xs
xsm
sm
md
lg

Weekend Focus : “ทรัมป์” คว้าน้ำเหลวเยือนเอเชีย “อเมริกาเฟิสต์” ดันจีนผงาดเป็นผู้นำ “การค้าเสรี”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โบกมืออำลาก่อนขึ้นเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันเดินทางกลับสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 14 พ.ย ที่สนามบินนานาชาติ นินอย อากีโน กรุงมะนิลา หลังเสร็จสิ้นภารกิจเยือนทวีปเอเชียเป็นเวลา 12 วัน
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ คุยเขื่องเรื่องความสำเร็จในการทัวร์เอเชียนานเกือบ 2 สัปดาห์ ระบุได้มิตรเพิ่มขึ้นแถมหอบดีลการค้ามูลค่านับพันๆ ล้านกลับบ้าน ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่านโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” (America First) ทำให้ ทรัมป์ แตกแถวจากผู้นำอเมริกาคนก่อนๆ ที่สนับสนุนแนวทางพหุภาคี และเปิดช่องให้จีนสวมบทผู้นำการค้าเสรีรายใหม่ ขณะที่แผนดึงนานาชาติร่วมกดดันเกาหลีเหนือยังไม่เห็นแนวทางที่เป็นรูปธรรม

ทรัมป์ ใช้เวลาสิบกว่าวันที่ตระเวนเยือนญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน เวียดนาม และฟิลิปปินส์ เน้นย้ำให้ทุกฝ่ายเพิ่มแรงกดดันต่อเปียงยางเพื่อยับยั้งโครงการอาวุธนิวเคลียร์ รวมถึงโชว์ความกระตือรือร้นที่จะแก้ไขปัญหาการค้าที่ไม่สมดุลระหว่างสหรัฐฯ กับหุ้นส่วนในเอเชีย เพื่อให้เป็นไปตามนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ที่เน้นผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เป็นที่ตั้ง

“สหรัฐฯ ถูกเอาเปรียบจากหลายๆ ชาติ ไม่ใช่แค่ในภูมิภาคนี้เท่านั้น แต่เป็นทั่วโลก” ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวขณะนั่งเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันกลับไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. “แต่วันเวลาเหล่านั้นหมดไปแล้ว”

ผลสัมฤทธิ์ของการเยือนเอเชียครั้งนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ซึ่งบางอย่างก็อยู่เหนือการควบคุมของสหรัฐฯ เช่น การที่ ทรัมป์ เรียกร้องให้ประเทศอื่นๆ ใช้บทลงโทษทางเศรษฐกิจและการทูตกับเกาหลีเหนือ แต่ท้ายที่สุดก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลเหล่านั้นว่าจะทำตามหรือไม่ และไม่มีอะไรการันตีได้ว่า แรงกดดันจากภายนอกจะทำให้เปียงยางล้มเลิกความตั้งใจที่จะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

ผู้สังเกตการณ์บางรายวิจารณ์ ทรัมป์ ว่าเน้นสร้างผลงานแบบฉาบฉวย เช่น ทำข้อตกลงการค้ามูลค่ามหาศาลที่ไร้ผลผูกพัน แต่กลับไม่ใช้โอกาสนี้แก้ไขปัญหาระยะยาว เช่น เรื่องที่จีนยังคงกีดกันไม่ให้บริษัทรถยนต์ของสหรัฐฯ และสื่อสังคมออนไลน์เข้าถึงตลาดแดนมังกร เป็นต้น

“ดูเหมือน ทรัมป์ จะคิดว่าความสนิทสนมระหว่างเขากับ สี่ จิ้นผิง จะทำให้จีนยอมร่วมมือกับสหรัฐฯ ทั้งในเรื่องการค้าและเกาหลีเหนือ แต่ในความเป็นจริงไม่มีอะไรเลยที่บ่งบอกเช่นนั้น” ริชาร์ด แมคเกรเกอร์ นักหนังสือพิมพ์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ และเจ้าของงานเขียนเรื่อง “Asia Reckoning: China Japan and the Fate of US Power in the Pacific Century” ให้สัมภาษณ์

“จีนอาจจะยอมทำตามน้อยที่สุดเพียงเพื่อให้ ทรัมป์ หยุดเซ้าซี้ แต่จะไม่มากไปกว่านั้น”

เป้าหมายสำคัญอีกอย่างในการมาเยือนของ ทรัมป์ ก็คือการทำให้ประเทศในเอเชียเชื่อว่ากิจกรรมนิวเคลียร์ของโสมแดงเป็นภัยคุกคามต่อทั้งโลก และทุกชาติจำเป็นต้องสนับสนุนมติคว่ำบาตรของยูเอ็นด้วยการหยุดค้าขายและตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับเปียงยาง แต่คำถามก็คือ รัฐบาลเหล่านี้จะเชื่อฟังอเมริกาแค่ไหน? โดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นที่รู้กันว่าโอบอุ้มเศรษฐกิจโสมแดงมาโดยตลอด ประธานาธิบดี สี่ จิ้นผิง ออกอาการเหนื่อยหน่ายกับการทดสอบนิวเคลียร์และขีปนาวุธในเกาหลีเหนือก็จริง แต่ก็ไม่มีสัญญาณใดๆ บ่งบอกว่าจีนพร้อมที่จะใช้บทลงโทษสถานหนัก

เกาหลีเหนือไม่ได้ต้อนรับการมาเยือนของ ทรัมป์ ด้วยการยิงขีปนาวุธหรือแสดงพฤติกรรมยั่วยุทางทหารอย่างที่ผู้สังเกตการณ์คาดเดาไว้ แต่กลับทิ้งระเบิดน้ำลายลูกใหญ่ด้วยการด่า ทรัมป์ ว่าเป็น “ตาแก่” ที่ “ร้องขอสงครามนิวเคลียร์” ทำเอาผู้นำสหรัฐฯ นั่งไม่ติด ออกมาทวีตโต้กลับทันควันว่า “ทำไม คิม จอง อึน ต้องมาดูถูกผมว่าเป็น ‘ตาแก่’ ผมยังไม่เคยด่าเขาว่า ‘อ้วนเตี้ย’ เลยสักครั้ง”

มีกระแสข่าวว่าสหรัฐฯ จะใส่ชื่อเกาหลีเหนือกลับเข้าไปในบัญชี “รัฐที่สนับสนุนก่อการร้าย” หลังจากที่ ทรัมป์ เดินทางกลับถึงอเมริกา
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เข้าร่วมพิธีต้อนรับซึ่งประธานาธิบดี สี่ จิ้นผิง และรัฐบาลจีนจัดขึ้น ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.
ในประเด็นการค้า ทรัมป์ พยายามปลอบประโลมชาติพันธมิตรซึ่งผิดหวังที่วอชิงตันถอนตัวออกจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) โดยยืนยันว่าสหรัฐฯ มีแผนจะทำข้อตกลงแบบทวิภาคีกับหุ้นส่วนแต่ละประเทศ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนเอเชียจะไม่กระตือรือร้นกับแนวทางทวิภาคีของ ทรัมป์ มากนัก รัฐมนตรีคนหนึ่งจากประเทศสำคัญในอาเซียนได้อ้างคำพูดของนายกรัฐมนตรี ลี เซียนลุง แห่งสิงคโปร์ที่ว่า “การทำข้อตกลงโดยตรงกับสหรัฐฯ ก็เท่ากับเปิดทางให้อเมริกาโขกสับคู่สัญญาเท่านั้น”

ในขณะที่อนาคตของ TPP ยังดูมืดมน จีนก็ถือโอกาสผลักดันข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership - RCEP) ที่ประกอบด้วย 10 ชาติอาเซียน และชาติคู่เจรจาของอาเซียนอีก 6 ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็น TPP แบบที่มีจีนเป็นผู้นำ

“ประเทศในเอเชียยังต้องการให้อเมริกาแสดงบทบาทอย่างยั่งยืนและเข้มแข็งในภูมิภาคนี้” แมคเกรเกอร์ ให้ความเห็น “แต่ปัญหาก็คือจีนกำลังเสนอทางเลือกใหม่ให้กับพวกเขา ในขณะที่ ทรัมป์ ไม่มีอะไรเลย”

ทรัมป์ เคยวิจารณ์พฤติกรรมการค้าของจีนอย่างเผ็ดร้อนระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง แต่การเยือนปักกิ่งคราวนี้กลับกลายเป็นหนังคนละม้วน แม้ ทรัมป์ จะยังเรียกร้องให้จีนหยุดปั่นค่าเงินและขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทอเมริกัน แต่เขาก็รับปากจะร่วมมือกับจีนในหลายเรื่อง ทั้งยังออกอาการปลาบปลื้มเอามากๆ ที่ประธานาธิบดี สี่ จิ้นผิง ให้การต้อนรับอย่างเอกเกริก แถมยังพาไปเยี่ยมชมพระราชวังต้องห้ามด้วยตนเอง

“เขาว่ากันว่าจีนไม่เคยต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองยิ่งใหญ่ขนาดนี้มาก่อน ซึ่งผมเชื่อว่าจริง” เขาให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวบนแอร์ฟอร์ซวัน

แมคเกรเกอร์ เตือนว่า การที่ ทรัมป์ สรรเสริญเยินยอจีนจนเกินเหตุเพียงเพราะอีกฝ่ายปูพรมแดงต้อนรับนั้นไม่มีประโยชน์ในระยะยาว เนื่องจากจีนมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลกแทนที่สหรัฐฯ ในอีกไม่ช้า และย่อมจะสยายอิทธิพลในเอเชียและทั่วโลกมากขึ้น ไม่ว่าสหรัฐฯ จะพอใจหรือไม่ก็ตาม

แม้การทัวร์เอเชียของ ทรัมป์ จะยังไม่ปรากฏผลงานที่เป็นรูปธรรมมากนัก แต่สำหรับชาติเอเชียที่เฝ้ามองการแผ่อิทธิพลของจีนอย่างไม่ไว้วางใจ การมาของเขาก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าสหรัฐฯ ยังไม่ทอดทิ้งภูมิภาคนี้

“ทุกประเทศในภูมิภาคเพียงคาดหวังให้ ทรัมป์ มาปรากฏตัว เพื่อยืนยันว่าอเมริกาจะยังรักษาพันธกรณีที่มีต่อเอเชีย แม้ในเชิงหลักการก็ยังดี” ชาห์ริมาน ล็อคแมน นักวิเคราะห์อาวุโสจากสถาบันเพื่อยุทธศาสตร์และระหว่างประเทศศึกษาในมาเลเซีย ระบุ



กำลังโหลดความคิดเห็น