนคลายลดความตึงเครียด” กับเกาหลีเหนือ เมื่อพิจารณาจากการที่โสมแดงมีความก้าวหน้าในการทดสอบไอซีบีเอ็ม (ขีปนาวุธข้ามทวีป) และนิวเคลียร์ได้อย่างประสบความสำเร็จแล้ว?
สไนเดอร์: ผมเชื่อว่ามีการรับรู้รับทราบกันอย่างกว้างขวางทีเดียวว่า หากวงจรแห่งการยั่วยุและการแสดงปฏิกิริยาตอบโต้กันและกันระหว่างสหรัฐฯกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เรียกย่อๆ ว่า สปปก. ชื่อประเทศอย่างเป็นทางการของเกาหลีเหนือ) ในปัจจุบัน ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ไม่เลิกราแล้ว มันก็ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ที่จะเกิดการคาดคำนวณอย่างผิดพลาดขึ้นมาซึ่งอาจนำไปสู่สงคราม ดังนั้นจึงถือเป็นผลประโยชน์ของทุกๆ ฝ่าย ที่จะต้องมีการสูดลมหายใจให้ลึกๆ แล้วจัดตั้งกรอบโครงสำหรับการบริหารจัดการสถานการณ์ขึ้นมา
เกาหลีใต้ ซึ่งมักถูกมองข้ามอยู่บ่อยครั้งทีเดียวในสงครามน้ำลายระหว่างสหรัฐฯกับเกาหลีเหนือนั้น เป็นผู้ที่มีผลประโยชน์มากเป็นพิเศษในการหาทางหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการขัดแย้งต่อสู้กันอย่างไม่จำเป็นขึ้นมา เมื่อมองกันในแง่มุมนี้แล้ว ผมเห็นด้วยกับรองเลขาธิการสหประชาชาติ (เจฟฟรีย์) เฟลต์แมน (UN Undersecretary Jeffrey Feltman) ซึ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องจัดตั้งช่องทางการติดต่อสื่อสารอันทรงประสิทธิภาพขึ้นมา โดยถือเป็นก้าวเดินแรกที่จำเป็นในการมุ่งไปสู่การลดทอนความเสี่ยงของการเกิดสงคราม สืบเนื่องจากการคาดคำนวณอย่างผิดพลาด
เอเชียไทมส์: ถ้าหากการทำความตกลงกันเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดสามารถที่จะเกิดขึ้นมาได้จริงๆ แล้ว มันจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร?
สไนเดอร์: สปปก. นั้นเรียกร้องมานานแล้วให้สหรัฐฯลดทอนความเป็นปรปักษ์ที่มีต่อเกาหลีเหนือ แต่ในเวลาเดียวกันพวกเขากลับกำลังเดินหน้าแสดงพฤติการณ์ก้าวร้าวต่างๆ ตามอำเภอใจซึ่งเห็นชัดเจนว่ามีเจตนาพุ่งเป้าไปที่สหรัฐฯ การเสาะแสวงหาการผ่อนคลายความตึงเครียดใด ๆ ก็ตามที จะต้องเกี่ยวข้องกับการร่วมกันลดทอนความเป็นปรปักษ์ระหว่างกัน แต่ว่าประเด็นปัญหาเรื่องนิวเคลียร์ยังคงถือเป็นอุปสรรคขัดขวางสำคัญในระดับพื้นฐานประการหนึ่ง โดยที่ทั้งสองฝ่ายยังคงมีจุดยืนที่ตรงกันข้ามกันอย่างห่างไกลทีเดียวในประเด็นปัญหานี้
ด้วยเหตุนี้ จึงมีความเป็นไปได้มากที่สุดที่การเสาะแสวงหาทางผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างกัน จะครอบคลุมถึงการทำความตกลงกันที่จะไม่เห็นพ้องกันในเรื่องเกี่ยวกับกระบวนการปลดอาวุธนิวเคลียร์ (ในคาบสมุทรเกาหลี) แต่พร้อมกันนั้นก็ระบุพื้นที่ต่างๆ ซึ่งอาจมีความเป็นไปได้ที่จะก้าวเดินเพื่อลดความตึงเครียดร่วมกัน โดยพื้นที่ซึ่งมีโอกาสความเป็นไปได้สูงที่สุดสำหรับการเจรจาหารือกันนั้น จะเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการผ่อนคลายความตึงเครียดต่างๆ ตามแบบแผนในคาบสมุทรเกาหลี ทั้งนี้ในทางปฏิบัติแล้ว บรรยากาศที่ถูกต้องสำหรับทำการเจรจาหารือกันในลักษณะดังกล่าวขึ้นมา ย่อมจะต้องครอบคลุมถึงการที่ สปปก. มีความมุ่งมั่นผูกพันที่จะแสดงให้เห็นความยับยั้งชั่งใจในเรื่องการทดสอบนิวเคลียร์และขีปนาวุธ
เอเชียไทมส์: ข้อเสนอของฝ่ายจีน/ฝ่ายรัสเซียที่สนับสนุนให้ใช้มาตรการ “การระงับเอาไว้ก่อน แลกเปลี่ยนกับ การระงับเอาไว้ก่อน” (freeze for freeze หมายถึงสหรัฐฯกับเกาหลีใต้ระงับการซ้อมรบร่วมกันที่ทำกันเป็นประจำทุกปี ส่วนเกาหลีเหนือก็ระงับการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ -ผู้แปล) สามารถที่จะนำมาใช้ในการเริ่มต้นการเจรจาหารือระหว่างสหรัฐฯและเหล่าชาติพันธมิตรของตนกับเกาหลีเหนือ เพื่อไปสู่ข้อตกลงผ่อนคลายความตึงเครียดได้ไหม?
สไนเดอร์: ผมมองไม่เห็นเลยว่ามีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯจะยอมรับข้อเสนอ “การระงับเอาไว้ก่อน แลกเปลี่ยนกับ การระงับเอาไว้ก่อน” เช่นนี้ ส่วนฝ่ายเกาหลีเหนือเองก็ดูเหมือนถอยห่างออกจากข้อเสนอเช่นนี้เหมือนกัน ถึงแม้มีข้อเท็จจริงอยู่ว่าข้อเสนอนี้เป็นสิ่งที่แตกหน่อออกมาจากข้อเสนออันหนึ่งซึ่งแรกเริ่มเดิมทีปล่อยออกมาโดยฝ่ายเกาหลีเหนือ
เอเชียไทมส์: สหรัฐฯจะยินยอมเห็นพ้องรับรองเกาหลีเหนือว่าเป็นรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์หรือไม่?
สไนเดอร์: สหรัฐฯจะไม่มีทางรับรองอย่างเป็นทางการว่าเกาหลีเหนือเป็นรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ เนื่องจากการรับรองดังกล่าวจะเป็นการบ่อนทำลายสนธิสัญญาไม่แพร่กระจายอาวุธ (Nonproliferation Treaty) และบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของฝ่ายเกาหลีใต้ที่มีต่อคำมั่นสัญญาของสหรัฐฯซึ่งบอกว่าได้ขยายการป้องปรามออกไปเพื่อจะได้พิทักษ์ปกป้องเกาหลีใต้ จากสมรรถนะทางนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ
เอเชียไทมส์: เมื่อพิจารณาจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา และจากการที่เกาหลีเหนือแสดงให้เห็นถึงความไม่สามารถคาดการณ์พยากรณ์ได้ของพวกเขาในเวลาทำการเจรจาเกี่ยวกับประเด็นปัญหาอาวุธนิวเคลียร์ อย่างนี้แล้วยังสามารถที่จะไว้เนื้อเชื่อใจเปียงยางอีกหรือว่า จะเคารพปฏิบัติตามข้อตกลงผ่อนคลายความตึงเครียดที่พวกเขาจะทำกับสหรัฐฯและชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ?
สไนเดอร์:การที่ข้อตกลงเช่นนี้จะสามารถเกิดขึ้นมาได้นั้น มันไม่ได้อิงอยู่กับความไว้เนื้อเชื่อใจหรอก แต่อิงอยู่กับการบรรจบกันของผลประโยชน์ต่างๆ ซึ่งเอื้ออำนวยให้เกิดพื้นฐานสำหรับการยับยั้งชั่งใจตนเอง ตลอดจนเอื้ออำนวยให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันอันสามารถจับต้องได้ขึ้นมาจากการลดความตึงเครียด ไม่เช่นนั้นแล้ว ข้อตกลงเช่นนี้ก็ไม่น่าที่จะสามารถมีความยั่งยืนได้
เอเชียไทมส์: คุณมองว่ามีปัญหาความท้าทายในระยะยาวอะไรบ้าง ถ้าหากเกาหลีเหนือกับสหรัฐฯจะทำความตกลงผ่อนคลายความตึงเครียดกัน?
สไนเดอร์: ความเสี่ยงของการทำข้อตกลงผ่อนคลายความตึงเครียดได้สำเร็จหรือไม่นั้น อยู่ตรงที่ความสามารถของทั้งสองฝ่ายในการระบุผลประโยชน์ร่วมกันที่สามารถจำแนกออกมาได้อย่างเจาะจง และในการปฏิบัติให้เป็นไปตามผลประโยชน์ร่วมดังกล่าว ถึงแม้ว่ามีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนานในเรื่องความเป็นปรปักษ์ระหว่างกัน สำหรับความเสี่ยงที่จะทำให้รักษาข้อตกลงผ่อนคลายความตึงเครียดให้คงอยู่อย่างยั่งยืนไม่ได้นั้น อยู่ตรงความเป็นไปได้ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจจะได้ประโยชน์อย่างไม่ได้สัดส่วนกันจากประโยชน์ต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่การหยุดพักชั่วคราวกัน แล้วฝ่ายนี้จึงตัดสินใจที่จะรวบเอาผลประโยชน์เหล่านี้เข้ากระเป๋าด้วยการรื้อฟื้นความเป็นปรปักษ์กันขึ้นมาใหม่ และด้วยการทำให้เกิดสถานะเดิมอันใหม่ซึ่งจะเป็นที่นิยมยอมรับกันได้มากขึ้น
เอเชียไทมส์: สงครามในคาบสมุทรเกาหลี ยังมีความเป็นไปได้ไหมที่จะเกิดขึ้นมา?
สไนเดอร์: คาบสมุทรเกาหลีนั้นยังคงอยู่ในสถานะสงครามอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา ถึงแม้มีการยุติความเป็นปรปักษ์กันมาอย่างยาวนานแล้วก็ตามที เมื่อมองกันในแง่มุมนี้ การสู้รบขัดแย้งของชาวเกาหลีคือการสู้รบขัดแย้งที่กำลังถูกแช่แข็งเอาไว้
ถ้าหากที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯมองเห็นว่าความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามในคาบสมุทรเกาหลีกำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นรายวันทีเดียว มันก็เป็นสิ่งสมเหตุสมผลที่จะสรุปว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดการสู้รบขัดแย้งทางทหารขึ้นมาใหม่ในคาบสมุทรเกาหลีไม่เพียงแต่น่าที่จะเกิดขึ้นมาเท่านั้น หากแต่ความเสี่ยงกำลังเพิ่มขึ้นทุกทีด้วย ความไร้เสถียรภาพในคาบสมุทรเกาหลีนั้นยังคงเนื่องมากจากสภาวะอสมมาตรในอำนาจระหว่างสหรัฐฯกับเกาหลีเหนือ
อันตราย (ที่อาจจะทำให้เกิดสงครามขึ้นมาได้) ในปัจจุบัน อยู่ตรงที่ว่าเกาหลีเหนืออาจจะประเมินสูงเกินไปเกี่ยวกับความสามารถของตนในการครอบครองสมรรถนะทางนิวเคลียร์และขีปนาวุธเพื่ออุดช่วงห่างทางอำนาจระหว่างประเทศทั้งสอง ขณะเดียวกันสหรัฐฯก็อาจจะคาดคำนวณผิดพลาดเกี่ยวกับความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ของฝ่ายเกาหลีเหนือ
ดั๊ก สึรุโอกะ เป็นเป็นบรรณาธิการประจำกองบรรณาธิการ (Editor-at-Large) ของเอเชียไทมส์
หมายเหตุผู้แปล
[1] เรื่องที่เกาหลีเหนือแสดงท่าทีเป็นนัยๆ อย่างกำกวมว่าอาจยอมเดินเข้าสู่โต๊ะเจรจากับสหรัฐฯและพันธมิตร เนื่องจากเวลานี้ตนเองสามารถพัฒนาอำนาจป้องปรามทางนิวเคลียร์ที่มีความน่าเชื่อถือขึ้นมาแล้ว ปรากฏอยู่ในบทความของนักวิเคราะห์ชาวรัสเซียผู้หนึ่งซึ่งได้พบปะพูดจากับพวกเจ้าหน้าที่โสมแดงเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเอเชียไทมส์ก็ได้รายงานสรุปบทความชิ้นนี้เอาไว้ (http://www.atimes.com/article/diplomacy-still-chance-n-korea-russian-analyst/) ผู้แปลจึงขอเก็บความเป็นภาษาไทยนำมาเสนอเอาไว้ในที่นี้:
ยังมีโอกาสใช้การทูตแก้ปัญหากับเกาหลีเหนือ – นักวิเคราะห์รัสเซียที่ได้พูดจากับพวก จนท.โสมแดงเมื่อเร็วๆ นี้ระบุ
โดย กองบรรณาธิการเอเชียไทมส์
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)
Diplomacy still has chance with N. Korea: Russian analyst
Recently talked with North's officials
By Asia Times staff
15/12/2017
นักวิเคราะห์ชาวรัสเซียผู้หนึ่งบอกว่า จากที่เขาได้สัมภาษณ์พวกเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านนโยบายการต่างประเทศตลอดจนพวกผู้เชี่ยวชาญของเปียงยางเมื่อเร็วๆ นี้ บ่งชี้ให้เห็นว่ายังคงมีโอกาสที่การทูตจะสามารถนำมาใช้แก้ไขความขัดแย้งซึ่งเกิดขึ้นจากโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธนำวิถีของโสมแดง
“การประกาศล่าสุดของเปียงยางที่ว่าพวกเขาสร้างกำลังทางนิวเคลียร์ของพวกเขาได้อย่างสมบูรณ์แล้ว (ซึ่งเห็นชัดเจนว่าเป็นการพูดก่อนที่มันจะเป็นจริง) คือสัญญาณแสดงให้เห็นความพรักพร้อมของพวกเขาในการเข้าสู่การสนทนาหารือ การฉวยประโยชน์จากโอกาสที่จะปรากฏออกมาเพียงครู่เดียวนี้ จำเป็นที่จะต้องได้การนำซึ่งเข้มแข็งกว่าที่เป็นอยู่จากสหรัฐฯ และความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นจากฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสำคัญรายอื่นๆ” จอร์จี โตลารายา (Georgy Toloraya) ผู้อำนวยการโครงการเกาหลี (Korean Programs) ณ สถาบันเศรษฐกิจ (Institute of Economy) แห่งบัณฑิตสถานทางวิทยาศาสตร์รัสเซีย (Russian Academy of Science) (ดูโปรไฟล์ของเขาเพิ่มเติมได้ที่ http://www.38north.org/author/georgy-toloraya/) กล่าวเช่นนี้ในบทความชิ้นหนึ่งซึ่งโพสต์อยู่บน 38 นอร์ท (38 North) เว็บไซต์ว่าด้วยกิจการเกาหลีเหนือที่เป็นที่ยกย่องเชื่อถือ (ดูบทความนี้ได้ที่ http://www.38north.org/2017/12/gtoloraya121317/)
การประเมินของโตโลรายาปรากฏออกมาหลังจากที่ก่อนหน้านั้นในสัปดาห์เดียวกัน รัฐมนตรีต่างประเทศ เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน ของสหรัฐฯ ได้เสนอที่จะเริ่มต้นทำการเจรจากับเปียงยางโดยไม่มีการตั้งเงื่อนไขล่วงหน้า ส่วนผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จองอึน ก็ประกาศในการประชุมของฝ่ายโสมแดงครั้งหนึ่งเมื่อวันอังคาร 12 ธ.ค. ว่า โครงการนิวเคลียร์ของประเทศของเขาเวลานี้ “สมบูรณ์แล้ว” (ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.atimes.com/article/kim-declares-n-koreas-nuke-weapons-program-complete)
ในบทความของเขา โตโลรายาชี้ว่า พวกเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือได้เน้นย้ำถึงเป้าหมายนโยบายตามมาตรฐานของพวกเขา ที่ต้องการจะบรรลุถึง “ความเสมอภาคทางยุทธศาสตร์” กับสหรัฐฯ ด้วยการสร้างการป้องปรามทางนิวเคลียร์ที่น่าเชื่อถือขึ้นมา และบีบบังคับให้พวกปรปักษ์ทั้งหลายต้องยอมทำสนธิสัญญาสันติภาพกับฝ่ายเกาหลีเหนือ พวกเขายังต้องการให้สหรัฐฯและเหล่าชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ “รับรองอธิปไตยและเอกราชของ สปปก. (DPRK ย่อมาจาก Democratic People's Republic of Korea สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี – ชื่อประเทศอย่างเป็นทางการของเกาหลีเหนือ) , รวมทั้งให้หลักประกันต่างๆ ทางความมั่นคงเพื่อให้ประเทศนี้สามารถดำเนินการพัฒนาทางเศรษฐกิจต่อไปได้” นักวิเคราะห์ชาวรัสเซียผู้นี้บอก
การปลดอาวุธนิวเคลียร์เป็นเรื่องซึ่งเป็นไปได้
“ทั้งหมด (ที่ฝ่ายเกาหลีเหนือเรียกร้อง) นี้ เป็นการเรียกค่าตอบแทนตามมาตรฐาน” โตโลรายากล่าวต่อไปในบทความของเขา “ทว่าเมื่อผมถามว่าการดำเนินกระบวนการปลดอาวุธนิวเคลียร์จะยังมีความเป็นไปได้หรือไม่ ถ้าหากสหรัฐฯยินยอมยุติ “นโยบายเป็นศัตรู” ของพวกเขา ชาวเกาหลีเหนือเหล่านี้ตอบว่า โดยหลักการแล้ว พวกเขาไม่ได้ต่อต้านการจัดตั้ง “เขตปลอดนิวเคลียร์” ขึ้นภายในและรอบๆ เกาหลี พวกเขาเน้นย้ำว่าในช่วงก่อนหน้าต้นทศวรรษ 2000 นั้น ประเทศของพวกเขาเป็นประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งไม่ได้ครอบครองเป็นเจ้าของอาวุธนิวเคลียร์หรือไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ติดตั้งประจำการอยู่ และจากการที่เวลานี้พวกเขากำลังบรรลุความเสมอภาคทางนิวเคลียร์กับฝ่ายอื่นๆ แล้วเช่นนี้ การลดอาวุธลงไปอย่างสมดุลกันและการปลดอาวุธนิวเคลียร์ออกไปจากทั่วทั้งอาณาบริเวณนี้ในท้ายที่สุดก็ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้”
โตโลรายากล่าวว่า ทั้งหมดนี้สามารถที่จะสร้าง “กรอบโครงของการพูดจาสนทนากันที่เป็นไปได้” ระหว่างวอชิงตันกับเปียงยางขึ้นมา
“เมื่อพิจารณาใคร่ครวญทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว คาบสมุทรเกาหลีที่มีนิวเคลียร์แต่มีสันติภาพ ย่อมเป็นผลลัพธ์ที่ดีกว่าการมีเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งย่อยยับเนื่องจากสงคราม” นักวิเคราะห์ผู้นี้บอก “ความจำเป็นที่จะต้องยอมรับว่านโยบายของสหรัฐฯต่อโปรแกรมนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือได้ประสบความล้มเหลว อาจจะเป็นเรื่องยากลำบากแก่การกล้ำกลืนฝืนทน ทว่ามันก็มีความจำเป็นที่จะต้องจัดทำทางเลือกต่างๆ เชิงนโยบายซึ่งสอดคล้องกับความเป็นจริงมากกว่าที่เป็นอยู่ (ซึ่งก็โชคร้ายที่ว่าทางเลือกเชิงนโยบายทางเลือกหนึ่งที่สอดคล้องกับความเป็นจริงมากกว่า คือ การใช้ชีวิตอยู่เคียงข้างกับเกาหลีเหนือที่มีอาวุธนิวเคลียร์) มีแต่การแสดงความเป็นผู้นำของฝ่ายอเมริกันเท่านั้นซึ่งจะทำให้สามารถหลีกเลี่ยงจากสงคราม และนำไปสู่หนทางแก้ไขทางการทูตได้”
What would ‘detente’ with North Korea look like?
By Doug Tsuruoka
15/12/2017
สกอตต์ เอ. สไนเดอร์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเกาหลีแห่งสภาว่าด้วยความสัมพันธ์ต่างประเทศ บอกว่า การที่สหรัฐฯกับเกาหลีเหนือจะผ่อนคลายความตึงเครียดที่มีอยู่ระหว่างกัน เป็นสิ่งที่มีความเป็นไปได้ ทว่าอุปสรรคสำคัญๆ ที่คอยขวางกั้นก็ยังมีอยู่เยอะ
“การผ่อนคลายความตึงเครียด” (detente) ระหว่างเกาหลีเหนือกับสหรัฐฯยังคงมีความเป็นไปได้หรือไม่เมื่อพิจารณาจากวิกฤตการณ์นิวเคลียร์ที่กำลังปะทุขึ้นมาในเวลานี้ และถ้าหากเป็นไปได้จริงๆ แล้ว การตกลงกันดังกล่าวน่าจะมีรูปร่างลักษณะอย่างไร?
รัฐมนตรีต่างประเทศ เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน ของสหรัฐฯ แถลงเอาไว้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า วอชิงตันมีความปรารถนาที่จะพูดจากับเปียงยางโดยไม่มีการกำหนดเงื่อนไขล่วงหน้าใดๆ (ถึงแม้ในเวลาต่อมาเขาจะไม่ได้ยืนยันคำกล่าวนี้แล้ว) ส่วนเกาหลีเหนือก็แสดงท่าทีเป็นนัยๆ อย่างกำกวมว่าตนเองอาจจะเดินเข้าสู่โต๊ะเจรจาก็ได้ในเมื่อเวลานี้ตนสามารถที่จะพัฒนาอำนาจป้องปรามทางนิวเคลียร์ที่มีความน่าเชื่อถือขึ้นมาแล้ว (ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.atimes.com/article/diplomacy-still-chance-n-korea-russian-analyst/)[1]
คณะบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยินยอมที่จะรับรองเอกราชและอธิปไตยของเกาหลีเหนือหรือไม่ พร้อมๆ กับเสนอหลักประกันอื่นๆ อันเวลานี้ยังไม่มีการระบุเจาะจงชัดเจน เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่เปียงยางจะโอนอ่อนในเรื่องอาวุธนิวเคลียร์?
สกอตต์ เอ. สไนเดอร์ (Scott A. Snyder ดูประวัติย่อของเขาได้ที่ https://www.cfr.org/experts/scott-snyder) นักวิจัยอาวุโสและผู้อำนวยการของโครงการนโยบายสหรัฐฯ-เกาหลี (US-Korea policy program) สภาว่าด้วยความสัมพันธ์ต่างประเทศ (Council on Foreign Relations) ซึ่งตั้งฐานอยู่ที่นิวยอร์ก บอกกับเอเชียไทมส์ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ว่า โอกาสที่จะเกิดการผ่อนคลายความตึงเครียดขึ้นมาได้หรือไม่นั้นยังคงไร้ความแน่นอนชัดเจน แต่เขาก็อมงว่าภาพสมมุติสถานการณ์ที่ดูเป็นไปได้มากที่สุดก็คือ การที่คู่ปรปักษ์ทั้ง 2 ฝ่าย “ทำความตกลงกันที่จะไม่เห็นพ้องต้องกัน” เกี่ยวกับกระบวนการปลดอาวุธนิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลี ขณะเดียวกันก็หันไปลดความตึงเครียดตามแบบแผนในประเด็นปัญหาอื่นๆ อย่างเช่น การฝึกร่วมทางทหารระหว่างสหรัฐฯกับเกาหลีใต้
สไนเดอร์ ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง South Korea at the Crossroads: Autonomy and Alliance in an Era of Rival Powers เห็นว่า การมีปฏิสัมพันธ์ในทางการทูตกันแบบค่อยๆ พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ เช่นนี้ อาจสามารถนำไปสู่การผ่อนคลายความตึงเครียดในขอบเขตกว้างขวางยิ่งขึ้นได้ในอนาคต
การที่ฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของเกาหลีใต้ จะต้องมุ่งรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง ด้วยการพยายามหาทางหลีกเลี่ยงไม่ให้มีการเดินหน้าเข้าสู่ความวิบัติหายนะแห่งสงคราม นี่แหละจะกลายเป็นปัจจัยอันสำคัญมากซึ่งทำให้มีการเสาะแสวงหาหนทางแก้ไขปัญหาที่ดำรงอยู่ แต่กระนั้นสไนเดอร์เตือนว่า การที่เกาหลีเหนือเอาแต่ยืนกรานแข็งกร้าวในเรื่องการพัฒนา “นุก” และการเข้าครอบครอง “นุก” ยังถือว่าเป็นอุปสรรคขัดขวางสำคัญในระดับพื้นฐานประการหนึ่ง ขณะเดียวกัน ยังคงมีความเป็นไปได้อย่างชัดเจนทีเดียวที่จะเกิดสงครามขึ้นมา สืบเนื่องจากฝ่ายต่างๆ เกิดความผิดพลาดในการคาดคำนวณสถานการณ์
เอเชียไทมส์: มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่สหรัฐฯและเหล่าชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ จะทำความตกลงเพื่อ “การผ่อนคลายลดความตึงเครียด” กับเกาหลีเหนือ เมื่อพิจารณาจากการที่โสมแดงมีความก้าวหน้าในการทดสอบไอซีบีเอ็ม (ขีปนาวุธข้ามทวีป) และนิวเคลียร์ได้อย่างประสบความสำเร็จแล้ว?
สไนเดอร์: ผมเชื่อว่ามีการรับรู้รับทราบกันอย่างกว้างขวางทีเดียวว่า หากวงจรแห่งการยั่วยุและการแสดงปฏิกิริยาตอบโต้กันและกันระหว่างสหรัฐฯกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เรียกย่อๆ ว่า สปปก. ชื่อประเทศอย่างเป็นทางการของเกาหลีเหนือ) ในปัจจุบัน ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ไม่เลิกราแล้ว มันก็ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ที่จะเกิดการคาดคำนวณอย่างผิดพลาดขึ้นมาซึ่งอาจนำไปสู่สงคราม ดังนั้นจึงถือเป็นผลประโยชน์ของทุกๆ ฝ่าย ที่จะต้องมีการสูดลมหายใจให้ลึกๆ แล้วจัดตั้งกรอบโครงสำหรับการบริหารจัดการสถานการณ์ขึ้นมา
เกาหลีใต้ ซึ่งมักถูกมองข้ามอยู่บ่อยครั้งทีเดียวในสงครามน้ำลายระหว่างสหรัฐฯกับเกาหลีเหนือนั้น เป็นผู้ที่มีผลประโยชน์มากเป็นพิเศษในการหาทางหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการขัดแย้งต่อสู้กันอย่างไม่จำเป็นขึ้นมา เมื่อมองกันในแง่มุมนี้แล้ว ผมเห็นด้วยกับรองเลขาธิการสหประชาชาติ (เจฟฟรีย์) เฟลต์แมน (UN Undersecretary Jeffrey Feltman) ซึ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องจัดตั้งช่องทางการติดต่อสื่อสารอันทรงประสิทธิภาพขึ้นมา โดยถือเป็นก้าวเดินแรกที่จำเป็นในการมุ่งไปสู่การลดทอนความเสี่ยงของการเกิดสงคราม สืบเนื่องจากการคาดคำนวณอย่างผิดพลาด
เอเชียไทมส์: ถ้าหากการทำความตกลงกันเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดสามารถที่จะเกิดขึ้นมาได้จริงๆ แล้ว มันจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร?
สไนเดอร์: สปปก. นั้นเรียกร้องมานานแล้วให้สหรัฐฯลดทอนความเป็นปรปักษ์ที่มีต่อเกาหลีเหนือ แต่ในเวลาเดียวกันพวกเขากลับกำลังเดินหน้าแสดงพฤติการณ์ก้าวร้าวต่างๆ ตามอำเภอใจซึ่งเห็นชัดเจนว่ามีเจตนาพุ่งเป้าไปที่สหรัฐฯ การเสาะแสวงหาการผ่อนคลายความตึงเครียดใด ๆ ก็ตามที จะต้องเกี่ยวข้องกับการร่วมกันลดทอนความเป็นปรปักษ์ระหว่างกัน แต่ว่าประเด็นปัญหาเรื่องนิวเคลียร์ยังคงถือเป็นอุปสรรคขัดขวางสำคัญในระดับพื้นฐานประการหนึ่ง โดยที่ทั้งสองฝ่ายยังคงมีจุดยืนที่ตรงกันข้ามกันอย่างห่างไกลทีเดียวในประเด็นปัญหานี้
ด้วยเหตุนี้ จึงมีความเป็นไปได้มากที่สุดที่การเสาะแสวงหาทางผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างกัน จะครอบคลุมถึงการทำความตกลงกันที่จะไม่เห็นพ้องกันในเรื่องเกี่ยวกับกระบวนการปลดอาวุธนิวเคลียร์ (ในคาบสมุทรเกาหลี) แต่พร้อมกันนั้นก็ระบุพื้นที่ต่างๆ ซึ่งอาจมีความเป็นไปได้ที่จะก้าวเดินเพื่อลดความตึงเครียดร่วมกัน โดยพื้นที่ซึ่งมีโอกาสความเป็นไปได้สูงที่สุดสำหรับการเจรจาหารือกันนั้น จะเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการผ่อนคลายความตึงเครียดต่างๆ ตามแบบแผนในคาบสมุทรเกาหลี ทั้งนี้ในทางปฏิบัติแล้ว บรรยากาศที่ถูกต้องสำหรับทำการเจรจาหารือกันในลักษณะดังกล่าวขึ้นมา ย่อมจะต้องครอบคลุมถึงการที่ สปปก. มีความมุ่งมั่นผูกพันที่จะแสดงให้เห็นความยับยั้งชั่งใจในเรื่องการทดสอบนิวเคลียร์และขีปนาวุธ
เอเชียไทมส์: ข้อเสนอของฝ่ายจีน/ฝ่ายรัสเซียที่สนับสนุนให้ใช้มาตรการ “การระงับเอาไว้ก่อน แลกเปลี่ยนกับ การระงับเอาไว้ก่อน” (freeze for freeze หมายถึงสหรัฐฯกับเกาหลีใต้ระงับการซ้อมรบร่วมกันที่ทำกันเป็นประจำทุกปี ส่วนเกาหลีเหนือก็ระงับการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ -ผู้แปล) สามารถที่จะนำมาใช้ในการเริ่มต้นการเจรจาหารือระหว่างสหรัฐฯและเหล่าชาติพันธมิตรของตนกับเกาหลีเหนือ เพื่อไปสู่ข้อตกลงผ่อนคลายความตึงเครียดได้ไหม?
สไนเดอร์: ผมมองไม่เห็นเลยว่ามีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯจะยอมรับข้อเสนอ “การระงับเอาไว้ก่อน แลกเปลี่ยนกับ การระงับเอาไว้ก่อน” เช่นนี้ ส่วนฝ่ายเกาหลีเหนือเองก็ดูเหมือนถอยห่างออกจากข้อเสนอเช่นนี้เหมือนกัน ถึงแม้มีข้อเท็จจริงอยู่ว่าข้อเสนอนี้เป็นสิ่งที่แตกหน่อออกมาจากข้อเสนออันหนึ่งซึ่งแรกเริ่มเดิมทีปล่อยออกมาโดยฝ่ายเกาหลีเหนือ
เอเชียไทมส์: สหรัฐฯจะยินยอมเห็นพ้องรับรองเกาหลีเหนือว่าเป็นรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์หรือไม่?
สไนเดอร์: สหรัฐฯจะไม่มีทางรับรองอย่างเป็นทางการว่าเกาหลีเหนือเป็นรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ เนื่องจากการรับรองดังกล่าวจะเป็นการบ่อนทำลายสนธิสัญญาไม่แพร่กระจายอาวุธ (Nonproliferation Treaty) และบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของฝ่ายเกาหลีใต้ที่มีต่อคำมั่นสัญญาของสหรัฐฯซึ่งบอกว่าได้ขยายการป้องปรามออกไปเพื่อจะได้พิทักษ์ปกป้องเกาหลีใต้ จากสมรรถนะทางนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ
เอเชียไทมส์: เมื่อพิจารณาจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา และจากการที่เกาหลีเหนือแสดงให้เห็นถึงความไม่สามารถคาดการณ์พยากรณ์ได้ของพวกเขาในเวลาทำการเจรจาเกี่ยวกับประเด็นปัญหาอาวุธนิวเคลียร์ อย่างนี้แล้วยังสามารถที่จะไว้เนื้อเชื่อใจเปียงยางอีกหรือว่า จะเคารพปฏิบัติตามข้อตกลงผ่อนคลายความตึงเครียดที่พวกเขาจะทำกับสหรัฐฯและชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ?
สไนเดอร์:การที่ข้อตกลงเช่นนี้จะสามารถเกิดขึ้นมาได้นั้น มันไม่ได้อิงอยู่กับความไว้เนื้อเชื่อใจหรอก แต่อิงอยู่กับการบรรจบกันของผลประโยชน์ต่างๆ ซึ่งเอื้ออำนวยให้เกิดพื้นฐานสำหรับการยับยั้งชั่งใจตนเอง ตลอดจนเอื้ออำนวยให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันอันสามารถจับต้องได้ขึ้นมาจากการลดความตึงเครียด ไม่เช่นนั้นแล้ว ข้อตกลงเช่นนี้ก็ไม่น่าที่จะสามารถมีความยั่งยืนได้
เอเชียไทมส์: คุณมองว่ามีปัญหาความท้าทายในระยะยาวอะไรบ้าง ถ้าหากเกาหลีเหนือกับสหรัฐฯจะทำความตกลงผ่อนคลายความตึงเครียดกัน?
สไนเดอร์: ความเสี่ยงของการทำข้อตกลงผ่อนคลายความตึงเครียดได้สำเร็จหรือไม่นั้น อยู่ตรงที่ความสามารถของทั้งสองฝ่ายในการระบุผลประโยชน์ร่วมกันที่สามารถจำแนกออกมาได้อย่างเจาะจง และในการปฏิบัติให้เป็นไปตามผลประโยชน์ร่วมดังกล่าว ถึงแม้ว่ามีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนานในเรื่องความเป็นปรปักษ์ระหว่างกัน สำหรับความเสี่ยงที่จะทำให้รักษาข้อตกลงผ่อนคลายความตึงเครียดให้คงอยู่อย่างยั่งยืนไม่ได้นั้น อยู่ตรงความเป็นไปได้ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจจะได้ประโยชน์อย่างไม่ได้สัดส่วนกันจากประโยชน์ต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่การหยุดพักชั่วคราวกัน แล้วฝ่ายนี้จึงตัดสินใจที่จะรวบเอาผลประโยชน์เหล่านี้เข้ากระเป๋าด้วยการรื้อฟื้นความเป็นปรปักษ์กันขึ้นมาใหม่ และด้วยการทำให้เกิดสถานะเดิมอันใหม่ซึ่งจะเป็นที่นิยมยอมรับกันได้มากขึ้น
เอเชียไทมส์: สงครามในคาบสมุทรเกาหลี ยังมีความเป็นไปได้ไหมที่จะเกิดขึ้นมา?
สไนเดอร์: คาบสมุทรเกาหลีนั้นยังคงอยู่ในสถานะสงครามอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา ถึงแม้มีการยุติความเป็นปรปักษ์กันมาอย่างยาวนานแล้วก็ตามที เมื่อมองกันในแง่มุมนี้ การสู้รบขัดแย้งของชาวเกาหลีคือการสู้รบขัดแย้งที่กำลังถูกแช่แข็งเอาไว้
ถ้าหากที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯมองเห็นว่าความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามในคาบสมุทรเกาหลีกำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นรายวันทีเดียว มันก็เป็นสิ่งสมเหตุสมผลที่จะสรุปว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดการสู้รบขัดแย้งทางทหารขึ้นมาใหม่ในคาบสมุทรเกาหลีไม่เพียงแต่น่าที่จะเกิดขึ้นมาเท่านั้น หากแต่ความเสี่ยงกำลังเพิ่มขึ้นทุกทีด้วย ความไร้เสถียรภาพในคาบสมุทรเกาหลีนั้นยังคงเนื่องมากจากสภาวะอสมมาตรในอำนาจระหว่างสหรัฐฯกับเกาหลีเหนือ
อันตราย (ที่อาจจะทำให้เกิดสงครามขึ้นมาได้) ในปัจจุบัน อยู่ตรงที่ว่าเกาหลีเหนืออาจจะประเมินสูงเกินไปเกี่ยวกับความสามารถของตนในการครอบครองสมรรถนะทางนิวเคลียร์และขีปนาวุธเพื่ออุดช่วงห่างทางอำนาจระหว่างประเทศทั้งสอง ขณะเดียวกันสหรัฐฯก็อาจจะคาดคำนวณผิดพลาดเกี่ยวกับความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ของฝ่ายเกาหลีเหนือ
ดั๊ก สึรุโอกะ เป็นเป็นบรรณาธิการประจำกองบรรณาธิการ (Editor-at-Large) ของเอเชียไทมส์
หมายเหตุผู้แปล
[1] เรื่องที่เกาหลีเหนือแสดงท่าทีเป็นนัยๆ อย่างกำกวมว่าอาจยอมเดินเข้าสู่โต๊ะเจรจากับสหรัฐฯและพันธมิตร เนื่องจากเวลานี้ตนเองสามารถพัฒนาอำนาจป้องปรามทางนิวเคลียร์ที่มีความน่าเชื่อถือขึ้นมาแล้ว ปรากฏอยู่ในบทความของนักวิเคราะห์ชาวรัสเซียผู้หนึ่งซึ่งได้พบปะพูดจากับพวกเจ้าหน้าที่โสมแดงเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเอเชียไทมส์ก็ได้รายงานสรุปบทความชิ้นนี้เอาไว้ (http://www.atimes.com/article/diplomacy-still-chance-n-korea-russian-analyst/) ผู้แปลจึงขอเก็บความเป็นภาษาไทยนำมาเสนอเอาไว้ในที่นี้:
ยังมีโอกาสใช้การทูตแก้ปัญหากับเกาหลีเหนือ – นักวิเคราะห์รัสเซียที่ได้พูดจากับพวก จนท.โสมแดงเมื่อเร็วๆ นี้ระบุ
โดย กองบรรณาธิการเอเชียไทมส์
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)
Diplomacy still has chance with N. Korea: Russian analyst
Recently talked with North's officials
By Asia Times staff
15/12/2017
นักวิเคราะห์ชาวรัสเซียผู้หนึ่งบอกว่า จากที่เขาได้สัมภาษณ์พวกเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านนโยบายการต่างประเทศตลอดจนพวกผู้เชี่ยวชาญของเปียงยางเมื่อเร็วๆ นี้ บ่งชี้ให้เห็นว่ายังคงมีโอกาสที่การทูตจะสามารถนำมาใช้แก้ไขความขัดแย้งซึ่งเกิดขึ้นจากโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธนำวิถีของโสมแดง
“การประกาศล่าสุดของเปียงยางที่ว่าพวกเขาสร้างกำลังทางนิวเคลียร์ของพวกเขาได้อย่างสมบูรณ์แล้ว (ซึ่งเห็นชัดเจนว่าเป็นการพูดก่อนที่มันจะเป็นจริง) คือสัญญาณแสดงให้เห็นความพรักพร้อมของพวกเขาในการเข้าสู่การสนทนาหารือ การฉวยประโยชน์จากโอกาสที่จะปรากฏออกมาเพียงครู่เดียวนี้ จำเป็นที่จะต้องได้การนำซึ่งเข้มแข็งกว่าที่เป็นอยู่จากสหรัฐฯ และความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นจากฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสำคัญรายอื่นๆ” จอร์จี โตลารายา (Georgy Toloraya) ผู้อำนวยการโครงการเกาหลี (Korean Programs) ณ สถาบันเศรษฐกิจ (Institute of Economy) แห่งบัณฑิตสถานทางวิทยาศาสตร์รัสเซีย (Russian Academy of Science) (ดูโปรไฟล์ของเขาเพิ่มเติมได้ที่ http://www.38north.org/author/georgy-toloraya/) กล่าวเช่นนี้ในบทความชิ้นหนึ่งซึ่งโพสต์อยู่บน 38 นอร์ท (38 North) เว็บไซต์ว่าด้วยกิจการเกาหลีเหนือที่เป็นที่ยกย่องเชื่อถือ (ดูบทความนี้ได้ที่ http://www.38north.org/2017/12/gtoloraya121317/)
การประเมินของโตโลรายาปรากฏออกมาหลังจากที่ก่อนหน้านั้นในสัปดาห์เดียวกัน รัฐมนตรีต่างประเทศ เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน ของสหรัฐฯ ได้เสนอที่จะเริ่มต้นทำการเจรจากับเปียงยางโดยไม่มีการตั้งเงื่อนไขล่วงหน้า ส่วนผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จองอึน ก็ประกาศในการประชุมของฝ่ายโสมแดงครั้งหนึ่งเมื่อวันอังคาร 12 ธ.ค. ว่า โครงการนิวเคลียร์ของประเทศของเขาเวลานี้ “สมบูรณ์แล้ว” (ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.atimes.com/article/kim-declares-n-koreas-nuke-weapons-program-complete)
ในบทความของเขา โตโลรายาชี้ว่า พวกเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือได้เน้นย้ำถึงเป้าหมายนโยบายตามมาตรฐานของพวกเขา ที่ต้องการจะบรรลุถึง “ความเสมอภาคทางยุทธศาสตร์” กับสหรัฐฯ ด้วยการสร้างการป้องปรามทางนิวเคลียร์ที่น่าเชื่อถือขึ้นมา และบีบบังคับให้พวกปรปักษ์ทั้งหลายต้องยอมทำสนธิสัญญาสันติภาพกับฝ่ายเกาหลีเหนือ พวกเขายังต้องการให้สหรัฐฯและเหล่าชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ “รับรองอธิปไตยและเอกราชของ สปปก. (DPRK ย่อมาจาก Democratic People's Republic of Korea สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี – ชื่อประเทศอย่างเป็นทางการของเกาหลีเหนือ) , รวมทั้งให้หลักประกันต่างๆ ทางความมั่นคงเพื่อให้ประเทศนี้สามารถดำเนินการพัฒนาทางเศรษฐกิจต่อไปได้” นักวิเคราะห์ชาวรัสเซียผู้นี้บอก
การปลดอาวุธนิวเคลียร์เป็นเรื่องซึ่งเป็นไปได้
“ทั้งหมด (ที่ฝ่ายเกาหลีเหนือเรียกร้อง) นี้ เป็นการเรียกค่าตอบแทนตามมาตรฐาน” โตโลรายากล่าวต่อไปในบทความของเขา “ทว่าเมื่อผมถามว่าการดำเนินกระบวนการปลดอาวุธนิวเคลียร์จะยังมีความเป็นไปได้หรือไม่ ถ้าหากสหรัฐฯยินยอมยุติ “นโยบายเป็นศัตรู” ของพวกเขา ชาวเกาหลีเหนือเหล่านี้ตอบว่า โดยหลักการแล้ว พวกเขาไม่ได้ต่อต้านการจัดตั้ง “เขตปลอดนิวเคลียร์” ขึ้นภายในและรอบๆ เกาหลี พวกเขาเน้นย้ำว่าในช่วงก่อนหน้าต้นทศวรรษ 2000 นั้น ประเทศของพวกเขาเป็นประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งไม่ได้ครอบครองเป็นเจ้าของอาวุธนิวเคลียร์หรือไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ติดตั้งประจำการอยู่ และจากการที่เวลานี้พวกเขากำลังบรรลุความเสมอภาคทางนิวเคลียร์กับฝ่ายอื่นๆ แล้วเช่นนี้ การลดอาวุธลงไปอย่างสมดุลกันและการปลดอาวุธนิวเคลียร์ออกไปจากทั่วทั้งอาณาบริเวณนี้ในท้ายที่สุดก็ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้”
โตโลรายากล่าวว่า ทั้งหมดนี้สามารถที่จะสร้าง “กรอบโครงของการพูดจาสนทนากันที่เป็นไปได้” ระหว่างวอชิงตันกับเปียงยางขึ้นมา
“เมื่อพิจารณาใคร่ครวญทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว คาบสมุทรเกาหลีที่มีนิวเคลียร์แต่มีสันติภาพ ย่อมเป็นผลลัพธ์ที่ดีกว่าการมีเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งย่อยยับเนื่องจากสงคราม” นักวิเคราะห์ผู้นี้บอก “ความจำเป็นที่จะต้องยอมรับว่านโยบายของสหรัฐฯต่อโปรแกรมนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือได้ประสบความล้มเหลว อาจจะเป็นเรื่องยากลำบากแก่การกล้ำกลืนฝืนทน ทว่ามันก็มีความจำเป็นที่จะต้องจัดทำทางเลือกต่างๆ เชิงนโยบายซึ่งสอดคล้องกับความเป็นจริงมากกว่าที่เป็นอยู่ (ซึ่งก็โชคร้ายที่ว่าทางเลือกเชิงนโยบายทางเลือกหนึ่งที่สอดคล้องกับความเป็นจริงมากกว่า คือ การใช้ชีวิตอยู่เคียงข้างกับเกาหลีเหนือที่มีอาวุธนิวเคลียร์) มีแต่การแสดงความเป็นผู้นำของฝ่ายอเมริกันเท่านั้นซึ่งจะทำให้สามารถหลีกเลี่ยงจากสงคราม และนำไปสู่หนทางแก้ไขทางการทูตได้”


