xs
xsm
sm
md
lg

'เฮโรอีน'และสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้นในอัฟกานิสถาน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: อัลเฟรด แมคคอย

(เก็บความจากเอเชียไทมส์ www.atimes.com)

Never-ending war: Washington’s drug of choice
By Alfred W. McCoy
13/11/2017

หลังจากระยะเวลา 9 เดือนแห่งความสับสนและความอลหม่านวุ่นวาย ในที่สุดทำเนียบขาวของโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ทำให้เรื่องๆ หนึ่งชัดเจนกระจ่างขึ้นมา นั่นคือ สหรัฐฯกำลังดำรงคงอยู่ในอัฟกานิสถานเพื่อที่จะทำการสู้รบ และเพื่อที่จะ “ชนะ” แต่ว่าเนื่องจากสงครามอัฟกานิสถานได้กลายเป็นสงครามครั้งยาวนานที่สุด และก็เป็นหนึ่งในสงครามขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯไปแล้ว ทำให้ต้องคำถามขึ้นมาว่า การรณรงค์ในยุคของทรัมป์จะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงแค่ไหน?

หลังจากระยะเวลา 9 เดือนแห่งความสับสน, ความอลหม่านวุ่นวาย, และการทวีตข้อความอย่างทะลักพรั่งพรูราวกับน้ำตก ในที่สุดทำเนียบขาวของโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ทำให้เรื่องๆ หนึ่งชัดเจนกระจ่างใสเหมือนแก้วผลึกขึ้นมา นั่นคือ สหรัฐฯกำลังดำรงคงอยู่ในอัฟกานิสถานเพื่อที่จะทำการสู้รบ และเพื่อที่จะ ชนะ -อย่างน้อยที่สุดนี่ก็เป็นสิ่งที่พวกเขาย้ำยืนยัน

“จำเป็นที่จะต้องทำให้พวกฆาตกรรับรู้เอาไว้ว่า พวกเขาไม่สามารถไปแอบซ่อนที่ไหนได้หรอก ไม่มีสถานที่แห่งหนใดที่อยู่เกินเลยจากการเข้าไปถึงของแสนยานุภาพอเมริกัน” ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวเช่นนี้ในเดือนสิงหาคม[1] ขณะป่าวร้องถึงสิ่งซึ่งจริงๆ แล้ว คือการประกาศสงครามกับพวกตอลิบาน ตรงกันข้ามกับนโยบายของบารัค โอบามา ผู้นำอเมริกันคนก่อนหน้าเขา ซึ่งวางแผน (แต่แล้วก็ชะงักงันแผนการนี้ไป) ที่จะลดจำนวนและการปรากฎตัวทางทหารของอเมริกันในอัฟกานิสถาน มาถึงตอนนี้รัฐมนตรีกลาโหม เจมส์ แมตทิส กลับประกาศว่า เพนตากอนจะส่งทหารอีก 4,000 คนเพิ่มเข้าไปสู้รบที่นั่น[2] ซึ่งรวมแล้วทำให้กำลังทหารอเมริกันในอัฟกานิสถานอยู่ในระดับใกล้ๆ 15,000 คน

ในเดือนตุลาคม ขณะที่การขยายตัวเพิ่มระดับแค่เบาะๆ ครั้งใหม่นี้กำลังดำเนินไป สำนักงานข่าวกรองกลาง (Central Intelligence Agency หรือ ซีไอเอ) ของสหรัฐฯ ก็ได้ปล่อยข่าวรั่วไหลผ่านหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ เกี่ยวกับการเพิ่มการปฏิบัติการลับ ซึ่งมีทั้งการใช้พวกโดรนสังหารเข้าโจมตี ตลอดจนการจัดส่งทีมกองกำลังกึ่งทหาร “ที่มีประสบการณ์สูง” ของซีไอเอ กระจายตัวออก “ล่าสังหาร” กองกำลังจรยุทธ์ตอลิบาน ทั้งที่เป็นพวกนักรบธรรมดาและพวกเจ้าหน้าที่ระดับสูง

“นี่เป็น (การปฏิบัติการ) ที่ไม่มีคำว่าปรานี, ไม่มีการผ่อนผันบันยะบันยัง” เป็นการเปล่งวาจาอันดุเดือดของ ไมค์ พอมเพโอ (Mike Pompeo) ผู้อำนวยการซีไอเอ[3] เป็นการให้สัญญาว่าจะมีระลอกแห่งการเข่นฆ่าสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม ซึ่งชวนให้ย้อนระลึกถึง “โปรแกรม ฟีนิกซ์” (Phoenix Program) อันเหม็นโฉ่อื้อฉาวของสำนักงานแห่งนี้ในระหว่างสงครามเวียดนาม[4] ตามรายงานข่าวของนิวยอร์กไทมส์ชิ้นนี้ พวกเจ้าหน้าที่กองกำลังกึ่งทหารของซีไอเอ จะเป็นผู้นำของทีมปฏิบัติการพิเศษ ซึ่งสมาชิกมีทั้งที่เป็นชาวอัฟกันและชาวอเมริกัน ออกปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายแบบขยายวงกว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งนี้การปฏิบัติการเช่นนี้เอง ในอดีตที่ผ่านมา “ได้ถูกกล่าวหาว่าทำการเข่นฆ่าพลเมืองชาวอัฟกันอย่างไม่มีการจำแนกแยกแยะ” พูดสั้นๆ ก็คือ ถึงเวลา “เริ่มเกม” กันแล้วในอัฟกานิสถาน

ภายหลังจากการทำสงครามอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลา 16 ปีในประเทศนั้น คำถามที่เห็นชัดเจนว่าควรต้องถามกันก็คือ การรณรงค์ครั้งใหม่นี้มีโอกาสอย่างจริงแท้แน่นอนแค่ไหนที่จะประสบ “ความสำเร็จ” ยังไม่ต้องพูดกันถึง “ชัยชนะ” หรอก? เพื่อตอบคำถามนี้ให้ได้ เราจำเป็นที่จะต้องถามคำถามอีกข้อหนึ่ง นั่นคือ พวกตอลิบานยังคงสามารถขยายตัวได้อย่างไรในระยะไม่กี่ปีหลังๆ มานี้ ทั้งๆ ที่เผชิญกับการปฏิบัติการต่างๆ ของสหรัฐฯอย่างเข้มข้น และการรณรงค์โจมตีทางอากาศอย่างมโหฬาร ไม่เพียงเท่านั้นสหรัฐฯยังเข้าฝึกอบรมกองกำลังความมั่นคงชาวอัฟกันอย่างไม่จบรู้สิ้นและก็ต้องใช้จ่ายแพงลิ่วอย่างไม่จบรู้สิ้น?[5] ทั้งนี้ทั้งนั้น สงครามอัฟกานิสถานไม่เพียงแต่กลายเป็นสงครามครั้งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯเท่านั้น แต่ยังเป็นสงครามที่มีขนาดใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งอีกด้วย โดยที่ในช่วงขึ้นถึงสูงสุดนั้นมีทหารอเมริกันจำนวน 101,000 คนในประเทศนั้น ในช่วงที่โอบามาอนุมัติให้เพิ่มกำลังเข้าไปแบบพุ่งพรวด หรือที่เรียกกันว่า “เซิร์จ” (surge) เมื่อปี 2010 – 2011

ฝิ่น-เฮโรอีนกับรายได้ของ ‘ตอลิบาน’

ชาวอเมริกันได้ยินได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มตอลิบานมานมนานเต็มทีแล้ว จนกระทั่งคนส่วนใหญ่ขาดความสนใจไม่ได้เข้าใจอย่างซาบซึ้งว่าขบวนการนี้มีการเติบโตขยายตัวอย่างยั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ถึงขนาดไหนในระยะไม่กี่ปีหลังๆ มานี้ ทั้งนี้ภายหลังจากเหตุการณ์การโจมตีแบบก่อการร้ายเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 แล้ว ทำเนียบขาวของจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ก็ได้ปล่อยพลังทำลายล้างอันดุดันซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่างแสนยานุภาพทางอากาศสหรัฐฯกับกองกำลังของเหล่าขุนศึกชาวอัฟกันที่ได้เงินทองสนับสนุนจากซีไอเอ เข้าบดขยี้ขบวนการตอลิบานอันเป็นพวกยึดมั่นในอิสลามแบบเคร่งจารีต และยึดกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถานเอาไว้ได้ด้วยความรวดเร็วไวว่องอย่างชวนให้ตื่นตะลึง ไม่เพียงแต่ขบวนการอิสลามิสต์นี้และรัฐบาลของพวกเขาต้องพ่ายแพ้ปราชัยเท่านั้น แต่พวกเขายังสูญเสียนักรบหัวรุนแรงผู้อุทิศตนไปเป็นจำนวนมากมายจากการถูกถล่มทิ้งระเบิดอย่างสร้างความวินาศสันตะโร จนกระทั่งแลดูเหมือนกับว่าพวกเขาถูกบดขยี้ยับเยินจนเกินกว่าที่จะซ่อมแซมแก้ไขหรือฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อีกแล้ว[6]

อย่างไรก็ดี ภายในเวลาเพียง 5 ปีเท่านั้น กลุ่มตอลิบานก็สามารถหวนกลับคืนมาอย่างเข้มแข็ง โดยที่สามารถส่งนักรบออกปฏิบัติการได้เป็นจำนวนราว 25,000 คน[7] เมื่อถึงปี 2015 พวกเขาก็เข้าควบคุมพื้นที่ชนบทของประเทศได้มากกว่าครึ่งหนึ่ง[8] รวมทั้งเข้ายึดเมืองระดับอำเภอหลายแห่ง และกระทั่งกำลังทุบประตู[9]ของเมืองใหญ่ระดับเมืองเอกของจังหวัดหลายแห่งอย่างเช่น คุนดุซ (Kunduz)[10]

เฉกเช่นเดียวกับขบวนการอื่นๆ นั่นแหละ มีเหตุผลอยู่หลายประการที่ทำให้ตอลิบานประสบความสำเร็จเช่นนี้ เป็นต้นว่า ความล้มเหลวของรัฐบาลอัฟกันในกรุงคาบูล (ที่ได้ชื่อว่าเป็นบ่อน้ำเน่าแห่งการทุจริตคอร์รัปชั่น) ซึ่งไม่สามารถทำอะไรดีๆ อย่างเช่นการสร้างความมั่งคั่งรุ่งเรืองให้แก่ภาคชนบท, ขนบธรรมเนียมการสู้รบต่อต้านต่างชาติผู้ยึดครองของประเทศนี้, การสนับสนุนอย่างลับๆ ของปากีสถาน, และการมีพื้นที่อันกว้างขวางและเคลื่อนไหวได้อย่างเสรี ในดินแดนล้าหลังของชาวชนเผ่าบริเวณแนวตะเข็บชายแดนอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน แต่นอกจากนี้แล้วมันยังมีปัจจัยอื่นอีกปัจจัยหนึ่ง ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเป็นปัจจัยรากฐานยิ่งกว่าปัจจัยอื่นๆ ที่เหลือทั้งหมดด้วยซ้ำ ได้แก่ การปลูกฝิ่น

กองจรยุทธ์ตอลิบาน ก็เหมือนๆ กับกองกำลังอาวุธก่อความไม่สงบรายอื่นๆ จำนวนมาก นั่นคือ กำลังจำนวนมากประกอบด้วยพวกวัยรุ่น ซึ่งเหตุผลเบื้องลึก (อย่างน้อยก็บางส่วน) ที่ทำให้พวกเขาทำการสู้รบ ก็เพื่อให้มีรายได้มาเลี้ยงดูครอบครัวของพวกเขา ทุกๆ ฤดูใบไม้ผลิในตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา ขณะที่หิมะละลายตัวจากบริเวณไหล่เขาต่างๆ ทั่วทั้งประเทศอัฟกานิสถาน พวกนักรบวัยรุ่นเด็กหนุ่มรุ่นใหม่ซึ่งถูกระดมมาจากหมู่บ้านยากจนต่างๆ เตรียมตัวพรักพร้อมที่จะจับอาวุธเข้าทำศึกเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของฝ่ายก่อความไม่สงบ มีรายงานว่าพวกเขาแต่ละคนมีรายได้อย่างน้อย 300 ดอลลาร์ต่อเดือน[11] ซึ่งสูงลิ่วกว่ากันนักจากสิ่งที่พวกเขาสามารถวาดหวังว่าจะทำเงินได้ ถ้าหากลงแรงทำการเกษตรตามปกติธรรมดา

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ตอลิบานจะต้องใช้เงินประมาณ 90 ล้านดอลลาร์เพียง เพื่อเป็นเงินเดือนค่าจ้างอย่างเดียวเท่านั้น สำหรับการจัดหากองทัพจรยุทธ์อันเข้มแข็งจำนวน 25,000 ของพวกเขามาใช้ในฤดูการสู้รบ 1 ฤดูกาล แล้วเมื่อคิดรวมงบประมาณของพวกเขาทั้งหมดก็น่าจะอยู่ในระดับใกล้ๆ 1,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ดังนั้นค่าใช้จ่ายสำหรับการก่อความไม่สงบทำสงครามอยู่เป็นระยะเวลา 15 ปีจึงอยู่ในระดับใกล้ๆ กับ 15,000 ล้านดอลลาร์

ในดินแดนที่ยากจนและแห้งแล้งเช่นนี้ ขบวนการตอลิบานกำลังหาเงินเกือบๆ 1,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีมาจากไหน ตามคำกล่าวของ พล.อ.จอห์น นิโคลสัน (General John Nicholson) ผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐฯในอัฟกานิสถาน ระบุว่า จังหวัดเฮลมันด์ (Helmand) จังหวัดเดียวของอัฟกานิสถานเท่านั้น คือ ผู้ “ผลิตฝิ่นโลกในปริมาณอันสำคัญมาก ซึ่งถูกนำไปแปรรูปให้กลายเป็นเฮโรอีน และ ... เป็นตัวทำเงินประมาณ 60% ของเงินทุนที่ตอลิบานจัดหามาได้”[12] ประธานาธิบดีอัฟกานิสถาน อัชรัฟ กอนี (Ashraf Ghani) ซึ่งเคยเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารโลก (World Bank) มาก่อน เห็นด้วยกับความเห็นเช่นนี้ “ถ้าไม่มียาเสพติด” เขากล่าว “สงครามนี้ควรจะยุติไปเสียนานแล้ว เฮโรอีนคือพลังขับดันที่สำคัญมากในสงครามนี้”[13]

การผงาดขึ้นมาของตอลิบาน ปรากฏว่าอยู่ในลักษณะคู่ขนานไปกับการขยายตัวอย่างไม่บันยะบันยังของการผลิตฝิ่นประจำปีของอัฟกานิสถาน จากระดับเพียงแค่ 185 ตันเมื่อตอนที่สหรัฐฯเข้ารุกรานประเทศนี้ในเดือนตุลาคม 2001 ได้ขึ้นไปอยู่ในระดับสูงสุดชนิดที่ยังไม่มีปีไหนเทียบเทียม คือ 8,200 ตันในปี 2008 กลายเป็นผลเก็บเกี่ยวซึ่งสูงเท่ากับ 53% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของอัฟกานิสถาน และหากนำมาแปรรูปก็จะเท่ากับ 93% ของซัปพลายเฮโรอีนผิดกฎหมายของทั่วโลก

ในปีเดียวกันนั้นเอง สหประชาชาติกล่าวย้ำว่า กองจรยุทธ์ตอลิบานกำลังสกัดเอา “ทรัพยากรสำหรับการใช้จ่ายทั้งในเรื่องอาวุธ, การส่งกำลังบำรุง, และการจ่ายเงินให้กองกำลัง มาจากระบบเศรษฐกิจแห่งยาเสพติด”[14] การศึกษาชิ้นหนึ่งที่ทำให้กับสถาบันสันติภาพสหรัฐฯ (US Institute of Peace) ก็พบอีกว่า ในปี 2009 ตอลิบานมีห้องแล็ปสำหรับผลิตเฮโรอีนแล้วราว 50 แห่งในดินแดนของพวกเขา และเป็นผู้ควบคุมไร่ฝิ่นประมาณ 98% ที่มีอยู่ในอัฟกานิสถาน รวมทั้งกำลังจัดเก็บเงินรายได้จำนวน 425 ล้านดอลลาร์ ในรูป “ภาษีชนิดต่างๆ” ซึ่งเรียกเอามาจากการค้าฝิ่น[15]

เมื่อถึงเวลาที่การ “เซิร์จ” ในปี 2010 ของโอบามา เคลื่อนตรงเข้าสู่ยุทธศาสตร์แห่งการถอนตัวออกจากอัฟกานิสถานในอีก 4 ปีต่อมา พวกผู้สังเกตการณ์ต่างมีความเห็นเป็นเอกฉันท์กันในการประเมินของพวกเขาว่า ฝิ่นได้กลายเป็นแกนกลางในการอยู่รอดของขบวการตอลิบานไปแล้ว ถึงแม้มีการดำเนินโครงการ “กำจัดยาเสพติด” อย่างต่อเนื่องโครงการแล้วโครงการเล่า ด้วยความอุปถัมภ์และได้เงินทุนสนับสนุนจากวอชิงตัน แต่ จอห์น ซอปโค (John Sopko) ผู้ตรวจสอบพิเศษเรื่องการฟื้นฟูบูรณะอัฟกานิสถานของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon’s special inspector for Afghanistan reconstruction) ยังคงสรุปเอาไว้ในปี 2014 ว่า “เมื่อพิจารณาด้วยตัววัดทุกๆ อย่างที่สามารถจะคิดออก เรานั้นประสบความล้มเหลว การผลิตและการปลูกกำลังเพิ่มสูงขึ้น, การห้ามปรามและการกำจัดฝิ่นกำลังลดน้อยลง, ความสนับสนุนทางการเงินที่ไปถึงการก่อความไม่สงบกำลังเพิ่มสูงขึ้น, และการเสพติดตลอดจนการประพฤติมิชอบกำลังอยู่ในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเลยในอัฟกานิสถาน”[16]

ในปี 2013 มีการปลูกฝิ่นในพื้นที่กว้างขวางเป็นประวัติการณ์คือ 209,000 เฮกตาร์ ( 1,306,250 ไร่) ทำให้ได้ผลผลิตกลับมาเป็นกอบเป็นกำจำนวน 5,500 ตัน[17] ผลผลิตปริมาณมหึมานี้ก่อให้เกิดรายได้อันผิดกฎหมายจำนวนราว 3,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเฉพาะการจัดเก็บภาษีของตอลิบานเพียงอย่างเดียวก็ได้เงินไปประมาณ 320 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบๆ ครึ่งหนึ่งของรายรับของขบวนการนี้[18] สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯซึ่งเข้าร่วมในการประเมินผลจนได้ตัวเลขอันน่าเศร้าใจนี้ออกมา บรรยายถึงรายได้ที่ผิดกฎหมายนี้ว่า เป็น “โชคลาภสำหรับกลุ่มก่อความไม่สงบนี้ ซึ่งทำกำไรจากการค้ายาเสพติดในแทบจะทุกๆ ระดับ”[19]

ความล้มเหลวของความพยายามในการปราบปรามยาเสพติด

ขณะที่ปี 2017 กำลังใกล้จะสิ้นสุดลง โดยที่ทำเนียบขาวตั้งท่าว่าจะทุ่มระยะเวลาอีก 4 ปีเพื่อการจมดิ่งลงไปในหุบเหวสุดลึกแห่งอัฟกานิสถานเช่นนี้ มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือไม่ที่อาจจะทำให้พวกตอลิบานอยู่ในสภาพอ่อนแอลงไป และดังนั้นก็จะช่วยวอชิงตันไม่ให้ต้องพ่ายแพ้ปราชัยอย่างที่คาดการณ์ทำนายกันไว้? เพื่อที่จะตอบคำถามนี้ จอห์น ซอปโค ได้รับการแต่งตั้งมอบหมายจากรัฐสภาสหรัฐฯให้ทำการตรวจสอบพิสูจน์ความล้มเหลวในทุกๆ รูปแบบซึ่งเกิดขึ้นที่นั่น และเขาก็ได้ทำการเก็บรับสั่งสมประสบการณ์มาเป็นเวลา 5 ปีแล้วในภารกิจอันยากลำบากนี้[20]

เมื่อเร็วๆ นี้เอง เขาได้เขียนร่างรายงานการศึกษาทบทวนอันแสนเจ็บแสบ เกี่ยวกับความพยายามเป็นระยะเวลา 15 ปีที่ประสบความล้มเหลวในการลดการผลิตฝิ่นในอัฟกานิสถาน ซึ่งก็หมายถึงความล้มเหลวที่ไม่สามารถทำให้พวกตอลิบานพ่ายแพ้ปราชัยด้วยนั่นเอง ร่างรายงานความยาว 150 หน้าฉบับนี้ใช้ชื่อว่า Counternarcotics: Lessons from Afghanistan, 2002-2016 (การต่อสู้ปราบปรามยาเสพติด: บทเรียนจากอัฟกานิสถานปี 2002-2016) บรรยายเอาไว้ว่า ความหายนะของนโยบายยาเสพติดมีแต่จะเป็นเครื่องรับประกันว่าจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้นทุกทีสำหรับให้พวกตอลิบานใช้จ่ายทำการสู้รบในสงครามที่ไม่มีวันยุติจบสิ้น เมื่ออ่านคู่กันไปกับรายงานการสำรวจสถานการณ์ฝิ่นประจำปีของสหประชาชาติแล้ว ร่างรายงานของซอปโคก็กำลังให้หลักฐานอย่างมากมายมหาศาลที่พิสูจน์ว่า การตัดสินใจของทรัมป์ที่จะทุ่มเดิมพันพนันเข้าไปในประเทศนั้น ถูกลิขิตเอาไว้ว่าจะต้องประสบความล้มเหลวแทบจะเป็นการแน่นอนทีเดียว

ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา ความพยายามทั้งหลายทั้งปวงในการต่อสู้ปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐฯ, อังกฤษ, และสหประชาชาติ ล้วนล้มเหลวไม่ได้ทำให้การผลิตยาเสพติดในอัฟกานิสถานชะลอตัวลง “ฝิ่นยังคงเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประเทศนี้” ซอปโค บอก “โดยมีราคาราวๆ 3,000 ล้านดอลลาร์ ณ ราคาที่ชายแดน” เขาบรรยายต่อไปว่า ฝิ่นเป็นตัวที่สามารถ “สร้างงานเทียบเท่ากับงานประจำเต็มเวลา เป็นจำนวนอาจจะถึง 411,000 ตำแหน่งทีเดียว มากกว่าตัวเลขกำลังคนที่ว่าจ้างโดยกองกำลังเพื่อการป้องกันประเทศและความมั่นคงแห่งชาติของอัฟกานิสถาน (Afghan National Defense and Security Forces หรือ ANDSF หมายถึงกองทัพแห่งชาติ, กรมตำรวจแห่งชาติ, กองตำรวจท้องถิ่น, และกรมความมั่นคงแห่งชาติของอัฟกานิสถาน -ผู้แปล) เสียอีก”

ถึงแม้ได้ใช้จ่ายเงินงบประมาณไปเกือบๆ 9,000 ล้านดอลลาร์แล้วในความพยายามต่อสู้ปราบปรามยาเสพติดในอัฟกานิสถาน[21] แต่วอชิงตันก็ยังคงอยู่ในสภาพของการนั่งเป็นประธานในสิ่งที่ ซอปโค เรียกว่า “การขยายตัวอย่างน่าตื่นตาตื่นใจของการเก็บเกี่ยวผลผลิตฝิ่น จากที่มีการปลูกกันในเนื้อที่ไม่ถึง 8,000 เฮกตาร์ในปี 2001 ได้ขยายเพิ่มขึ้นเป็น 200,000 เฮกตาร์ในปี 2016” โดยเมื่อถึงตอนนั้น ผลผลิตฝิ่นเป็นตัวทำรายได้มากกว่าสองในสามของผลผลิตการเกษตรทั้งหมดของประเทศนี้[22] เวลาเดียวกัน ประมาณการกันว่าตอนนี้ประชากรจำนวนราว 11% ทีเดียวกำลังยาเสพติดผิดกฎหมาย ถือเป็นอัตราการติดยาที่สูงที่สุดประเทศหนึ่งของโลก

ในอีกด้านหนึ่ง ผลการสำรวจผลผลิตฝิ่นของสหประชาชาติ ประจำปี 2016 ซึ่งรวบรวมโดยผู้แจงนับชาวอัฟกันจำนวนหลายร้อยคนซึ่งปกติแล้วใช้วิธีเดินผ่านไปตามไร่ฝิ่นต่าง ผสมผสานกับภาพถ่ายจากดาวเทียมที่มีคุณภาพสูง ยังกลายเป็นการเพิ่มน้ำหนักความมืดมนยิ่งขึ้นไปอีกให้แก่ภาพที่ซอปโคบรรยายออกมานี้ โดยที่ในปีนั้น ยูเอ็นให้ตัวผลการเก็บเกี่ยวฝิ่นอยู่ที่ 5,600 ตัน หมายความว่าการผลิตเพิ่มสูงขึ้นอีกอย่างเป็นเรื่องเป็นราวทีเดียวจากปีก่อน (เพิ่มประมาณ 43%)[23] ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ความพยายามในการกำจัดไร่ฝิ่นกลับลดต่ำลงถึงราว 91% มาอยู่ในระดับที่มีไร่ฝิ่นถูกทำลายเพียงแค่ 355 เฮกตาร์ หรือไม่ถึง 2% ของไร่ฝิ่นผิดกฎหมายทั้งหมดในประเทศนี้

นับตั้งแต่เริ่มต้นเข้าแทรกแซงอัฟกานิสถานในปี 2001 วอชิงตันและเหล่าพันธมิตรของตนได้ทดลองใช้ทางเลือกในการต่อสู้ปราบปรามยาเสพติดที่เป็นไปได้ทุกๆ ทาง แต่ทุกๆ ทางโดยไม่มีข้อยกเว้นเลยเหล่านี้.ล้วนแล้วแต่ประสบความล้มเหลว เงินงบประมาณของสหรัฐฯ (4,300 ล้านดอลลาร์) ก้อนมหึมาถูกจัดสรรให้แก่ความพยายามทั้งหลายในการปราบปราม แต่ก็ยังมีเงินทุนเหลืออยู่อีกก้อนโตทีเดียว ซึ่งนำเอามาใช้จ่ายสำหรับวิธีการต่างๆ ที่อยู่ในลักษณะของการทดลอง ทว่าปรากฏว่าไม่มีวิธีการไหนเลยที่ดูจะได้ผล

ขณะที่นโยบายยาเสพติดของวอชิงตันประสบความย่ำแย่เลวร้าย แต่ในทัศนะของซอปโคแล้ว ความพยายามต่างๆ ของสหประชาชาติกลับมีประสิทธิภาพน้อยยิ่งกว่าเสียอีก ระหว่างช่วง 1 ทศวรรษแรกภายหลังสหรัฐฯเข้ารุกรานอัฟกานิสถานในปี 2001 วอชิงตันหมกมุ่นอยู่กับการปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย และดังนั้นจึงเอาต์ซอร์ซ (outsource) สงครามยาเสพติดไปให้คนอื่นทำ เป็นต้นว่า สหรัฐฯมอบหมายหน้าที่การปราบปรามทำลายไร่ฝิ่นให้แก่อังกฤษ และหน้าที่การฝึกอบรมตำรวจสำหรับการเข้าห้ามปลูกฝิ่นให้แก่เยอรมนี แล้วในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานนี้เอง สำนักงานสหประชาชาติว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรม (UN Office on Drugs and Crime หรือ UNODC) ก็เดินหน้าเคลื่อนเข้ามาเต็มเติมช่องว่างในเรื่องความเป็นผู้นำ

ตามร่างรายงานของซอปโค สหประชาชาติได้หยิกยกเหตุผลโต้แย้งเพื่อผลักดันทางเลือกประการหนึ่ง ซึ่งเวลานั้นมองเห็นกันว่าเป็นกลเม็ดทีเด็ดทางการเมืองที่เฉียบแหลมมาก นั่นคือ “เป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องทำลายต้นฝิ่นที่กำลังเติบโตให้ได้เป็นจำนวน 25% ในแต่ละปี จึงจะสามารถยับยั้งขัดขวางการปลูกฝิ่นในอนาคตได้” โดยที่ในกระบวนการนี้จะมีการว่างจ้างชาวไร่ชาวนาอัฟกันเป็นพันเป็นหมื่นคนเข้าถอนทำลายต้นฝิ่น

ในการให้เหตุผลเพื่อปกป้องแผนการทำลายไร่ฝิ่นเช่นนี้ ซอปโคเขียนไว้ว่า อันโตนิโอ มาเรีย คอสตา (Antonio Maria Costa) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาลีที่ผ่านการศึกษาอบรมจากสหภาพโซเวียต และเวลานั้นเป็นผู้อำนวยการของ UNODC ประกาศว่า “ระหว่างการปลูกฝิ่นกับความยากจนไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆ เลย” จากสำนักงานใหญ่ที่เป็นอาคารสไตล์โมเดิร์นนิสต์ (modernist) จ๋าในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรียของเขา คอสตาให้สัญญาที่จะ “ลดการปลูกฝิ่นลงไปให้ได้ 70% ภายในเวลา 5 ปี และกำจัดพืชพันธุ์ชนิดนี้ให้หมดสิ้นไปในเวลา 10 ปี” อันเป็นการคุยโตที่อีกไม่ช้าไม่นานจะกลายเป็นมุกตลกที่ถูกนำมาล้อเลียนกันไม่จบไม่สิ้น

ใกล้ๆ กับตอนที่วอชิงตันเริ่มต้นการผจญภัยในอัฟกานิสถานในปี 2002 ทั้งกองทัพสหรัฐฯ, ซีไอเอ, และ ฮามิด คาร์ไซ (Hamid Karzai) ประธานาธิบดีอัฟกันที่ได้รับความสนับสนุนจากสหรัฐฯ ต่างแทบไม่มีความสนใจหรือเกือบๆ ไม่มีความรู้อะไรเลยเกี่ยวกับปัญหายาเสพติด ขณะที่พวกผู้เล่นรายอื่นๆ ซึ่งมีอำนาจน้อยยิ่งกว่านักหนา อันได้แก่ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯในกรุงคาบูล, สำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ (US Drug Enforcement Agency), ธนาคารโลก, และคณะกรรมาธิการยุโรป เป็นต้น ล้วนแล้วแต่เป็นพวกที่ตะลุยเข้าไปในทำงานการต่อต้านยาเสพติดกันเป็นครั้งเป็นคราว เงินทุนสำหรับการปฏิบัติการเช่นนี้อยู่ในสภาพขึ้นๆ ลงๆ ไม่มีความสม่ำเสมอ ขณะที่มีการนำเอาความริเริ่มใหม่ๆ เข้ามาใช้กันอยู่เป็นประจำโดยที่ไม่ได้มีการวิเคราะห์หรือการขบคิดอย่างเป็นจริงเป็นจังเกี่ยวกับนโยบายต่างๆ ที่ได้เคยทำกันมาก่อนหน้านั้น

จากกระบวนการที่ดำเนินไปอย่างโกลาหลอลหม่านเช่นนี้ ซอปโคสรุปว่า “ความพยายามต่างๆ ในการห้ามการปลูกฝิ่นประสบความล้มเหลวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือส่งผลกระทบโดยพื้นฐานต่อการค้ายาเสพติดของอัฟกานิสถานในวิถีทางที่มีความหมายใดๆ เมื่อถึงปี 2017 การปลูกฝิ่นและการผลิตฝิ่นดูเหมือนกับถูกลิขิตไว้แล้วว่าจะต้องขยับขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และพวกตอลิบานก็ยังคงสามารถหาเงินทุนจากการค้ายาเสพติดได้ต่อไป”

หนทางแก้ไขด้วยการทหารที่กระทำได้เพียงชั่วคราว

ท่ามกลางความล้มเหลวเชิงนโยบายครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นนี้ ในความคิดเห็นของซอปโคแล้ว มีเพียงแผนการเดียวเท่านั้นซึ่งมีผลกระทบอย่างสังเกตเห็นได้ต่อการผลิตยาเสพติด ซึ่งก็คือ การที่กองทหารสหรัฐฯและกองกำลังอาวุธอัฟกันที่พวกเขากำลังฝึกอบรมอยู่ ยกกำลังจำนวนมากมายข้ายึดครองพื้นที่ปลูกฝิ่นสำคัญๆ ทางภาคใต้ของประเทศเอาไว้

ในการดำเนินการตามแผนการนี้ มีการจัดตั้งด่านตรวจขึ้นมาในแทบทุกแยกของถนน ร่างรายงานของซอปโคแจกแจงว่า “ใน อำเภอมาร์จาห์ (Marjah) ซึ่งตั้งอยู่ตรงใจกลางแห่งการปลูกต้นฝิ่น-การผลิตฝิ่น ของจังหวัดเฮลมันด์นั้น ก่อนหน้าการไหลบ่าเข้าไปอย่างสำคัญของกองกำลังทหารสหรัฐฯและอัฟกัน ที่ดินทางการเกษตรที่อุทิศให้แก่ฝิ่นอยู่ในระดับเกือบๆ 60% ทีเดียว แต่ภายหลังจาก ยุทธการมอชตารัค (Operation Moshtarak) ซึ่งทหารนาวิกโยธินสหรัฐฯ และ ANDSF (Afghan National Defense and Security Forces กองกำลังเพื่อการป้องกันประเทศและความมั่นคงแห่งชาติของอัฟกานิสถาน) จำนวน 15,000 คนเข้ายึดครองอำเภอดังกล่าวในเดือนกุมภาพันธ์ 2010 จำนวนที่ดินซึ่งอุทิศให้แก่การปลูกฝิ่นก็ได้ลดฮวบลงเหลือไม่ถึง 5%”

เมื่อถึงตอนสิ้นปีนั้น กองทหารนาวิกโยธินสหรัฐฯ 20,000 คนซึ่งเข้าจัดตั้งฐานอันมีการป้องกันเข้มแข็งราว 50 แห่ง แล้วได้กองทหารอังกฤษมาสมทบอีก 10,000 คน ก็สามารถแย่งชิงอำนาจการควบคุมจังหวัดเฮลมันด์ออกมาจากเงื้อมมือพวกกองจรยุทธ์ตอลิบานได้เป็นการชั่วคราว และทำการสกัดกั้นการค้าฝิ่นซึ่งเคยเป็นตัวสนับสนุนค้ำจุนกองจรยุทธ์เหล่านี้[24]

นอกเหนือจากการคอยตรวจตราอย่างไม่ลดละอยู่เป็นประจำแล้ว นาวิกโยธินเหล่านี้ยังเริ่มใช้โครงการที่มีชื่อว่า โครงการ “การเร่งรัดเปลี่ยนแปลงเกษตรกรรมมาร์จาห์” (Marjah Accelerated Agricultural Transition) โดยเสนอที่จะให้สิ่งจูงใจต่างๆ ชุดใหญ่แก่เกษตรกรผู้ปลูกฝิ่น ทั้งในรูปของเงินสด, รถเข็นล้อเลื่อนสำหรับขนดิน, พลั่ว, เครื่องสูบน้ำใหม่ๆ, และบัตรผ่านเข้าออกได้อย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับการเดินทางในพื้นที่แห่งสงครามนี้ ถึงแม้กลุ่มตอลิบานได้ส่ง “จดหมายยามค่ำคืน ... สั่งห้ามชาวบ้านไม่ให้มีปฏิสัมพันธ์กับกองกำลังพันธมิตร” แต่นาวิกโยธินสหรัฐฯยังคงสามารถกระตุ้นส่งเสริมให้เกษตรกรท้องถิ่นกว่า 1,000 รายลงนามเข้าร่วมในโครงการนี้[25]

อย่างไรก็ตาม ลงท้ายแล้วโครงการนี้ก็ไม่สามารถปฏิบัติการไปได้อย่างยั่งยืน โดยในอีก 4 ปีต่อมา คือปี 2014 กำลังทหารอเมริกันในอัฟกานิสถานเริ่มต้นลดต่ำลง ขณะที่ นายพลแดเนียล ยู (Daniel Yoo) ยืนอยู่ต่อหน้ากองทหารนาวิกโยธินใต้บังคับบัญชาของเขาที่ค่ายเลธเธอร์เน็ค (Camp Leatherneck) ในจังหวัดเฮลมันด์ เขาประกาศว่าพวกเขาทั้งหมดกำลังจะมุ่งหน้ากลับบ้านในเร็วๆ นี้ โดยจะปล่อยให้การรักษาความมั่นคงปลอดภัยในจังหวัดนี้อยู่ในกำมือของพวกพันธมิตรชาวอัฟกัน “ผมมองการณ์ในแง่ดีอย่างระมัดระวังว่า พวกเขาจะสามารถประคับประคองตัวเองได้” นายพลผู้นี้กล่าว “แต่พวกเขาจะต้องมีความต้องการที่จะทำเรื่องนี้ให้มากกว่าที่พวกเรากระทำอยู่”[26]

ครั้นแล้วภายในเวลาเพียง 1 ปีต่อมา พวกตอลิบานก็หวนกลับมาด้วยความแข็งแกร่งยิ่งกว่าเมื่อก่อนเสียอีก ขณะที่พวกเขาทำการรุกในขอบเขตทั่วประเทศอยู่นั้น เหนือสิ่งอื่นใดเลย กองจรยุทธ์นี้ให้น้ำหนักเน้นโฟกัสไปที่การช่วงชิงยึดคืนดินแดนใจกลางดงฝิ่นของจังหวัดเฮลมันด์ เหตุผลนะหรือ ก็อย่างที่นิวยอร์กไทมส์เขียนเอาไว้นั่นแหละ “การค้าฝิ่นอันทำรายได้งดงามเหลือเกิน ทำให้พื้นที่นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการวางแผนทางด้านเศรษฐกิจของพวกผู้ก่อความไม่สงบกลุ่มนี้” เมื่อถึงเดือนธันวาคม 2015 หลังจากบุกโจมตีด่านตรวจต่างๆ และตีชิงพื้นที่จำนวนมากของจังหวัดนี้คืนมาได้แล้ว พวกเขาก็ขยับเข้าใกล้ที่จะชิงคืนอำเภอมาร์จาห์ได้อยู่แล้วทีเดียว[27] ทั้งนี้ หากไม่มีกองทหารหน่วยปฏิบัติการพิเศษและแสนยานุภาพทางอากาศของอเมริกันเข้ามาแทรกแซง เพื่อเป็นการปลุกปลอบกองทหารและตำรวจอัฟกัน “ซึ่งเสียขวัญ” ไปแล้ว ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอำเภอนี้จะต้องแตกและกลับคืนไปอยู่ในกำมือของกลุ่มตอลิบาน

ขยับเลยขึ้นไปทางตอนเหนือ ในไร่ฝิ่นอันอุดมสมบูรณ์ผืนแล้วผืนเล่าซึ่งตั้งคร่อมระบบแม่น้ำเฮลมันด์ พวกผู้ก่อความไม่สงบกลุ่มนี้สามารถยึดครองพื้นที่แทบทั้งหมดของอำเภอซันกิน (Sangin) บังคับให้กองทหารฝ่ายรัฐบาลต้องล่าถอย โดยที่มีรายงานว่ากองทหารเหล่านี้ซึ่งอยู่ในสภาพโซเซง่อนแง่นจากเชื้อร้ายระบาดเรื้อรังแห่งการทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาลและกองทัพ “กำลังสู้รบในสภาพที่ขาดแคลนอาวุธยุทโธปกรณ์ ขณะที่กระเพาะก็ว่างเปล่า” [28] เมื่อถึงปี 2016 โอบามาก็ถูกบังคับให้ต้องหักหัวเลี้ยว 180 องศาจากแผนการที่จะถอนตัวออกจากอัฟกานิสถานของเขา แล้วเปิดฉากทำ“มินิ เซิร์จ”เพิ่มกำลังทหารสหรัฐฯใหม่ๆ เข้าไปเป็นจำนวนหลายร้อยคน เพื่อขัดขวางไม่ให้พวกผู้ก่อความไม่สงบสามารถคว้ารางวัลทางเศรษฐกิจของดินแดนที่ไร่ฝิ่นมีผลผลิตสูงที่สุดของโลกแห่งนี้[29]

แต่ทั้งๆ ที่ได้รับความสนับสนุนจากกำลังทางอากาศและกองทหารปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐฯจำนวน 700 คน ในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2016 กองกำลังรัฐบาลอัฟกันที่ถูกเล่นงานย่ำแย่ก็ยังคงต้องถอยออกจากอำเภอมูซา กอลา (Musa Qala) และ ข่าน เนชิน (Khan Neshin)[30] ทำให้ตอลิบานสามารถควบคุมพื้นที่ 10 อำเภอจากทั้งหมด 14 อำเภอของเฮลมันด์เอาไว้ได้เป็นส่วนใหญ่[31] ยิ่งหลังจากกองกำลังทหารตำรวจรัฐบาล 3,000 คนถูกสังหารจากการรุกของตอลิบานในคราวนั้น[32] กำลังที่เหลืออยู่ซึ่งอยู่ในอาการเสียขวัญก็ถอยกลับมาประจำอยู่แต่ภายในตัวจังหวัดและตัวอำเภอ ปล่อยให้พื้นที่ชนบทและไร่ฝิ่นในพื้นที่เหล่านั้นตกอยู่ในเงื้อมมือของกองจรยุทธ์ซึ่งได้เงินทุนสนับสนุนจากเฮโรอีน[33]

ในท่ามกลางการสู้รบทั้งหมดเหล่านี้ เกษตรกรของเฮลมันด์ได้ลงแรงใช้ความพยายามจนสามารถขยายพื้นที่การปลูกฝิ่นของพวกเขาออกไปเป็น 80,000 เฮกตาร์ภายในปี 2016 [34] ซึ่งเท่ากับปริมาณ 40% ของการผลิตยาเสพติดในทั่วทั้งประเทศทีเดียว

ชาวบ้านแปลกแยกจากรัฐบาล

ไม่เพียงสงครามยาเสพติดที่เต็มไปด้วยปัญหานี้ จะล้มเหลวไม่สามารถลดทอนการค้ายาได้เท่านั้น แต่มันยังทำให้ชาวบ้านชนบทกลับรู้สึกแปลกแยกกับรัฐบาลผู้ซึ่งมีความจำเป็นเหลือเกินที่จะต้องเอาชนะใจพวกเขาให้ได้ และที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือ ในทางเป็นจริงแล้ว ลงท้ายสงครามนี้กลับกลายเป็นการสนับสนุนส่งเสริมให้ทำการผลิตฝิ่นอย่างผิดกฎหมายด้วยซ้ำ (นี่เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ในสงครามปราบปรามยาเสพติดทั่วโลกของวอชิงตัน ซึ่งครั้งหนึ่งผมเคยเรียกว่า “แรงกระตุ้นของการห้ามปราม” (the stimulus of prohibition)[35]

ตัวอย่างเช่น จากการใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมอันซับซ้อนประณีต ทีมงานของซอปโคค้นพบว่า ระหว่างพื้นที่ซึ่งได้รับความช่วยเหลือด้านการพัฒนาจากวอชิงตันหรือจากพวกพันธมิตรของสหรัฐฯ กับพื้นที่ซึ่งตกเป็นเป้าหมายของโครงการกำจัดทำลายไร่ฝิ่นนั้น ไม่ได้มีการเชื่อมโยงกันเอาเสียเลย ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดพลาดที่ร้ายแรงมาก

เป็นต้นว่า ในจังหวัดเฮลมันด์ และจังหวัดนันการ์ฮาร์ (Nangarhar) ที่ต่างก็เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์นั้น ภาพถ่ายจากดาวเทียมเปิดเผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพวกโครงการกำจัดทำลายไร่ฝิ่นที่มีมากมายหลายโครงการนั้น ได้ทำลายพืชยาเสพติดชนิดนี้ซึ่งปลูกในพื้นที่ห่างไกลต่างๆ ที่ “ประชากรต้องพึ่งพาอาศัยการทำไร่ฝิ่นเป็นอย่างมากสำหรับการดำรงชีวิตของพวกเขา” ดังนั้นจึงเหมือนกับการทำให้เกษตรกรผู้ยากจน ต้องประสบความยากแค้นลำบากนั่นเอง

ตรงกันข้าม ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนากลับถูกทุ่มเทให้แก่พวกอำเภอใกล้ๆ เมืองใหญ่ๆ ในที่อื่นๆ ของอัฟกานิสถาน ซึ่งเป็นพื้นที่อันสามารถเข้าถึงได้สะดวกง่ายดายกว่าและส่วนใหญ่ปลอดจากยาเสพติด สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เกษตรกรจำนวนมากมายในบรรดาพื้นที่ชนบทอันสำคัญอย่างยิ่ง มีความรู้สึกโกรธเกรี้ยวรัฐบาล และมีความอ่อนไหวต่อการปลุกระดมรับเข้าเป็นพวกของตอลิบาน

แม้กระทั่งบรรดาทางเลือกในการพัฒนาที่มีลักษณะเสรีมากขึ้น ซึ่งแตกต่างไปจากพวกโครงการกำจัดทำลายไร่ฝิ่น ร่างรายงานของซอปโคก็ระบุว่า ยังคงกลับกลายเป็นการกระตุ้นการผลิตฝิ่นไปเสียฉิบในวิถีทางอันเกินคาดคิด ตัวอย่างเช่น สำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (US Agency for International Development หรือ ยูเสด USAID) ใช้จ่ายงบประมาณไป 36 ล้านดอลลาร์ในเรื่องการชลประทานสำหรับโครงการ “เขตพื้นที่อาหาร” (Food Zone) ที่มุ่งเอาไว้เป็นตัวอย่างโอ่อวดโครงการหนึ่ง[36] จุดมุ่งหมายสำคัญของโครงการนี้คือ ส่งเสริมสนับสนุนการปลูกพืชเศรษฐกิจที่ถูกกฎหมายในจังหวัดกันดาฮาร์ (Kandahar) ซึ่งอยู่ทางภาคใต้ของอัฟกานิสถาน แต่แล้วตามที่ปรากฏออกมากลับกลายเป็นว่า แผนการด้านโครงสร้างพื้นฐานอันสำคัญนี้ในทางเป็นจริงแล้วมีส่วน “ในการเพิ่มการทำไร่ฝิ่น” นี่นับเป็นผลลัพธ์ที่ออกมาอย่างไม่ได้มีเจตนา ทว่าสามารถพบเห็นได้ใน “บรรดาโครงการชลประทานทำนองเดียวกัน ในจังหวัดอื่นๆ อย่าง นันการ์ฮาร์, บาดัคชาน (Badakhshan), และ คูนาร์ (Kunar)”

ถัดไปจากกันดาฮาร์ ในบริเวณตอนกลางของจังหวัดเฮลมันด์ แผนการจัดตั้ง “เขตพื้นที่อาหาร” อีกแห่งหนึ่ง ในตอนแรกๆ ทีเดียวได้ช่วยลดการปลูกฝิ่นลงไปได้ราว 60% ทว่าก็อย่างที่ เดวิด แมนสฟิลด์ (David Mansfield) นักปฐพีวิทยา (agronomist) ชาวอังกฤษ รายงาน[37]เอาไว้ เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิปี 2017 การแพร่กระจายของการทำไร่ฝิ่น “อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน” ได้กลับเข้าครอบคลุมพื้นที่การเกษตรราว 40% ของที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ในโครงการนี้ พวกกองจรยุทธ์หวนกลับมาอีกพร้อมด้วยกำลังที่เข้มแข็ง และพวกเกษตรกรมีความรู้สึก อย่างที่มีคนหนึ่งกล่าวออกมาว่า “ตอลิบานยังไงก็ดีกว่ารัฐบาล พวกเขาไม่เคยห้ามปลูกฝิ่น พวกเขาแค่เรียกเก็บภาษีเท่านั้น” แน่นอนทีเดียว เมื่อมาถึงตอนนี้ พิจารณาจากแผนการต่อต้านยาเสพติดที่ล้มเหลวไปหมดในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา แมนสฟิลด์มีข้อสรุปว่า รัฐบาลคาบูลแทบไม่มีความหวังเลยที่จะต่อสู้ช่วงชิง “พื้นที่ตอนกลางของเฮลมันด์กลับคืนมาอยู่ในความควบคุม” ได้

พวกแผนการของยูเสดที่เน้นเรื่องการเพิ่มผลผลิตข้าวสาลี ก็ถูกพิสูจน์ว่าก่อให้เกิดผลลัพธ์ในทางตรงกันข้ามทำนองเดียวกัน “จากการที่มีพันธุ์ข้าวสาลีที่ให้ผลผลิตสูงขึ้น รวมทั้งมีเทคโนโลยีการเกษตรที่ปรับปรุงยกระดับขึ้นกว่าเดิม” ซอปโคเขียนเอาไว้ว่า “พวกครัวเรือนในชนบทของอัฟกานิสถานซึ่งพำนักอาศัยอยู่ตามหุบเขาตอนกลางที่มีระบบชลประทานดีๆ จึงสามารถที่จะใช้ที่ดินเพาะปลูกขนาดเล็กลงก็ได้ข้าวสาลีตอบสนองความต้องการของครอบครัวของพวกเขาได้แล้ว” และเรื่องนี้ก็กำลังเปิดทางให้มี “พื้นที่ขนาดใหญ่มากขึ้น ... สำหรับการจัดสรรให้แก่ ... ไร่ฝิ่นที่มีมูลค่าสูง”

อนาคตที่ไม่มีความแน่นอน

น้ำเสียงมองการณ์ในแง่ร้ายในร่างรายงานของซอปโค ได้รับการเน้นย้ำเพิ่มน้ำหนัก จากรายงานข่าวชิ้นหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ในนิวยอร์กไทมส์ที่เขียนโดย มูจิบ มาชาล (Mujib Mashal) [38]ซึ่งพรรณนาถึงสถานการณ์ยาเสพติดในอัฟกานิสถานที่กำลังเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ ว่าเป็นผลผลิตอย่างน้อยก็ส่วนหนึ่ง จากนโยบายต่างๆ ที่ล้มเหลวของวอชิงตัน เนื่องจากผลผลิตการเก็บเกี่ยวฝิ่นกำลังเพิ่มพูนขึ้นมามาก เมื่อเร็วๆ นี้กลุ่มตอลิบานจึงได้ขยับขยายจากการปลูกฝิ่นมาสู่การผลิตเฮโรอีนกันขนานใหญ่ โดยวางแผนที่จะอาศัยห้องแล็ปสำหรับการแปรรูปและทำให้ยาเสพติดมีความบริสุทธิ์ขึ้นจำนวนประมาณ 500 แห่งภายในอัฟกานิสถาน – ทั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะช่วงชิงให้ได้ส่วนแบ่งเพิ่มมากขึ้น ในเงินทองจำนวนประมาณ 60,000 ล้านดอลลาร์ที่ทั่วโลกทำได้สืบเนื่องจากการส่งออกยาเสพติดของอัฟกานิสถาน

จากโครงการกำจัดทำลายฝิ่นทั้งโครงการ สิ่งที่ยังเหลืออยู่ในเวลานี้คือ หน่วยกำจัดทำลายยาเสพติดแห่งชาติ (National Interdiction Unit) หน่วยงานของอัฟกานิสถานที่ได้รับการฝึกอบรมจากกองทหารรบพิเศษสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นยังไง เมื่อพูดกันถึงความหวังที่จะลดทอนการค้ายาเสพติดแล้ว หน่วยงานนี่แหละคือสิ่งที่ยังเหลืออยู่ กระนั้นก็ตามที มาชาลรายงานเอาไว้ว่า การใช้เฮลิคอปเตอร์บุกจู่โจมในเวลากลางคืนของหน่วยงานนี้เพื่อกำจัดทำลายห้องแล็ปเฮโรอีนเคลื่อนที่ซึ่งอยู่ในสภาพพรักพร้อมสำหรับการสร้างขึ้นมาใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ก็กำลังได้รับการพิสูจน์ว่าไม่ได้ผลอะไร แถมหัวหน้าของหน่วยนี้ ยังถูกปลดออกจากตำแหน่งเมื่อเร็วๆ นี้ เนื่องจากต้องสงสัยว่า “อาจจะเป็นผู้ปล่อยข้อมูลข่าวสารรั่วไหลไปถึงพวกกองกำลังที่เป็นฝ่ายศัตรู”

พวกผู้บังคับบัญชาทหารของสหรัฐฯเวลานี้ ตระหนักถึงความจริงกันแล้วว่า บรรดานายใหญ่ตอลิบานในระดับท้องถิ่นนั้นต่างมั่งคั่งร่ำรวยขึ้นมาจากความเฟื่องฟูขยายตัวของเฮโรอีน และกลับจะไม่ได้อะไรเลยถ้าหากการเจรจาสันติภาพมีความคืบหน้าต่อไปอีก ขณะที่การเจรจาสันติภาพกลายเป็นหนทางเดียวที่เหลืออยู่สำหรับการยุติสงครามที่แสนจะยืดเยื้อนี้

เวลาเดียวกัน ตามรายงานข่าวของมาชาล คำถามทั้งหลายทั้งปวงเกี่ยวกับการกำจัดทำลายฝิ่น “แทบไม่ได้รับความสนใจพูดถึงเลยในยุทธศาสตร์ใหม่สำหรับสงครามอัฟกานิสถานของคณะบริหารทรัมป์”[39] ดูเหมือนว่าพวกเจ้าหน้าที่ต่อสู้ปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐฯจำใจต้องยอมรับความเป็นจริงอย่างใหม่ “ด้วยความรู้สึกอับจนหมดหนทาง” ทั้งนี้ความเป็นจริงอย่างใหม่นี้ก็คือว่า เวลานี้อัฟกานิสถานกำลังเป็นผู้ซัปพลายเฮโรอีนถึง 85% ของความต้องการของโลก และมองไม่เห็นเลยว่าเรื่องอย่างนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด

มันเป็นเช่นนี้เอง ที่ทำไมแผนการต่อสู้ปราบปรามยาเสพติดอันแสนทะเยอทะยานซึ่งมีมูลค่า 9,000 ล้านดอลลาร์ของอเมริกา จึงได้ตกลงไปสู่ความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า? เมื่อความไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นนี้ กัดกร่อนทำให้สังคมเสื่อมทรามเลวร้ายอย่างตลอดทั่วถ้วนเหมือนอย่างที่ฝิ่นกระทำกับอัฟกานิสถานแล้ว การลักลอบค้ายาเสพติดก็จะกลายเป็นตัวบิดเบือนทุกสิ่งทุกอย่าง --มันทำให้แม้กระทั่งโครงการดีๆ ก็ให้ผลลัพธ์ที่เลวๆ ออกมา และไม่ต้องสงสัยเลยว่ากำลังทำให้แผนการอันดื้อรั้นดันทุลังมุ่งหาชัยชนะของทรัมป์ เกิดการบิดเบี้ยวไปสู่ความพ่ายแพ้ปราชัยอย่างแน่นอน

สงครามอันไม่รู้จบในอัฟกานิสถาน อันที่จริงแล้วก็คือยาที่วอชิงตันเลือกใช้เรื่อยมาในช่วงระยะเวลา 16 ปีหลังมานี้

หมายเหตุ

[1] https://www.nytimes.com/2017/08/21/world/asia/afghanistan-troops-trump.html
[2] http://thehill.com/policy/defense/348729-mattis-signs-orders-to-send-more-troops-to-afghanistan
[3] https://www.nytimes.com/2017/10/22/world/asia/cia-expanding-taliban-fight-afghanistan.html
[4] https://en.wikipedia.org/wiki/Phoenix_Program
[5] http://www.pbs.org/wgbh/frontline/article/how-is-american-money-being-spent-on-afghan-security-forces-its-classified/
[6] http://www.tomdispatch.com/blog/175837/
[7] http://web.stanford.edu/group/mappingmilitants/cgi-bin/groups/view/1
[8] https://www.nytimes.com/2015/10/12/world/asia/afghanistan-taliban-united-nations.html
[9] https://www.nytimes.com/2015/10/02/world/asia/kunduz-taliban-afghanistan.html
[10]http://www.tomdispatch.com/blog/176069/tomgram%3A_laura_gottesdiener,_the_angel_of_death/
[11]http://afghanistan.blogs.cnn.com/2009/12/09/taliban-pay-vs-afghan-forces-pay/
[12]https://www.defense.gov/News/Transcripts/Transcript-View/Article/1019029/department-of-defense-press-briefing-by-general-nicholson-in-the-pentagon-brief/
[13]https://www.nytimes.com/2017/10/29/world/asia/opium-heroin-afghanistan-taliban.html
[14]http://www.unodc.org/documents/crop-monitoring/Afghanistan-Opium-Survey-2007.pdf
[15]http://www.usip.org/sites/default/files/resources/taliban_opium_1.pdf
[16]https://www.nytimes.com/2014/10/27/opinion/afghanistans-unending-addiction.html?_r=0
[17]http://www.unodc.org/documents/crop-monitoring/Afghanistan/Afghan_report_Summary_Findings_2013.pdf
[18]https://www.sigar.mil/pdf/Special%20Projects/SIGAR-15-10-SP.pdf
[19]https://www.sigar.mil/pdf/Special%20Projects/SIGAR-15-10-SP.pdf
[20]https://www.sigar.mil/about/leadership/ig-sigar.html
[21]https://www.sigar.mil/pdf/quarterlyreports/2017-07-30qr.pdf
[22]https://www.sigar.mil/pdf/quarterlyreports/2017-07-30qr.pdf
[23]https://www.unodc.org/documents/crop-monitoring/Afghanistan/Afghanistan_opium_survey_2016_cultivation_production.pdf
[24]http://www.sandiegouniontribune.com/military/sdut-marines-battle-history-helmand-afghanistan-2014nov08-story.html
[25]http://www.imef.marines.mil/News/News-Article-Display/Article/534706/sowing-seeds-of-support-marines-facilitate-crop-change-through-agriculture-tran/
[26]http://www.sandiegouniontribune.com/military/sdut-marines-battle-history-helmand-afghanistan-2014nov08-story.html
[27]https://www.nytimes.com/2015/12/14/world/asia/afghan-province-teetering-to-the-taliban-draws-in-extra-us-forces.html
[28]https://www.nytimes.com/2015/12/28/world/asia/taliban-battle-lashkar-gah-helmand-province-afghanistan.html?login=email
[29]https://www.nytimes.com/2016/02/10/world/asia/us-troops-helmand-province-afghanistan.html
[30]https://www.nytimes.com/2016/02/21/world/asia/afghan-troops-retreat-under-pressure-from-taliban.html
[31]https://www.nytimes.com/2016/03/16/world/asia/a-5th-district-in-helmand-province-falls-to-the-taliban.html
[32]https://www.nytimes.com/2016/04/07/world/asia/afghanistan-helmand-opium-poppy.html
[33]https://www.nytimes.com/2016/04/10/world/asia/afghan-general-plants-flowers-in-helmand-but-taliban-lurk.html
[34]https://www.unodc.org/documents/crop-monitoring/Afghanistan/Afghanistan_opium_survey_2016_cultivation_production.pdf
[35]http://www.academia.edu/30774543/_The_Stimulus_of_Prohibition_A_Critical_History_of_the_Global_Narcotics_Trade_in_Dangerous_Harvest_Drug_Plants_and_the_Transformation_of_Indigenous_Landscapes_edited_by_M._Steinberg_j._Hobbs_and_K._Mathewson_2004_pp._24-111
[36]https://www.sigar.mil/pdf/quarterlyreports/2017-07-30qr.pdf
[37]https://areu.org.af/archives/publication/1728
[38]https://www.nytimes.com/2017/10/29/world/asia/opium-heroin-afghanistan-taliban.html
[39]https://www.nytimes.com/2017/08/21/world/asia/afghanistan-troops-trump.html

(ข้อเขียนนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในเว็บไซต์ TomDispatch.com)

ข้อเขียนซึ่งบุคคลภายนอกเป็นผู้ส่งเรื่องมาให้ ทางเอเชียไทมส์ไม่ขอรับผิดชอบทั้งต่อความคิดเห็น, ข้อเท็จจริง, หรือเนื้อหาด้านสื่อใดๆ ที่นำเสนอ

อัลเฟรด ดับเบิลยู แมคคอย เป็นศาสตราจารย์แฮริงตันทางด้านประวัติศาสตร์ (Harrington Professor of History) ของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน (University of Wisconsin-Madison) เขาเป็นผู้เขียนหนังสือเล่มที่ปัจจุบันกลายเป็นงานคลาสสิกไปแล้ว นั่นคือเรื่อง The Politics of Heroin: CIA Complicity in the Global Drug Trade ซึ่งติดตามสืบสวนการเชื่อมต่อโยงใยกันของการค้ายาเสพติดผิดกฎหมายกับการปฏิบัติลับต่างๆ ในช่วงระยะเวลา 50 ปี รวมทั้งผลงานชิ้นอื่นๆ อีกจำนวนมาก หนังสือเล่มใหม่ล่าสุดของเขา คือ In the Shadows of the American Century: The Rise and Decline of U.S. Global Power (สำนักพิมพ์ Dispatch Books//Haymarket กันยายน 2017)
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...