เอเจนซีส์ - ความพยายามจัดตั้งรัฐบาลผสม 3 ฝ่ายของนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เคิล แห่งเยอรมนี ล้มเหลวไม่เป็นท่า เมื่อหนึ่งในพรรคคู่เจรจาตัดสินใจประกาศถอนตัวเมื่อวานนี้ (19 พ.ย.) ซึ่งอาจส่งผลให้เมืองเบียร์ต้องเผชิญวิกฤตการเมืองยืดเยื้อ หรืออาจถึงขั้นต้องเลือกตั้งใหม่
ผู้นำหญิงเมืองเบียร์ถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องจับขั้วกับพรรคการเมืองเล็กๆ ที่มีนโยบายแตกต่างกันหลายอย่าง เนื่องจากกลุ่มพรรคพี่พรรคน้อง คริสเตียน เดโมเครติก ยูเนียน (CDU) และ คริสเตียน โซเชียล ยูเนียน (CSU) ของเธอชนะศึกเลือกตั้งเมื่อเดือน ก.ย. ด้วยคะแนนเสียงเพียง 33% ซึ่งนับว่าตกต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 1949 ขณะที่พรรค โซเชียล เดโมแครต (SPD) ของ มาร์ติน ชุลซ์ ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลชุดปัจจุบัน และได้คะแนนเสียงมากเป็นลำดับ 2 ก็ปฏิเสธที่จะจับขั้วตั้งรัฐบาลผสมซ้าย-ขวา “grand coalition” กับ แมร์เคิล อีกสมัย
นายกฯ แมร์เคิล ได้เปิดแถลงข่าวในวันนี้ (20) ว่า เธอจะแจ้งให้ประธานาธิบดีทราบว่าไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมเพื่อบริหารประเทศได้ หลังจากที่พรรคฟรีเดโมแครตส์ (FDP) ซึ่งมีนโยบายโปรภาคธุรกิจประกาศถอนตัว
สถานการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นอาจทำให้เยอรมนีเหลือตัวเลือกอยู่เพียง 2 ทาง นั่นคือ แมร์เคิล จับมือกับพรรคกรีนส์ตั้งรัฐบาลผสมเสียงข้างน้อย หรือไม่เช่นนั้นประธานาธิบดีเยอรมนีก็จะประกาศจัดการเลือกตั้งใหม่
“นี่เป็นวันแห่งการทบทวนอย่างลึกซึ้งว่าเยอรมนีจะก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างไร” แมร์เคิล กล่าวต่อสื่อมวลชนด้วยสีหน้าอิดโรย “ในฐานะนายกรัฐมนตรี ดิฉันจะทำทุกอย่างเพื่อให้การบริหารบ้านเมืองตลอดหลายสัปดาห์ข้างหน้าเป็นไปด้วยดี”
ก่อนหน้านี้ คริสเตียน ลินด์เนอร์ หัวหน้าพรรค FDP ได้ออกมาแถลงข่าวเมื่อเวลา 23.00 GMT ของวันอาทิตย์ (19) ว่า พรรคของเขาตัดสินใจเลิกเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสมกับกลุ่ม CDU-CSU และพรรคกรีนส์ เนื่องจากคุยกันไม่ลงตัวในประเด็นสำคัญๆ หลายเรื่อง และยัง “ขาดวิสัยทัศน์ร่วมกันในการทำให้เยอรมนีเป็นรัฐที่ทันสมัย”
“วันนี้ไม่มีความคืบหน้า มีแต่การถอยไปข้างหลัง เพราะข้อเสนอประนีประนอมหลายอย่างถูกตั้งคำถาม... ถ้าต้องบริหารประเทศแบบผิดๆ ก็สู้ไม่บริหารเสียเลยดีกว่า ลาก่อน!”
ด้านผู้นำพรรคกรีนส์ก็ออกมายอมรับว่ารู้สึกผิดหวัง ทั้งที่เคยเชื่อว่าทั้ง 3 ฝ่ายน่าจะบรรลุข้อตกลงกันได้ แม้จะนโยบายจะต่างกันมากก็ตาม
3 กลุ่มการเมืองที่ไม่น่าจะไปด้วยกันได้ใช้เวลานานกว่า 4 สัปดาห์ เพื่อหาจุดร่วมและสงวนจุดต่าง ทั้งนโยบายคนเข้าเมือง สภาพอากาศ และการใช้จ่ายงบประมาณ แต่อุปสรรคสำคัญอยู่ที่ฝ่ายอนุรักษนิยมเรียกร้องให้มีการจำกัดจำนวนผู้ลี้ภัยที่จะรับเข้าประเทศในแต่ละปี ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคกรีนส์รับไม่ได้
สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมเยอรมนี (DIHK) เตือนว่า การเมืองที่ไร้ความแน่นอนเช่นนี้ไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจเมืองเบียร์
“ภารกิจสำคัญๆ เพื่ออนาคตของประเทศอาจต้องล่าช้าออกไปอีก” อีริค ชไวต์เซอร์ ประธาน DIHK ให้สัมภาษณ์ผ่านทางอีเมล “บริษัทเยอรมันจะต้องเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจยืดเยื้อ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างแน่นอน”
การที่ แมร์เคิล ยอมเปิดพรมแดนรับผู้ลี้ภัยกว่า 1 ล้านคนเข้าประเทศในปี 2015 สร้างความโกรธแค้นและผิดหวังต่อชาวเยอรมันจำนวนไม่น้อย ซึ่งลงโทษเธอด้วยการปฏิเสธผู้สมัครจากกลุ่ม CDU-CSU และหันไปเทคะแนนให้แก่พรรคทางเลือกเพื่อเยอรมนี (AfD) ซึ่งเป็นพรรคขวาจัดที่ชูนโยบายต่อต้านอิสลามและผู้อพยพ
อย่างไรก็ดี การเลือกตั้งใหม่อาจเป็นทางเลือกที่หลายฝ่ายไม่ปรารถนา โดยเฉพาะพรรคการเมืองหลักของเยอรมนีซึ่งเกรงว่า AfD จะยิ่งได้คะแนนเพิ่มขึ้นไปอีก หลังจากที่กวาดไปถึง 13% เมื่อเดือน ก.ย.


